๓๓.สังฆาธิปไตย : สงฆ์กับการใช้มติ-โหวต (ต่อจากความหมายสงฆ์)

สังฆกรรมในพระพุทธศาสนามีอยู่หลายประการดังที่ยกตัวอย่างมาแล้ว แต่เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและการใช้สิทธิในการออกเสียง หรือขั้นตอนในการทำ จึงขอนำมาเสนอเพื่อให้เกิดความเข้าใจเพียง ๓ พิธีกรรม และอีกรูปแบบหนึ่งของการเป็นตัวแทนสงฆ์ รวมเป็น ๔ ภารกิจคือ ๑.พิธีอุปสมบท ๒.พิธีรับผ้ากฐิน ๓.พิธีผูกพัทธสีมา และ ๔.พิธีการรับสังฆทาน ซึ่งจะอธิบายตามลำดับต่อไปนี้

 

๒.๘.สังฆ์กับการใช้มติ  

                สังฆกรรมในพระพุทธศาสนามีอยู่หลายประการดังที่ยกตัวอย่างมาแล้ว  แต่เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและการใช้สิทธิในการออกเสียง  หรือขั้นตอนในการทำ  จึงขอนำมาเสนอเพื่อให้เกิดความเข้าใจเพียง  ๓  พิธีกรรม และอีกรูปแบบหนึ่งของการเป็นตัวแทนสงฆ์  รวมเป็น  ๔  ภารกิจคือ  ๑.พิธีอุปสมบท  ๒.พิธีรับผ้ากฐิน  ๓.พิธีผูกพัทธสีมา  และ  ๔.พิธีการรับสังฆทาน  ซึ่งจะอธิบายตามลำดับต่อไปนี้ 

 

๒.๘.๑.พิธีอุปสมบท  

     คำว่า  การบวช หมายถึง การเว้นทั่ว คือเว้นจากความชั่วทุกอย่าง  หรือการลอยบาป  ( บวช  ออกมาจากคำว่า  ป + วช)  หมายถึงการถือเพศเป็นนักพรตทั่วไป ; บวชพระ คือ บวชเป็นภิกษุ เรียกว่า อุปสมบท, บวชเณร คือ บวชเป็นสามเณร เรียกว่า บรรพชา [1]

 

                ในเรื่องดังกล่าวนี้  พระธรรมปิฎก ได้อธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ว่า“ การบวชเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี นั้น  มีวิธีอุปสมบททั้งหมด  ๘  วิธี  วิธีการที่  ๓-๗  เป็นวิธีที่ทรงประทานเป็นการพิเศษจำเพาะบุคคลบ้าง  ขาดตอนหมดไปแล้วบ้าง และได้ประมวลมา  ดังนี้

                                ๑.เอหิภิกขุอุปสัมปทา  การอุปสมบทด้วยพระวาจาว่า  จงเป็นภิกษุมาเถิดเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง   ๒.ติสรณคมนูปสัมปทา หรือ สรณคมนูสัมปทา การอุปสมบทด้วยถึงไตรสรณะ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้พระสาวกทำในยุคต้นพุทธกาลเมื่อคณะสงฆ์ยังไม่ใหญ่นัก (ต่อมาใช้สำหรับการบรรพชาสามเณร)  ๓.โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา  การอุปสมบทด้วยการรับโอวาท  เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่พระมหากัสสปะ  ๔.ปัญหาพยากรณูสัมปทา  การอุปสมบทด้วยการตอบปัญหาของพระพุทธองค์เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่โสปากสามเณร   ๕.ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา  หรืออัฏฐครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา  การอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการเป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่พระนางมหาประชาบดีโคตรมี  ๖.ทูเตนะ  อุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยทูต  เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่นางคณิกา ชื่ออัฑฒกาสี  ๗.อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา  การอุปสมบทมีวาจา  ๘ คือ ทำด้วยญัตติจตุตถกรรม  ๒  ครั้งจากสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือจากภิกษุณีสงฆ์ครั้งหนึ่ง  จากภิกษุสงฆ์ครั้งหนึ่ง ได้แก่การอุปสมบทของภิกษุณี  ๘.ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา  การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำ ในเมื่อคณะสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่ขึ้นแล้ว และเป็นวิธีที่ใช้สืบมาจนทุกวันนี้ [2]

