คำว่า “อธิปไตย” แท้ที่จริงต้องเพิ่มคำว่า “อำนาจ” เข้าไปอีกคำหนึ่งเพื่อให้ความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกันจึงได้ความว่า อำนาจอธิปไตย หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ไม่มีอำนาจอื่นใดในรัฐอยู่เหนืออำนาจอธิปไตย [3]

 

 

๓.๑.ความหมายของอธิปไตย 

     คำว่า  อธิปไตย มาจากคำว่า  อธิปเตยยะ    แปลว่า  การคุ้มครองที่ยิ่งใหญ่  โดยศัพท์ที่ว่านี้มาจาก  อธิ+ ปา+ติ  อธิบายว่า  อธิ  แปลว่ายิ่งใหญ่, ปา  แปลว่าคุ้มครอง  ส่วนติ  เป็นปัจจัย มีความหมายเป็นเพียงให้ศัพท์ที่ว่ามานี้เป็นนาม  รวมทั้งหมดได้ศัพท์ว่า  อธิปติ  แล้วแผลงเป็น  อธิปเตยยะ  และในที่สุดก็กลายมาเป็น  อธิปไตย   [1]   ซึ่งคำว่าความเป็นใหญ่นี้เป็นความหมายที่กว้างเกินไป  และในพระไตรปิฎกเพียงระบุคำว่าอธิปไตยไว้ก็เป็นลักษณะของการตั้งกรอบในเรื่องแนวคิดที่เน้นถึงหมวดธรรมเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องดังกล่าวนี้มีมาในสังคีติสูตร ; สูตรว่าด้วยการสังคายนา ที่พระมหาเถระอย่างพระสารีบุตรได้ปรารภถึงท่านนิครนถ์  นาฏบุตรที่ได้ถึงแก่กรรม  ณ  กรุงปาวา แล้วพวกนิครนถ์แตกแยกกันเป็น  ๒  พวกบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน จนทำให้เหล่าบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์ต่างเบื่อหน่าย ก็เพราะธรรมวินัยที่ไม่ชัดเจน  ดังนั้นพระสารีบุตรจึงนำมาเปรียบเทียบกับธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าที่จัดไว้เป็นหมวดหมู่โดยมีสังคีติหมวด  ๓  ที่กล่าวถึงอธิปไตย  ๓  อยู่ด้วย [2]   แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรมากนัก

                คำว่า “อธิปไตย”  แท้ที่จริงต้องเพิ่มคำว่า  “อำนาจ”  เข้าไปอีกคำหนึ่งเพื่อให้ความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกันจึงได้ความว่า  อำนาจอธิปไตย หมายถึง  อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ  ไม่มีอำนาจอื่นใดในรัฐอยู่เหนืออำนาจอธิปไตย  [3]  หรือใหญ่กว่าอีกแล้วเพราะถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดแห่งรัฐ รูปแบบที่พระพุทธเจ้าทรงประทานอำนาจอธิปไตยให้แก่สงฆ์  หรือมอบความเป็นใหญ่ หรือให้สงฆ์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนนั้น นับว่าเป็นการกระจายพระราชอำนาจให้กับกลุ่มภิกษุหรือสงฆ์หาได้มอบให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้ามาบริหารจัดการโดยเด็ดขาดไม่ แต่บางครั้งในการทำภารกิจบางประการ กลุ่มสงฆ์อาจมอบอำนาจให้กับตัวแทนหรือมอบให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมาทำหน้าที่ก็ได้  เช่น  การแต่งตั้งพระภัตตุเทสก์ (พระภิกษุผู้แจกภัตตาหาร), เสนาสนปัญญาปกะ ฯลฯ (พระภิกษุผู้รักษาเรือนคลัง-ภิกษุผู้รับจีวร-ภิกษุผู้แจกจีวร-ภิกษุผู้แจกข้าวต้ม-ภิกษุผู้แจกผลไม้-ภิกษุผู้แจกของเคี้ยว-ภิกษุผู้แจกของเล็กน้อย-ภิกษุผู้แจกผ้า ฯลฯ)  เป็นต้น [4]

 

 

๓.๒.ลักษณะของอำนาจอธิปไตย 

     คำว่าอำนาจอธิปไตยนั้น โดยที่จริงแล้วมีลักษณะที่สำคัญ ๆ อยู่  ๔  ประการ  ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

                ก.มีความเด็ดขาดสมบูรณ์ (Absoluteness) ตามกรอบของพระธรรมวินัย กล่าวคือไม่มีอำนาจใด ๆ มาตัดรอนหรือยับยั้งอำนาจนั้น ๆ ได้  ซึ่งในระบอบสังฆาธิปไตยนั้นสงฆ์เป็นใหญ่ ดังนั้นสงฆ์จึงมีอำนาจที่สมบูรณ์  ไม่มีอำนาจอื่นใดที่เป็นรูปลักษณะองค์กรจะอยู่เหนืออำนาจของสงฆ์ได้เมื่อสงฆ์ได้กระทำลงไปแล้ว  แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพในมติสงฆ์ 

