๒.๑.ความหมายของสงฆ์
คำว่า สังฆะ หรือ สงฆ์ แปลว่า หมู่ หรือ ชุมนุม ซึ่งมีความหมายว่า หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า เรียกว่าสาวกสงฆ์, หมู่แห่งภิกษุ หรือ ชุมนุมสงฆ์ [1] ซึ่งก็คือหมู่ของภิกษุที่รวมตัวกันเป็นคณะ เป็นกลุ่มเพื่อทำภารกิจต่าง ๆ นั้นเอง
อันที่จริงแล้วคำว่า สงฆ์ มีความหมายถึง ๓ ประการด้วยกัน คือความหมายอย่างกว้างชนิดที่เรียกว่าเป็นความหมายระดับองค์กรก็มี ความหมายเฉพาะเป็นความหมายที่ใช้เรียกเพื่อให้รู้ถึงขอบเขตการปกครองก็มี หรือความหมายที่ใช้ในสังฆกรรมก็มี ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
ก.ความหมายอย่างกว้าง หมายถึงคณะสงฆ์ทั้งหมดที่รวมกันอยู่เป็นองค์กร หรือเรียกภิกษุทั้งหมดว่า สงฆ์ ความหมายนี้โดยมากมักจะหมายถึงองค์กรสงฆ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภิกษุสงฆ์ หรือภิกษุณีสงฆ์ หรือแม้แต่การจะเรียกรวมสามเณร และสามเณรี เข้าด้วยก็ได้โดยเป็นส่วนประกอบของบริษัททั้ง ๔ (พุทธบริษัท ๔ ประกอบด้วยภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา) ซึ่งภิกษุเหล่านั้นอาจจะอยู่คนละอาวาสกัน หรืออยู่คนละเมือง หรืออยู่คนละแคว้นกันก็ตาม ตลอดไปถึงสงฆ์ทั้งในอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตย่อมขึ้นอยู่กับองค์กรสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขทั้งสิ้น
ข.ความหมายเฉพาะ หมายถึงคณะสงฆ์ที่อยู่เฉพาะถิ่น เฉพาะที่ เช่น คณะสงฆ์อินเดีย, คณะสงฆ์แคว้นมคธ, คณะสงฆ์วัดเวฬุวัน, คณะสงฆ์ไทย, คณะสงฆ์จังหวัดพะเยา, คณะสงฆ์วัดศรีโคมคำ เป็นต้น ซึ่งความหมายเช่นนี้มักจะหมายถึงการปกครองเป็นส่วนใหญ่
ค.ความหมายที่ใช้ในสังฆกรรม หมายถึงพระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป รวมตัวกันเป็นสงฆ์ก็เพื่อจะทำสังฆกรรมนั้น ๆ ให้สำเร็จตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเอาไว้ เช่น พิธีอุปสมบท เมืองไทยถือว่าพิธีอุปสมบทจะมีได้ต้องมีสงฆ์ ที่มีองค์ประกอบของหมู่ภิกษุอย่างน้อย ๑๐ รูปขึ้นไป ซึ่งภิกษุทั้ง ๑๐ รูปนี้อาจอยู่ต่างอาวาสกัน, อยู่คนละจังหวัด, อยู่คนละประเทศกันก็ได้เมื่อมาประชุมร่วมกันเฉพาะกิจพิธีกรรมนั้นก็สำเร็จ มียกเว้นก็คือพิธีกรานกฐิน ซึ่งจะต้องอาศัยภิกษุภายในอาวาสนั้น ๆ เท่านั้นพิธีกรรมนั้นจึงจะสำเร็จ
๒.๒.กำเนิดสงฆ์
การเกิดของคำว่า สงฆ์ นั้นมาจากจุดเริ่มต้นของการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา กล่าวคือเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์โดยการแสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ภายหลังที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมกัณฑ์แรกจบลง ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงกราบทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้าโดยพระองค์ทรงตรัสว่า “ เธอจงมาเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด [2] นั้นเป็นการเริ่มต้นของการมีผู้แทนสงฆ์ครั้งแรก ต่อมาจึงอุปสมบทให้กับพระวัปปะ, พระภัททิยะ และพระมหานามะ, พระอัสสชิ [3] ตามลำดับ เป็นการครบองค์แห่งคำว่า สงฆ์ อย่างสมบูรณ์ แต่ยังไม่ชัดเจนจนเป็นองค์กรขึ้นมาเพราะพระเถระเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นพระอริยบุคคล ไม่มีปัญหามาก ไม่มีพิธีกรรมมาก ผู้เข้ามาเลื่อมใสก็ไม่มากเพราะยังใหม่ต่อทฤษฎีและรูปแบบของพระพุทธเจ้าอยู่
๒.๓.อุดมการสงฆ์