 

        ภูมิหลังสังคมอินเดียในสมัยพุทธกาลที่มีความยึดมั่นและเชื่อในเรื่องของวรรณะ  ๔  จนทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมของคนในระบบวรรณะ ซึ่งรวมไปถึงความไม่เท่าเทียมกันในการนับถือศาสนา ตลอดจนถึงเรื่องเศรษฐกิจการประกอบอาชีพของผู้คนในสังคม  แต่เมื่อเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว  พระพุทธเจ้าถือว่าทุกคนเสมอกัน มีความเท่าเทียมกันในปหาราทสูตร  พระสูตร ว่าด้วยท้าวปหาราทะจอมอสูร  กล่าวว่า

                “วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว  ย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตนรวมเรียกว่า สมณศากยบุตร ทั้งสิ้น เหมือนมหานทีทุกสาย คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลลงสู่มหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อและโคตรเดิมของตน รวมเรียกว่า มหาสมุทร ทั้งสิ้น [3]

        นั้นก็ทำให้ให้เราเข้าใจชัดเจนแล้วว่า พระพุทธศาสนา คือ ศาสนาแห่งเสรีภาพอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น  จึงขอกล่าวถึงขั้นตอนในการบวช ดังนี้

     พิธีกรรมอุปสมบท ซึ่งเป็นกระบวนการอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการนำคนเข้ามาสู่อาณาจักรของพระพุทธศาสนา  โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

                ๑.นาค คือ ผู้ตั้งใจจะบวช ปลงผม นุ่งขาวห่มขาว ระวังกายวาจาใจให้สงบ เดินเข้ามาในพระอุโบสถ์แล้วไหว้พระ คือ กราบพระพุทธรูปประธาน  ๓  หน

                ๒.นาค เปล่งวาจาว่า  เอสาหัง  ภันเต ฯลฯ  เพื่อขอบรรพชา

                ๓.พระอุปัชฌาย์ –สอนนาคให้รู้จักเหตุและผล  ตลอดจนถึงเทคนิคการพิจารณาร่างกายโดยนำเอา ตจปญฺจกรรมฐาน (กรรมฐานมีหนังเป็นที่ห้า) มาสอนโดยให้นาคว่าตาม เกสา (ผม)-โลมา (ขน)-นะขา (เล็บ) –ทันตา (ฟัน) –ตะโจ (หนัง)  กลับไป-มา ๒ รอบ

                ลำดับต่อมาพระอุปัชฌาย์ จึงได้ดึงผ้าอังสะ (ผ้าไตร คือผ้า  ๓  ผืน ประกอบไปด้วย  ผ้าจีวร  หรือผ้าใช้ห่ม, ผ้าสบง หรือผ้านุ่ง, ผ้าสังฆาฏิ หรือผ้าพาด ส่วนผ้าอังสะเป็นผ้าที่มาทีหลัง หากรวมผ้าประคตเอวเข้าไปอีกรวมเป็นผ้า  ๕  ชิ้น แต่ยังใช้คำว่าไตรจีวรเหมือนเดิม) มาคล้องคอของนาค จากนั้นจึงได้มอบผ้าไตรจีวรไห้ออกไปห่มผ้านอกหัตถบาตสงฆ์  เมื่อห่มผ้าไตรเรียบร้อยแล้ว จึงกลับเข้ามาในท่ามกลางสงฆ์อีกครั้ง

                ๔.เมื่อผู้เตรียมตัวจะบวช ได้เข้ามาท่ามกลางสงฆ์แล้วก็กราบพระอุปัชฌาย์ เพื่อขอศีล  ๑๐  เมื่อการสมาทานศีล  จบลงถือว่านาคได้กลายเป็นสามเณร ซึ่งแปลว่าเหล่ากอแห่งสมณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่าการกราบกับพิธีกรรมในการบวชนั้นมีจำนวนหลายรอบ อันเป็นการสื่อให้ให้ถึงการยินยอม  ลดละมานะคือความถือตัว  ลดทิฏฐิคือความคิดเห็น  ลดอัตตาคือการยึดมั่นในตัวตน