                ข.ใช้ได้ทั่วไป (Comprehensiveness)  เป็นอำนาจอธิปไตยที่ใช้ได้กับทุกหมู่เหล่าไม่ว่าภิกษุนั้นจะอยู่ป่าที่เรียกว่าอรัญวาสี หรือ อยู่ชุมชนที่เรียกว่าคามวาสี  พระธรรมวินัยซึ่งเป็นเสมือนกฎหมายรัฐธรรมนูญมีรัศมีเข้าถึงทุกซอกมุมของเหลือบซอกเขาในป่าหรือในถ้ำก็ใช้ได้  สงฆ์เองก็มีมาตรฐานของความเป็นสังฆาธิปไตยในทีทุกสถานไม่มีข้อยกเว้น

                ค.มีความถาวร (Permanence)  แม้สงฆ์บางกลุ่มจะมีปัจจัยทางกายภายที่แตกต่างกัน  แต่ก็มีกรอบของสังฆาธิปไตย  หรืออำนาจสงฆ์ที่มีความคงทนถาวร  แม้ปัจจุบันผ่านมาแล้ว  ๒๕๕๐  ปีหลังพุทธกาล ความคงทนถาวรของอำนาจก็ยังมีอยู่

                ง.แบ่งแยกเป็นหลายหน่วยมิได้ (Indivisibility)  แม้สงฆ์จะมีการแยกทำสังฆกรรมในกลุ่มของตัวเอง  แต่อำนาจอธิปไตยก็ยังคงอยู่มิได้แยกออกเป็นหลายหน่วยแม้ในสมัยพุทธกาลจะมีสงฆ์อย่างกลุ่มของพระเทวทัตที่แยกออกไปทำสังฆกรรมต่างหาก  แต่เมื่อดูพื้นฐานความรู้ ความเป็นจริงแล้วก็เกิดจากความเข้าใจผิดหรือหลงผิด  และเมื่อรู้ว่าอะไรควรไม่ควรก็กลับมาเข้ากับหมู่สงฆ์เดิมซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก

 

๓.๓.อธิปไตยในระบบอาวุโส-ภันเต 

     ในการจัดลำดับชั้นทางการบริหารองค์กรในสมัยพุทธกาลนั้น  พระพุทธเจ้าทรงกำหนดหลัก “อาวุโส-ภันเต”  ในการรับเข้ามาในองค์กร  ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดที่ปฏิเสธหรืออยู่ตรงข้ามกับแนวคิดของพวกพราหมณ์ในสมัยนั้นที่ยึดมั่นในเรื่องของวรรณะ เป็นยิ่งกว่าชีวิตและคุณธรรม  ซึ่งการยึดหลักอาวุโส-ภันเตนี้เอง  ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่จะเข้ามาบวชจะเปิดโอกาสให้ผู้มีอายุมากกว่าบวชก่อน ดังกรณีเจ้าศากยะที่ให้นายฉันนะบวชก่อนเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่แม้มีอายุอ่อนกว่าแต่เมื่อมีโอกาสได้ออกบวชก่อนก็ถือพรรษาคือการนับปีที่เข้ามาเป็นหลัก  ซึ่งมีการเรียงลำดับก่อนหลัง  ดังนี้

     ก.ในกรณีบวชพร้อมกันหลายคนผู้ที่มีอายุมากกว่าทั้งวัน-เดือน-ปี จะเป็นผู้ที่ได้รับการบวชให้ก่อนตามลำดับ ยกตัวอย่าง เจ้าศากยะทั้งหลายซึ่งประกอบไปด้วย พระเจ้าภัททิยศากยะ, เจ้าอนุรทธะ, เจ้าอานนท์, เจ้าภคุ, เจ้ากิมพิละ  เมื่อประสงค์จะออกผนวชได้กราบทูลขอกับพระพุทธเจ้าว่า  “พระพุทธเจ้าข้าพวกหม่อมฉันเป็นเจ้าศากยะยังมีความถือตัว  อุบาลีผู้นี้เป็นช่างกัลบกรับใช้พวกข้าพระพุทธเจ้ามานาน  ขอพระองค์ทรงโปรดให้เขาบวชก่อนพวกข้าพระพุทธเจ้าจะอภิวาท  ลุกต้อนรับ  ทำอัญชลีกรรม  สามีจิกรรมแก่เขา  เมื่อเป็นเช่นนี้ความถือตัวว่าเป็นศากยะของพวกหม่อมฉันจักบรรเทาไป”  [5]  นั้นแสดงให้เห็นถึงการจัดชนชั้นทางสังคมของสงฆ์ที่ต้องการให้ผู้ที่บวชเข้ามาแม้ห่างกันแค่ไม่ถึง ๕-๑๐  นาทีก็ต้องยอมรับในระบบ  “อาวุโส-ภันเต”

 

     ข.เมื่อบวชแล้วพระที่บวชใหม่ที่มีอายุพรรษาต่ำกว่า  ๕  พรรษา  จะถูกเรียกว่า    “พระนวกะ ” ซึ่งแปลว่าผู้เข้ามาใหม่และต้องอยู่รับใช้พระอุปัชฌาย์ของตนก่อน จนกว่าพรรษาจะพ้น  ๕  พรรษา  หรือที่เรียกว่าพ้นนิสัยมุตตกะ

     ค.เมื่อบวชแล้วอายุพรรษาอยู่เลย  ๕  พรรษาแต่ก็ยังมีอายุพรรษาไม่ถึง  ๑๐  เรียกว่า  “ พระมัชฌิมะ”  หรือพระปานกลาง คือพอที่จะบริหารควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องมีพระอุปัชฌาย์คอยดูแลสอดส่องตักเตือนเพราะถือว่าพอจะรู้แล้วว่าอะไรควรไม่ควร

     ง.เมื่ออายุพรรษาครบ  ๑๐  แล้วเรียกว่า “ พระเถระ”   แปลว่าพระผู้มั่นคงที่มีภูมิที่สามารถคุ้มครองป้องกันตัวเองได้ ตลอดไปถึงการเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมและสามารถที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ รับกุลบุตรเข้ามาบวชได้                             

     จ.เมื่อพรรษาครบ  ๒๐  พรรษาขึ้นไปเรียกว่า  “พระมหาเถระ”  แปลว่าพระผู้ใหญ่ที่มีความตั้งมั่นในพระศาสนาสูงมีทั้งความฉลาดรอบรู้ในพระธรรมวินัย เป็นพระอุปัชฌาย์  อาจารย์ของบรรดาเหล่าลูกศิษย์ที่มาแวดล้อมได้

     การจัดลำดับชั้นดังที่กล่าวมานี้ย่อมส่งผลทำให้เกิดการมีอำนาจอธิปไตยที่แตกต่างกันตามจำนวนอายุพรรษา  กล่าวคือพระที่อาวุโสสูงสุดในสภานั้น ๆ หรือในการทำสังฆกรรมนั้น ๆ มักจะเป็นประธานในพิธีกรรมเสมอ ในเรื่องดังกล่าวนี้ ปรีชา  ช้างขวัญยืน ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า

“ ข้อดีทางสังคมที่เห็นได้ชัดคือ พระวินัยนั้นใช้กับพระภิกษุทุกรูปทุกองค์เสมอกันทำให้เกิดความเสมอภาค ซึ่งก็เป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยข้อนี้นับว่าสำคัญสำหรับสังคมสมัยพุทธกาล เพราะผู้ที่เข้ามาบวชอาจมาจากวรรณะต่าง ๆคือ พราหมณ์  กษัตริย์  ไวศยะ และศูทร  ซึ่งมีธรรมเนียมและวิธีประพฤติต่างกันจำเป็นต้องให้ละเว้นสิ่งเดียวกันและกระทำในสิ่งที่ทรงมีพุทธานุญาตเหมือน ๆ กัน  มิฉะนั้นจะเกิดการดูถูกดูหมิ่นกันเองและจากคนภายนอก เมื่อหลักการนี้ขยายไปถึงพุทธบริษัทธจำพวกอื่นก็จะเกิดลักษณะสังคมพุทธ คือสังคมที่ยอมรับความเสมอภาคของบุคคลโดยยกย่องบุคคลตามคุณงามความดีที่กระทำ ซึ่งจะทำให้สังคมใหม่นี้ต่างกับสังคมที่เกิดจากศาสนาพราหมณ์ซึ่งยอมรับกันอยู่ในสมัยนั้น ความเสมอภาคดังกล่าวยังทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมอีกแง่หนึ่งนอกจากเรื่องการยึดมั่นในธรรมเป็นที่ตั้ง  ความเสมอภาคทางกฎหมายนี้แม้ในปัจจุบันก็ถือว่าสำคัญเพราะเป็นหลักแห่งความยุติธรรมและความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของบุคคลเท่าเทียมกัน [6]

               

๓.๔.ประเภทของอธิปไตย

     คำว่าอธิปไตย  มีความหมายว่าความเป็นใหญ่ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว  ในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่  ๓  ประเภทคือ

     ประเภทที่  ๑  อัตตาธิปไตย   (ความมีตนเป็นใหญ่ )