                ๕.ต่อจากนั้นสามเณร ได้เปล่งวาจาว่า  อุปชฺฌาโย  เม  ภนฺเต  โหหิ  เพื่อจะขออุปสมบท

                ๖.พระอุปัชฌาย์ได้ให้คำแนะนำในการระมัดระวัง และการวางตัวให้แก่สามเณรว่าเพศของเราได้ต่างจากฆราวาสแล้ว  จากนั้น จึงได้ถามถึงผ้าไตรจีวร ว่า ผ้าคลุมมีไหม ?,  ผ้าสังฆามีไหม?, ผ้านุ่งมีไหม? และบาตรมีไหม?  เมื่อมีผ้าครบแล้วก็ให้สามเณรออกไปยืนรอนอกหัตถบาต เพื่อเปิดโอกาสให้สงฆ์ได้พิจารณา

                ๗.พระคู่สวด  ได้ขออนุญาตเป็นตัวแทนสงฆ์เพื่อยกประเด็นหรือญัตติเสนอต่อสงฆ์  โดยการตั้งนะโม  ๕-๗  ชั้น เสร็จแล้วกลับมานั่งที่เดิมเพื่อสวดขออนุญาต  จากนั้นก็ลุกออกไปหาสามเณรแล้วสอบถาม ประเด็นต่าง ๆ ว่ามีคุณสมบัติที่จะขอบวชหรือไม่  โดยมีคำถาม  ๓  ชุด โดยชุดแรกตอบปฏิเสธ  ๕  ข้อ  ชุดที่สองตอบยอมรับ ๘  ข้อ ชุดที่สามตอบชื่อฉายาทั้งของผู้บวชและพระอุปัชฌาย์  ๒  ข้อ รวมเป็น  ๑๕  ข้อ ดังนี้             

๗.๑.กุฏฐํ                                                      คุณเป็นโรคเรื้อนใช่ไหม?

๗.๒.คณฺโฑ                                                 คุณเป็นโรคฝีใช่ไหม?

๗.๓.กิลาโส                                                 คุณเป็นโรคกลากเกลื้อนใช่ไหม?

๗.๔.โสโส                                                   คุณเป็นโรคมองคร่อใช่ไหม?

๗.๕.อปมาโร                                               คุณเป็นโรคลมบ้าหมูหรือเปล่า?

๗.๖.มนุสฺโสสิ๊                                             คุณเป็นมนุษย์หรือเปล่า?

๗.๗.ปุริโสสิ๊                                                คุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า?

๗.๘.ภุชิสฺโสสิ๊                                             คุณเป็นไท  หรือเปล่า?

๗.๙.อนโณสิ๊                                                คุณไม่มีหนีสินแน่นะ?

๗.๑๐.นสิ๊  ราชภโฏ                                   คุณไม่ใช่ราชภัฏ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแน่นะ?

๗.๑๑.อนุญฺญาโตสิ๊  มาตาปิตูหิ               บิดามารดาได้อนุญาตคุณบวชหรือยัง

๗.๑๒.ปริปุณฺณวีสติวสฺโสสิ๊                     คุณอายุครบ  ๒๐  ปีบริบูรณ์หรือไม่?

๗.๑๓.ปริปุณฺณนฺเต  ปตฺตจีวรํ                  คุณมีบาตรจีวรครบหรือเปล่า

๗.๑๔.กินฺนาโมสิ                                       คุณชื่ออะไรละ?

๗.๑๕.โก  นาม  เต  อุปชฺฌาโย               พระอุปัชฌาย์ของคุณชื่อว่าอย่างไร?

                เมื่อพระคู่สวดได้สอบถามแล้ว จึงได้กลับเข้ามารายงานสงฆ์ จากนั้นจึงได้เรียกนาคที่ยืนรออยู่ให้เข้ามาในท่ามกลางสงฆ์  จากนั้นสามเณรจึงเปล่งวาจาว่า  สังฆัมภันเต  ฯลฯ  ( ๓  ครั้ง)

                ๘.จากนั้นพระอุปัชฌาย์  ได้เผดียงสงฆ์ คือกล่าวขอความคิดเห็นในการที่มีสามเณรได้ขออุปสมบท  เมื่อคณะสงฆ์ได้ยอมรับโดยการกล่าวคำรับรองว่า  “สาธุ”  พร้อมกัน