     คำว่าอัตตาธิปไตยนั้นมาจากคำที่แยกกัน  ๒  คำคือ  อัตตา + อธิปไตย  มีความหมายว่ามีตนเป็นใหญ่  หมายความมีลักษณะของอำนาจนิยม เผด็จการ  ถือความคิดของตัวเองเป็นใหญ่  ไม่ยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่น โดยยึดตัวตนเป็นหลัก  หากเทียบกับระบบการปกครองก็คือระบอบคอมมิวนิสต์, ระบอบเผด็จการสังคมนิยม,  นาซีของเยอรมัน  เป็นต้นหรือถ้ากว้างขึ้นก็คือพวกชาตินิยมโดยมีลักษณะแห่งความเป็นอัตตาตัวตนสูงมาก  มีลักษณะเฉพาะกลุ่มตน  ชาติตนเท่านั้นที่เก่งสุด  ฉลาดสุด  เป็นต้น

    ในสมัยพุทธกาลก็มีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงระบอบเช่นนี้เหมือนกัน  คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

     ประเภทที่  ๒  โลกาธิปไตย   (ความมีโลกเป็นใหญ่)

                คำว่าโลกาธิปไตย  มาจากศัพท์ว่า  โลกา+ อธิปไตย  มีความหมายว่าโลกเป็นใหญ่  คือโลก, ชาวโลก หรือ ประชาชนเป็นใหญ่  ซึ่งการปกครองแบบนี้กำลังเป็นที่นิยม  โดยอ้างเอาความเป็นประชาธิปไตย มาเป็นบรรทัดฐาน  จุดเด่นของระบอบนี้คือ  ความมีสิทธิเสรีภาพ, ความเสมอภาค,  ความมีอิสรภาพ,  ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง, มีการตรวจสอบ, มีการเลือกตั้ง   เป็นต้น  แต่ก็มีจุดด้อยอยู่ที่คนหมู่มากจะมีสัมมาทิฏฐิหรือไม่, มีกลุ่มผลประโยชน์, มีพรรคการเมือง เป็นต้น  หากได้คนไม่ดี มีความเห็นผิด ไม่รับผิดชอบ  โกงกินบ้านเมือง  มาบริหารงานบ้านเมืองประเทศชาติก็จะเสียหาย

 

     ประเภทที่  ๓   ธัมมาธิปไตย   (ความมีธรรมเป็นใหญ่)

     คำว่าธรรมาธิปไตย  มาจากคำว่า  ธรรมา+ อธิปไตย  มีความหมายว่ามีธรรมเป็น

ใหญ่  มีการปกครองโดยธรรม  คำว่าธรรมคือความถูกต้องเหมาะสม  ไม่เอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้ง  แต่เอาความชอบธรรม-ถูกธรรม-เป็นธรรม-โดยธรรมเป็นที่ตั้ง 

                 ในสมัยพุทธกาลรูปแบบการปกครองแบบนี้คือระบอบสามัคคีธรรม  ของพวกเจ้าลิจฉวี  หรือของพวกเจ้าสักกายะ  ก็ได้ใช้มติส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แต่มตินั้นต้องประกอบไปด้วยธรรมที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม (ธรรมที่ไม่เสื่อม)

     พระพุทธเจ้าไม่ได้ต่อต้านระบอบการปกครองแบบไหน  เพียงแต่ระบอบการปกครองแบบไหนก็ตามจะต้องมีธรรมเป็นใหญ่   ถ้ามีธรรมเป็นใหญ่แล้วระบอบการปกครองรูปแบบนั้น ๆ ก็ถือว่าเป็นธัมมาธิปไตยทั้งนั้น

 

๓.๕.องค์กรสงฆ์กับความเป็นอธิปไตย

     คำว่าองค์กร  ก็คือ การรวมตัวพระภิกษุในลักษณะของกลุ่ม, หมู่, คณะบุคคล หรือที่เรียกว่าพุทธบริษัท ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงได้พระราชทานพระศาสนา  ให้ดูแลโดยมีพระธรรมวินัยเป็นเหมือนพระศาสดา   ดังพระดำรัสว่า

“ สารีบุตร  กำลังของตถาคต  ๑๐  ประการนี้ ที่ตถาคตมีแล้วเป็นเหตุ

ให้ปฏิญญาฐานะที่องอาจบันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท ” [7] 

     ดังนั้นเมื่อ  คำว่า  องค์กรได้หมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมตั้งแต่สองคนขึ้นไปรวมกันทำกิจกรรมโดยหวังให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งและต้องมีการจัดรูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ชัดเจนเห็นได้  [8]  และหากดูตามคำนิยามนี้แล้วสงฆ์ก็คือองค์กร ๆ หนึ่งซึ่งมีลำดับการบริหารโดยมีสายการบังคับบัญชา ในยุคแรก ๆ  ดังนี้

                                       พระพุทธเจ้า

 

                                                                    พระปัญจวัคคี  ๕  รูป

 