                ๙.จากนั้นพระคู่สวด จึงได้ขออนุญาตจากสงฆ์เพื่อสอบถามผู้ขอเข้าอุปสมบทในท่ามกลางสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีคำถาม  ๓  ชุด  ๑๕  ข้อเหมือนเดิม  เมื่อแน่ใจแล้ว พระคู่สวดจึงได้เริ่มสวดญัตติจัตตุถกรรมวาจา  ถึง  ๔  รอบเพื่อย้ำให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาดแล้ว  เมื่อสวดขึ้นรอบที่สี่ถ้าไม่มีการทักท้วงถือว่าผู้ขอบวชนั้น สำเร็จเป็นพระในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์แล้ว

                ๑๐.จากนั้นพระอุปัชฌาย์จึงได้บอกอนุศาสน์ คือการตามสอนหลังพิธีการบวช ว่าสิ่งที่ควรทำ  ๔  ประการคือ

     ๑๐.๑.  เที่ยวบิณฑบาต

     ๑๐.๒.  นุ่งห่มผ้าบังสุกุล

     ๑๐.๓.  อยู่โคนไม้

     ๑๐.๔.  ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

และสิ่งที่ไม่ควรทำ  ๔  ประการ คือ 

     ๑๐.๕. เสพเมถุน

     ๑๐.๖.  ลักของเขา

     ๑๐.๗.  ฆ่าสัตว์

     ๑๐.๘.  อวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน

                ๑๑.จากนั้นพระบวชใหม่ จึงได้ขอขมาสงฆ์  หากประสงค์จะถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ก็ถวาย  พระสงฆ์จะได้อนุโมทนา  ซึ่งเป็นการเสร็จพิธี

                ในสังคม  อินเดีย  วรรณะถือว่า  เป็นระบบของการแบ่งชนชั้นของสังคม  ที่ตายตัวใครจะละเมิด  หรือไม่ปฏิบัติตามมิได้  ถือว่าผิด  ในระบบสังคมดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความยุติธรรมให้เกิดขึ้น  มีการรังเกียจ  ,  มีการสงวนอาชีพเพื่อให้เฉพาะบางวรรณะ  เท่านั้น

                ในพระพุทธศาสนาใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิในการบวชมาตั้งแต่เกิดไม่  ผู้ที่จะขอบวชจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติในหลาย ๆ ประการ เช่น

                                -ต้องมีอาการครบ  ๓๒  ประการ นั้นก็หมายความว่าผู้ประสงค์จะเข้ามาบวชต้องเป็นคนไม่พิกลพิการ  หรือมีส่วนเกินผิดเพศ  เป็นต้น

                                -สิทธิผู้ได้รับการอนุญาตที่ต่างกัน  หากนับถือพุทธศาสนา ก็สามารถบวชได้เลยเพียงแค่ให้มีผ้าไตรจีวรและบาตรครบเท่านั้น  แต่สำหรับผู้ที่เคยเป็นนักบวชนอกลัทธิศาสนาหรือเคยเป็นนักบวชในศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนาแล้ว จำเป็นต้องอยู่ปริวาสเสียก่อน เช่นกรณีของสามเณรวาเสฏฐะและภารทวาชะ [4]  เป็นต้น

                               -สิทธิพิเศษ ในเรื่องอัญเดียรถีย์ศากยะ  ภิกษุทั้งหลาย ถ้าศากยะโดยกำเนิดเคยเป็นอัญเดียรถีย์มาศากยะนั้นมาแล้วพึงให้อุปสมบท  ไม่ต้องให้ปริวาสแก่ศากยะนั้น  เราให้สิทธิพิเศษส่วนนี้เฉพาะแก่หมู่ญาติ [5]

                              -ประเภทของผู้บวช มี ๔  ประเภทคือ ภิกษุ, ภิกษุณี, สามเณร, สามเณรี

 