                         พระอุปัชฌาย์ (พระเถระ-พระมหาเถระ)

 

   อุบาสก-อุบาสิกา

 

                           อันเตวาสิก (พระนวกะ/พระมัชฌิมะ)

 

                ดูแล้วเป็นสายการบังคับบัญชาที่ดูเรียบง่าย  ไม่สลับซับซ้อนมากมาย  ทั้งนี้องค์กรของพุทธในยุคนั้นมีผู้คนเข้ามาไม่มาก ประกอบกับความที่มีอุดมการณ์ในการออกบวชด้วยแล้วปัญหาก็ยิ่งไม่ค่อยมี  หากศึกษาดูจริง ๆ แล้วกับทำให้สายสัมพันธ์ในองค์กรนั้นเหมือนกับสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเดียวกัน การปกครองมีลักษณะคล้ายพ่อปกครองลูก

       แต่ต่อมาเมื่อมีบุคคลเข้ามานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น  สายการบังคับบัญชายิ่งชัดเจนและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  ดังนี้

 

                                         พระพุทธเจ้า

   

                                                                  พุทธอุปัฏฐาก

 

 

    อัครสาวกเบื้องขวา                                         อัครสาวกเบื้องซ้าย

 

 

                                     พระอุปัชฌาย์

 

 

 ภิกษุ                    ภิกษุณี                   อุบาสก                       อุบาสิกา

 

 เอตทัคคะ            เอตทัคคะ               เอตทัคคะ                         เอตทัคคะ

 

      คำว่า “เอตทัคคะ”  คือความเป็นเลิศ ความถนัด ความชำนาญ ในแต่ละด้านซึ่งพระภิกษุ หรือเหล่าสาวกทั้งหลายจะมีความเก่งในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกันในเรื่องดังกล่าวนี้ พระเทพโสภณได้ให้ข้อเท็จจริงไว้ว่า

“ พระพุทธเจ้าทรงดำรงตำแหน่งเป็นธรรมราชา  คือผู้บริหารสูงสุดในองค์กรพระพุทธศาสนา ดังพุทธพจน์ที่ว่า “เราเป็นพระราชา นั่นคือเป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม” (ม.ม.๑๓/๖๐๙/๕๕๔)พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งพระสารีบุตรให้เป็นพระธรรมเสนาบดีมีฐานะเป็นรองประธานบริหารอยู่ในลำดับถัดมาจากพระพุทธเจ้าและเป็นอัครสาวกฝ่ายขวารับผิดชอบงานด้านวิชาการพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกฝ่ายซ้ายรับผิดชอบงานด้านบริหาร  พระอานนท์เป็นเลขานุการส่วนพระองค์ และทรงแต่งตั้งสาวกทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์เป็นเอตทัคคะคือผู้ชำนาญการที่รับภาระงานด้านต่าง ๆ เช่น พระมหากัสสปะเป็นผู้ชำนาญด้านวินัย จิตตคหบดีเป็นผู้ชำนาญด้านการแสดงธรรม (อง.เอกก. ๒๐/๑๔๖/๓๐)การแต่งตั้งเอตทัคคะนี้เป็นตัวอย่างของการกระจายอำนาจและใช้คนให้เหมาะกับงานในพระพุทธศาสนา....[9]

      เราจะเห็นว่าสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อพระอุปัชฌาย์ แล้วต่อไปที่พระอัครสาวกทั้ง  ๒  ฝ่ายโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำสูงสุด แม้พระพุทธองค์ จะทรงเป็นจอมสงฆ์ ดำรงตำแหน่งพุทธบิดร แต่ก็ทรงมอบหมายให้ครูบาอาจารย์ของภิกษุเหล่านั้นได้ใช้อำนาจปกครองดูแลกันเองเป็นส่วนใหญ่โดยการกสงฆ์ทั้งนี้ผู้เข้าประชุมต้องเป็นสมานสังวาสกัน  จะต้องมีมติเป็นเอกฉันท์และจะต้องเป็นไปตามพระธรรมวินัย ทั้งนี้การปกครองก็ต้องเนื่องด้วยพระเถระ (เถราธิกะ) [10] และก็มีตัวอย่างโดยทั่วไปว่าถ้าอุปัชฌาย์อาจารย์ปฏิบัติเคร่งไปทางไหน  สานุศิษย์ก็จะเคร่งตามด้วย  เช่น ศิษย์ของพระอุปเสนวังคันตบุตร  ก็จะถือธุดงควัตรอยู่ป่า  ถือผ้าบังสุกุล และเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร  [11]  ซึ่งทำให้นึกถึงสายการบังคับบัญชาของทหารที่พลทหารขึ้นอยู่กับหมู่  และแต่ละหมู่ก็ขึ้นอยู่กับกองร้อย ๆ ขึ้นอยู่กับกองพัน ๆ ขึ้นอยู่กับกองพล  ประมาณนั้น

     แม้องค์กรในสมัยพุทธกาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เกิดความสามัคคีและความผาสุก ดังที่กล่าวมาแล้วโดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร หรือผลประโยชน์จากการจัดตั้งองค์กรขึ้นมา ซึ่งการเทียบเคียงกับองค์กรภายนอกหรือทางโลกไม่ได้เพราะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างมาก. เมื่อมององค์กรในแง่ของจริยศาสตร์แล้ว  สังคมสงฆ์เป็นสังคมของผู้มุ่งนิพพาน  แต่เมื่อมองในแง่การเมืองสงฆ์เป็นลักษณะสังคมที่พัฒนาการมาจากองค์การทางการเมืองแบบชนเผ่าหรือสาธารณรัฐทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียก่อนสมัยพุทธกาล  [12]    ถึงกระนั้นก็ตามก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน  พระองค์ก็ทรงได้มอบพระพุทธศาสนาไว้ให้กับพุทธบริษัททั้ง  ๔  คือคณะภิกษุ  คณะภิกษุณี  คณะอุบาสก  คณะอุบาสิกา  และแน่นอนคณะสงฆ์ที่รวมเอาทั้งคณะสงฆ์ทั้ง  ๒  ฝ่ายย่อมรับธุรภาระในการดำรงพระศาสนาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลต่อสังคมส่วนรวม  และมหาชนสืบไป

      

๓.๖.ปัญหาความขัดแย้งทางอธิปไตย

     แม้ว่าองค์กรสงฆ์จะเป็นองค์กรทางศาสนาคือแทบจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง หรือบุคลากรในศาสนาไม่มีความปรารถนาอยากที่จะเป็นใหญ่  แต่กระนั้นก็ตาม  ในแทบทุกองค์กรย่อมมีคนที่ไม่ดีเกิดขึ้น  ซึ่งสังคมสงฆ์ก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้อยู่หลายครั้ง  แต่ที่ชัดเจนที่สุดและน่าจะยกประเด็นมาศึกษา ก็คือ กรณีของพระเทวทัต

     มีเรื่องอยู่ว่าพระเทวทัต  ต้องการที่จะเข้ามาปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้าวันหนึ่งจึงเข้าไปกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า เวลานี้พระผู้มีพระภาคทรงพระชราภาพ  เป็นผู้เฒ่า-สูงอายุ ล่วงกาลผ่านวัยไปโดยลำดับแล้ว พระพุทธเจ้าข้า  บัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปล่อยวาง  ประกอบตนอยู่ในธรรมสำหรับอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน  โปรดมอบภิกษุสงฆ์ให้ข้าพระพุทธเจ้าเถิด  ข้าพระพุทธเจ้าจะปกครองภิกษุสงฆ์

     พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  อย่าเลยเทวทัต  เธออย่าชอบใจที่จะปกครองภิกษุสงฆ์เลยแม้สารีบุตรและโมคคัลลานะ  เรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้  เราจะมอบภิกษุสงฆ์ให้เธอซึ่งเป็นคนต่ำช้า   บริโภคปัจจัยดุจกลืนน้ำลายได้อย่างไรเล่า  [13]      แล้วทรงสั่งให้ทำปกาสนียกรรม ในกรุงราชคฤห์แก่พระเทวทัต [14]

     คนทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ที่ไม่ศรัทธา  ไม่เลื่อมใส  มีความรู้ไม่ดี  กล่าวอย่างนี้ว่า  พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้เป็นคนริษยา  ริษยาลาภสักการะของพระเทวทัต  ส่วนพวกที่มีศรัทธา  มีความเลื่อมใส  มีความรู้ดี  ก็กล่าวอย่างนี้ว่า  เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะพระผู้มีพระภาครับสั่งให้ทำปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แก่พระเทวทัต [15]

 

 

แผนการปฏิวัติ-รัฐประหาร

     เมื่อแผนไม้อ่อนไม่สำเร็จ พระเทวทัตเข้าไปหาอชาตศัตรูกุมารถึงที่อยู่ เพื่อปรึกษาเรื่องชิงราชสมบัติ โดยดำเนินการตามแผนที่  ๒  ทันที่  แต่แผนการณ์ทั้งหมดก็ถูกจับได้ เป็นที่น่าแปลกว่าตัวการที่วางแผนได้รับการอภัยโทษ  แต่กลับมีการสั่งลงโทษเหล่ามหาอำมาตย์ที่แสดงความคิดเห็นให้ดำเนินการจัดการกับพระเทวทัตกับอชาตศัตรูกุมาร  ดังนี้

     ๑.ถอดยศพวกที่ลงมติให้  ปลงพระชนม์พระกุมาร  ฆ่าพระเทวทัตและฆ่าภิกษุทั้งหมด

     ๒.ทรงลดตำแหน่ง พวกที่ลงมติให้  ความคิดเห็นว่า  ไม่ควรฆ่าภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่มีความผิด  แต่ควรปลงพระชนม์พระกุมารและฆ่าพระเทวทัต เท่านั้น

     ๓.ทรงเลื่อนตำแหน่ง  พวกที่ลงมติให้  ไม่ควรปลงชีวิตพระกุมาร ไม่ควรฆ่าพระเทวทัต ทั้งไม่ความฆ่าภิกษุทั้งหลาย  แต่ควรนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ และปฏิบัติตามคำสั่งพระราชา [16]

     อีกสายหนึ่ง  เทวทัตได้ขอกำลังทหารจากอชาตศัตรูกุมาร  เพื่อสั่งการในการลอบปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยกล่าวว่า  ขอถวายพระพร  ขอพระองค์โปรดสั่งให้ราชบุรุษปลงพระชนม์พระสมณโคดม [17]  ในขณะเดียวกันที่อชาตศัตรูกุมารสั่งทหารว่า  พวกท่านจงปฏิบัติตามคำสั่งของพระคุณเจ้าเทวทัต ซึ่งทีมทหารได้ถูกจัดวางกำลังโดยซุ่มรอพระพุทธเจ้าเสด็จมา  แต่แผนการในครั้งนี้ก็ไม่สำเร็จ  จนพระเทวทัตถึงกับลั่นวาจาว่า  อย่าเลยท่านอย่าปลงพระชนม์พระสมณโคดมเลย  เราจะลงมือปลงพระชนม์พระสมณโคดมเอง  [18]  ในที่สุดพระเทวทัตจึงต้องกลิ้งก้อนศิลาใหญ่ เพื่อหมายปลงพระชนม์ จนทำให้สะเก็ดศิลากระเด็นถูกพระบาททำให้พระโลหิตห้อ  ณ  ภูเขาคิชฌกูฏ [19]

     ถึงกระนั้นก็ตาม ความพยายามของพระเทวทัตยังไม่หมด  ได้ให้สัญญากับนายควาญช้างว่า เราเป็นพระญาติของพระราชา  สามารถแต่งตั้งผู้มีตำแหน่งต่ำให้สูงได้  สามารถเพิ่มเบี้ยเลี้ยง, เงินเดือน และแนะนำว่าเวลา พระสมณโคดมเสด็จมาทางตรอกนี้  พวกท่านจงปล่อยช้างนาฬาคิรีเข้าไป [20]  แต่แผนการณ์ทั้งหมดก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

 

ยุทธศาสตร์, แนวนโยบายพระเทวทัต หาเสียง

                พระเทวทัตได้ชักชวนพรรคพวก ประกอบด้วยพระโกกาลิกะ, พระกฎโมรกติสสกะ, พระขัณฑเทวีบุตร, พระสมุททัตตะ รวม  ๕  รูปมาประชุมปรึกษาเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่ผู้คนทั่วไปดูแล้วสรรเสริญ  ว่ามีความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา จำกัด และที่สำคัญน่าเลื่อมใสมาก  เพื่อทำลายพระพุทธเจ้า โดยชูประเด็นวัตถุ  ๕  ประการ   ดังนี้  [21] 

                ๑.ภิกษุทั้งหลาย  ควรอยู่ป่าตลอดชีวิต  ใครเข้าบ้าน มีโทษ

                ๒.ภิกษุทั้งหลาย  ควรบิณฑบาตตลอดชีวิต  ใครรับนิมนต์ มีโทษ

                ๓.ภิกษุทั้งหลาย  ควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต  ใครยินดีผ้าคหบดี มีโทษ

                ๔.ภิกษุทั้งหลาย  ควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต  ใครอาศัยที่มุงบัง มีโทษ

                ๕.ภิกษุทั้งหลาย  ไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต  ใครฉัน มีโทษ

                ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเสนอไป พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต  แต่พระเทวทัตก็ใช้นโยบายนี้ประกาศชักชวนให้ประชาชนเลื่อมใสนับถือและทำให้เป็นเครื่องมือทำลายสงฆ์ ทำลายคำสอน (จักร) ของพระพุทธเจ้าต่อไป

     ต่อมาเมื่อพระเทวทัตทูลเสนอในท่ามกลางสงฆ์ และพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธตามความคาดหมาย  พระเทวทัตถึงกับร่าเริงดีใจ  [22]  ตื่นเต้นที่เป็นไปตามแผนการณ์ที่วางเอาไว้

     เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตเพราะอำนาจประโยชน์  ๓  ประการ เพื่อหวังไม่ให้ภิกษุที่ปรารถนาชั่ว  อาศัยพรรคพวกทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน คือ [23]