                ส่วนคำว่า นาคะ  แปลว่า ผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ปรากฏในตำนานทางพระพุทธศาสนา โดยมีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาไหลตัวใหญ่ยาว มีเกล็ด แต่หากมุ่งเอาความหมายก็คือผู้ที่มีจิตใจสูง คือมนุษย์สมบูรณ์แบบ เวลาคนที่จะบวชเป็นพระก็ดี  เป็นสามเณรก็ดี ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าชุดสีขาว โดยเรียกบุคคลนั้น ๆ ว่า “นาค” หรือ “พ่อนาค” [6]เสียก่อน.เมื่อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว  พระบวชใหม่จะต้องได้รับการฝึกหัดอบรมและการศึกษาเล่าเรียนจากพระอุปัชฌาย์โดยอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของท่านจนกว่าจะมีพรรษาครบ  ๕  จึงเรียกว่า  นิสัยมุตตกะ  คือผู้พ้นจากการพึ่งพาพระอุปัชฌาย์  ดังนั้นกระบวนการฝึกอบรมพระบวชใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง[7]

               

            ๒.๔.๒.พิธีกฐิน  

          เทศกาลของกฐินเริ่มขึ้นหลังการออกพรรษาของพระที่อยู่ครบไตรมาสในอาวาสนั้น ๆ แต่ทั้งนี้อาวาสไหนหรือวัดไหนจะมีสิทธิในการรับกฐินได้ต้องขึ้นอยู่กับว่ามีพระภิกษุครบจำนวน  ๕  รูปด้วยหรือไม่และไม่มีใครมีพรรษาขาด และที่สำคัญต้องมีผู้จองหรือเจ้าภาพกฐินแล้วต้องอยู่ในเขตกฐินคือ  ๑  เดือนหลังออกพรรษาแรก คือเริ่มวันแรม  ๑  ค่ำเดือน  ๑๑  ถึงวันขึ้น  ๑๕  ค่ำเดือน  ๑๒  เท่านั้น   ที่นี้มาดูขั้นตอนในพิธีการดังนี้ 

     ๑. เริ่มจากผู้จอง (เจ้าภาพ)  ได้เข้ามาติดต่อขอรับเป็นเจ้าภาพในวัดที่มีองค์ประกอบ ดังที่กล่าวมาแล้ว พร้อมกำหนดวัดทอด

     ๒.การจัดดาเครื่องประกอบองค์กฐินและเครื่องไทยธรรมบางท่านอาจรับเป็นเจ้าภาพคนเดียว บางเจ้าภาพอาจรับมาทำเป็นคณะ  ซึ่งอาจจะมีการฉลองสมโภชขึ้นอยู่กับเจ้าภาพนั้น ๆ ว่าจะมีมากน้อยเท่าไหร่อย่างไร  ให้เหมาะสม

     ๓.ในวันถวายกฐิน  เมื่อเจ้าภาพถวายแล้ว  จากนั้นเป็นหน้าที่ของสงฆ์ที่จะดำเนินการตั้งญัตติเพื่อขอต่อไป

     ๔.การตั้งญัตติ  โดยมากมักจะเป็นประธานสงฆ์ที่ประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า  ผ้ากฐินทานนี้มีเจ้าภาพชื่อนี้นำมาถวายไว้ให้กับสงฆ์  ผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิดุจล่องลอยอยู่ในนภากาศหาเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ และถึงเวลาที่จะขอญัตติหรือพร้อมที่จะทำสังฆกรรมหรือไม่?  ถ้าพร้อมใจกันก็ขอให้เปล่งวาจา   “สาธุ”   ให้พร้อมกัน นับว่ายอมรับมตินั้น

     ๕.ภิกษุรูปต่อมาได้พูดขึ้นว่าผ้ากฐินทานนี้  ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่าเหมาะกับพระรูปนี้ ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติอย่างนี้ ๆ หากใครจะทักท้วงจงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางสงฆ์  ณ  (หยุดระยะเพื่อให้มีการทักท้วง)  จุดนี้หากมีใครทักท้วงขึ้นมา  ก็ต้องอุปโลกให้รูปต่อไปจนกว่าจะมีการย่อมรับกันอย่างไม่มีใครทักท้วง    หากไม่มีใครทักท้วงจงเปล่งวาจาว่า  สาธุ  ให้พร้อมเพียงกัน  หากมีเสียงสาธุขึ้นพร้อมกัน  ก็เป็นอันรับมตินั้น ๆ โดยใช้เสียงเอกฉันท์  รับแล้วช่วยกันอนุโมทนา หลักการของเสียงข้างมาก

                หากดูตามวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์ โดยปกติแล้วผู้น้อยคือผู้มีพรรษาน้อยกว่าจะต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่  คือผู้ที่บวชก่อน  แต่ในเวลาทำงานของส่วนรวมหรือทำสังฆกรรม  ภิกษุทุกรูปที่เข้าร่วมในพิธีต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกรูป [8] มีข้อควรคิดอีกอย่างหนึ่งคือในอาวาสไหนที่จำนวนไม่ถึง  ๕  รูปจะนำภิกษุจากที่อื่นมาร่วมรับก็ได้แต่ไม่ถือว่าเป็นกฐิน  ส่วนอาวาสใดที่ภิกษุมีจำนวนเกินแล้วจะนำภิกษุจากที่อื่นมาร่วมก็ได้  แต่จะอ้างสิทธิในการครองผ้ากฐินหรือออกเสียงไม่ได้  [9] ผู้มีสิทธิมีเฉพาะผู้จำพรรษาครบ  ๓  เดือนเท่านั้น

 

            ๒.๔.๓.พิธีผูกพัทธสีมา  

      พิธีกรรมนี้เป็นการกำหนดเขตของสถานที่เพื่อสามารถใช้ทำพิธีกรรมต่าง ๆ ได้  ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดบ้างในบางท้องที่ แต่โดยความมุ่งหมายแล้ว มีจุดประสงค์เหมือนกัน แต่ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้คณะสงฆ์พะเยายอมรับกัน ดังนี้

     ๑.ไหว้พระรับศีล  (หากมีการบรรยายให้ข้อคิดก็จะทำกันในช่วงนี้)

     ๒.อ่านประวัติวัด/กล่าวรายงาน

     ๓.ประธานในพิธี   ทำความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-เปิดกรวยดอกไม้

     ๔.อ่านประกาศ  เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา  (มีรายชื่อวัดต่าง ๆ ที่แนบท้าย)

     ๕.อ่านประกาศ  ขนาดของสีมา (กว้าง-ยาว)  เท่าไหร่ ฝ่ายบ้านเมืองขอมอบถวายเพื่อคณะ

    สงฆ์จะได้สวดผูกให้ถูกต้อง---สงฆ์สาธุการพร้อมกัน

     ๖.ในขณะที่นายอำเภอเดินมามอบถวาย----สงฆ์เจริญชยมงคลคาถา

    ต่อไปเป็นพิธีกรรมของสงฆ์............เข้าสู่หัตถบาส

     ๗.ประธานสงฆ์นำบูชาพระรัตนตรัย----ยืนพนมมือ

     ๘.ภิกษุยืนเรียงแถวล้อมลูกสีมา  เริ่มสวดเป็นคู่ ๆ จากคู่ที่  ๑-๙

     ๙.ประธานสงฆ์กล่าวแจ้งให้สงฆ์ทราบขั้นตอนว่าเสร็จแล้ว   และต่อไปจะทำอะไรต่อไป

     ๑๐.สงฆ์กลับเข้านั่งในหัตถบาส

     ๑๑.โยมเจ้าภาพยืนพร้อมกันประจำหลุมที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ เพื่อรอสัญญาณฆ้อง

                ก.สัญญาณฆ้องครั้งที่  ๑    ให้จับดาบ

                ข.สัญญาณฆ้องครั้งที่  ๒  ให้ถอดดาบ

                ค.สัญญาณฆ้องครั้งที่  ๓  ให้ตัดลูกนิมิตพร้อมกับเสียงเจริญชยมงคลคาถาของสงฆ์  และเสียงกลองอึกทึกจากญาติโยม

     ๑๒.ประธานสงฆ์พร้อมคณะสงฆ์จำนวน  ๘  รูปเป็นตัวแทนออกไปเพื่อทักลูกนิมิตตามทิศ (หลุม)  ต่าง ๆ  เจ้าภาพจะตอบรับว่า  ปาสาโณ  ภันเต

     ๑๓.พระผู้ใหญ่  ๒  รูปสวดผูกสีมา

     ๑๔.ประธานสงฆ์  ประกาศความสมบูรณ์ของพิธีกรรมพร้อมชักชวนให้สำรวมจิตภาวนาเพื่อถวายต่อในหลวง

     ๑๕.สงฆ์สวดสุนักขัตตั้ง  พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ใส่ลูกนิมิตและเป็นสิริมงคลต่อคณะสงฆ์เอง   หลักจากนี้ญาติโยมถวายปัจจัยสงฆ์  เป็นเสร็จพิธี