     ๑.เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

     ๒.เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม

     ๓.เพื่ออนุเคราะห์ตระกูล

     พระเทวทัต เข้าไปหาพระอานนท์  กล่าวว่า ท่านอานนท์  ตั้งแต่วันนี้  เป็นต้นไป  เราจะทำอุโบสถ  จะทำสังฆกรรม  แยกจากพระผู้มีพระภาค  แยกจากภิกษุสงฆ์ [24] ในขณะที่กำลังบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์

     เมื่อถึงวันอุโบสถ  พระเทวทัต  ประกาศชักชวนภิกษุให้เลือกขั้ว โดยกล่าวว่า รูปใดเห็นด้วยกับประเด็นวัตถุ ๕ ประการจงจับสลาก มีพวกภิกษุวัชชีบุตรชาวกรุงเวสาลีผู้บวชใหม่ ไม่รู้ธรรมวินัย  จำนวน  ๕๐๐  รูป  พากันจับสลาก พระเทวทัตจึงพาไปทางคยาสีสประเทศ [25]

     พระพุทธเจ้าทรงส่งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ  ไปตามเหล่าภิกษุให้คืนมา  เมื่อพระมหาเถระทั้ง  ๒  เข้าไปหาพระเทวทัต ๆ ถึงกลับแสดงความดีใจกล่าวว่า  “ ภิกษุทั้งหลาย  ท่านเห็นหรือไม่ ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ถึงขนาดพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ  อัครสาวกของพระสมณโคดมยังพากันมาหาเรา  ชอบใจธรรมของเรา ”  ทั้ง ๆ ที่พระโกกาลิกะได้เตือนสติให้พระเทวทัตระวังตัวแล้วก็ตาม  แต่ด้วยความกระหยิ่มใจและประมาท  เมื่อบอกสอนธรรมจนดึกแล้วจึงได้มอบภารกิจในการเทศน์สอนให้กับพระสารีบุตร  ส่วนพระเทวทัตนอนเผลอสติไม่รู้ตัวหลับไป  ภิกษุ  ๕๐๐  รูปกลับไปพระเวฬุวัน  เมื่อพระโกกาลิกะปลุกพระเทวทัตจึงรู้ตัวและกระอักเลือดออกมา [26]

     นี้เป็นกรณีตัวอย่างของความขัดแย้งทางอธิปไตย ในคณะสงฆ์สมัย  ๒๕๐๐ ปีที่ผ่านมา

 


[1] ทวี  ผลสมภพ. ปัญหาปรัชญาในการเมืองของโลกตะวันออก.  (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๔). หน้า  ๖๔-๖๕.

[2] ที.ปา.(ไทย)  ๑๑ / ๒๙๖-๓๐๕ / ๒๔๗-๒๗๔.

[3] จันทิมา  เกษแก้ว.   การเมืองการปกครอง.     (กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, ๒๕๔๐). หน้า  ๓๖.

[4] วิ.จู. (ไทย)  ๗ / ๓๒๖-๓๒๙ / ๑๕๔-๑๕๙.

[5] วิ.จู.  (ไทย)  ๗ /๓๓๑ / ๑๗๑.

[6] ปรีชา  ช้างขวัญยืน. ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา. (กรุงเทพฯ : บริษัท สามัคคีสาส์น  จำกัด, ๒๕๔๐). หน้า  ๙๕.

[7] ม.ม.  (ไทย)  ๑๒ / ๑๔๘ / ๑๔๔.

[8]  มานพ  สวามิชัย.  หลักการจัดการ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์  ก.  วิวรรธน์, ๒๕๓๓).  หน้า  ๑.

[9] เทพโสภณ (ประยูร  ธมฺมจิตฺโต), พระ. พุทธวิธีบริหาร. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วินดาต้าโปรดักส์, ๒๕๔๘). หน้า  ๑๘.

[10]   พิทูร  มลิวัลย์  และคณะ. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่  ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๓),  หน้า  ๑๙๗.

[11]  สิริวัฒน์  คำวันสา. ประวัติพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่  ๒  (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ บริษัทสหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๑). หน้า  ๒.

[12] ปรีชา  ช้างขวัญยืน. ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา. (กรุงเทพฯ : บริษัท สามัคคีสาส์น  จำกัด, ๒๕๔๐). หน้า  ๙๑.

[13]  วิ.จู. (ไทย)  ๗ / ๓๓๖ / ๑๘๑.

[14]  วิ.จู. (ไทย)  ๗ / ๓๓๖-๓๓๗ / ๑๘๐-๑๘๓.

[15]  วิ.จู. (ไทย)   ๗ / ๓๓๘ / ๑๘๔-๑๘๕.

[16]  วิ.จู. (ไทย)  ๗ / ๓๓๙ / ๑๕๘-๑๕๗.

 

<