 

ส่วนภารกิจสุดท้าย คือ

     พิธีรับสังฆทาน  แม้จะไม่ใช่เป็นสังฆกรรม แต่ก็มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับการเป็นตัวแทนของสงฆ์ในภารกิจนั้น ๆ  เช่น มีผู้ประสงค์เข้ามาถวายข้าวสารให้กับสงฆ์วัดศรีโคมคำ  พระภายในวัดอาจจะลงมารับพร้อมกันทั้งหมด  แต่หากไม่สามารถมารับพร้อมกันได้สงฆ์จะมอบหมายให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนในการรับของถวาย  ซึ่งข้อนี้มีนัยยะที่สำคัญอยู่ถึง  ๒  นัยยะด้วยกันคือ

                                ก.ภิกษุรูปนั้นได้รับสังฆามติให้เป็นตัวแทนสงฆ์เพื่อเข้ารับหน้าที่ในนามสงฆ์

                                ข.ภิกษุรูปนั้นไปรับในนามของสงฆ์  โดยถือว่าตนเองเป็นตัวแทน หรือมีอำนาจหน้าที่  เช่นเป็นเจ้าอาวาส  รองเจ้าอาวาส  ผู้ช่วยเจ้าอาวาส  หรือ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  เป็นต้น

     เราจะเห็นว่าในแต่ละภารกิจ จะมีการเสนอญัตติการลงมติ (ความเห็น) ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของการเปล่งวาจาว่า  “สาธุ”  ซึ่งแปลว่า  “ดีละ”  เป็นที่ยอมรับกันแล้ว ก็ถือว่าญัตตินั้นผ่านการรับรองแล้ว

 

[1] เรื่องเดียวกัน   หน้า  ๑๐๙.

[2] เรื่องเดียวกัน   หน้า  ๔๓๑.

[3]  องฺ  อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓ / ๑๙ /๒๕๐.

[4] ที.ปา. (ไทย)  ๑๑ / ๑๑๑-๑๔๐ / ๘๓.

[5] วิ.ม. (ไทย)  ๔ / ๑๔๒ /๘๗.

[6]  พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมฺโม. จินตลีลากับปริศนาธรรม. (พะเยา : กอบคำการพิมพ์, ๒๕๔๗).  หน้า ๑๔-๑๖.

[7] เทพโสภณ (ประยูร  ธมฺมจิตฺโต), พระ. พุทธวิธีบริหาร. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วินดาต้าโปรดักส์, ๒๕๔๘). หน้า  ๑๙.

[8]  วิรัช  ถิรพันธุ์เมธี. พุทธปรัชญา การปกครอง.  (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์บริษัทสหธรรมิก จำกัด,  

๒๕--), หน้า  ๓๑.

[9]  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. วันสำคัญ โครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยและแนวทางในการจัดกิจกรรม. พิมพ์ครั้งที่  ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๗),  หน้า  ๑๗๕.

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผญา(ผะหญ๋า)แห่งเมืองพะเยา : พุทธศาสนาเชิงรุก



ความเห็น (2)

sr
IP: xxx.186.137.242
เขียนเมื่อ 

Venerable,

Thank you for this insightful series of articles.

I think we have lost many some points in diagrams. When the content is copied and pasted into Gotoknow.

Would it be possible to upload the original "documents" (.doc ?) to Gototknow, so that we can see the diagrams?

An alternative is perhaps to re-edit the documents and use "save as ... html document" to produce another copy (with .htm). The content of .htm file with html markups (funny things in <...> angle brackets) can be copied and pasted into Gotoknow textbox. Hopefully this would then display as it looks in Microsoft Word.

If OpenOffice/LibreOffice is used, exporting the documents as '.pdf' may be a better way to keep the presentation format.

Hope this helps ;-)

ขอบคุณ/เจริญพรขอบคุณ ที่เสนอแนะวิธีการนำข้อมูลขึ้น แม้แต่รูปภาพที่ตั้งใจจะลงให้ดูตามที่ได้รับการฝึกอบรมมา

พอไม่ได้ใช้นาน ๆ ลืมเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม จะลองทำตามที่ท่าน/โยม ได้กรุณาเสนอแนะมา Thank you