แท้ที่จริงการเกิดของสงฆ์ ก็คือเมื่อมีผู้เห็นด้วยกับแนวคิดในการหลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า แล้วจึงกราบทูลขอบวช เมื่อมีคนประสงค์ขอบวชมากขึ้นภิกษุก็มากขึ้น แม้อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน แต่วิธีการต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เพื่อให้องค์กรที่ใหญ่ขึ้น ๆ บรรลุเป้าหมายที่พระองค์ทรงวางเอาไว้และอีกส่วนหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ส่วนหนึ่งพระองค์ก็ต้องการที่จะทรงมุ่งแก้ปัญหาสังคมอินเดียในยุคนั้น เช่น ความไม่เท่าเทียมกัน (ไม่มีสมภาพ) ความเป็นทาส (ไม่มีเสรีภาพ) ความไม่มีโอกาสทางการพัฒนาตนเอง (สิทธิ ) ของคนวรรณะต่ำและสตรี ความอดอยากยากจน (เศรษฐกิจ) [4] เมื่อพระพุทธเจ้าทรงให้กำหนดสงฆ์ ก็เพื่ออุดมการณ์ต่าง ๆ ซึ่งพอจะประมวลได้ดังต่อไปนี้
๑.เพื่อความสามัคคีหมู่คณะ หรือความผาสุก
๒.เพื่อลดละอัตตา คือความยึดมั่นในตัวตน
๓.เพื่อเป้าหมายชีวิตคือนิพพาน
๔.เพื่อประโยชน์แก่มหาชน (จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมปทาย อตฺถาย หิตาย เทวมนุสฺสานํ ภิกษุทั้งหลาย จงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ปวงชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย) เมื่อศึกษาถึงคุณสมบัติของสงฆ์ทั้ง ๙ ประการแล้วจะได้ ดังนี้
ประการที่ ๑ เป็นผู้ปฏิบัติดี (สุปฏิปนฺโน)
ประการที่ ๒ เป็นผู้ปฏิบัติตรง (อุชุปฏิปนฺโน)
ประการที่ ๓ เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง (ญายปฏิปนฺโน)
ประการที่ ๔ เป็นผู้ปฏิบัติสมควร (สามีจิปฏิปนฺโน)
ประการที่ ๕ เป็นผู้ควรแก่คำนับ (อาหุเนยฺโย)
ประการที่ ๖ เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ (ปาหุเนยฺโย)
ประการที่ ๗ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา(ทาน) (ทกฺขิเณยฺโย)
ประการที่ ๘ เป็นผู้ควรแก่อัญชลี กราบไหว้ (อญฺชลีกรณีโย)
ประการที่ ๙ เป็นเนื้อนาบุญของโลก (อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส)
๒.๔.วิวัฒนาการแห่งการเกิดสงฆ์
เมื่อจะศึกษาเรื่องของสงฆ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึงวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าของการบวชเสียก่อน เหตุเพราะคำว่า “สงฆ์” กับ “การบวช” เป็นคำที่เกี่ยวเนื่องกันและไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้เป็นเหมือนเหรียญที่อยู่คนละด้าน (ถ้าจะเรียกสงฆ์ก็ต้องดูลำดับการบวช ถ้าบวชแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของสงฆ์) เริ่มแรกทีเดียวนั้นพระพุทธเจ้าทรงให้การอุปสมบทด้วยพระองค์เอง เมื่อภิกษุทั้งหลายได้พากันนำผู้ต้องการบวชมาเพื่อกราบทูลขออนุญาต เป็นจำนวนมากขึ้น ๆ พระองค์จึงรำพันว่า
“ บัดนี้ภิกษุทั้งหลายพาเหล่ากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชา และมุ่งอุปสมบท
มาจากทิศนั้น ๆ จากชนบทต่าง ๆ ด้วยตั้งใจว่า พระผู้มีพระภาคจักทรงให้
พวกเขาบรรพชาอุปสมบท ทำให้เกิดความลำบากมาก จึงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายนั่นแหละจงให้บรรพชา
จงให้อุปสมบทในทิศนั้น ๆ ในชนบทนั้น ๆ เถิด” [5]
นับว่าเป็นการกระจายพระราชอำนาจโดยทรงอนุญาตให้บวชได้ด้วยระบบใหม่ที่พระเถระรูปอื่น ๆ ก็สามารถให้การบวชได้ ไม่ต้องเดินทางไกลเพื่อนำกุลบุตรเพื่อเข้ามาบวชกับพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวอีกต่อไป ระบบการบวชใหม่นี้เป็นระบบที่ใช้ได้ทั่วไป เป็นการติดอาวุธในการเผยแผ่ให้กับเหล่าพระสาวก ระบบนี้เรียกว่า ไตรสรณคมน์ [6] (คือการแสดงตนให้ถึงพระรัตนตรัย)
แม้พระพุทธเจ้าจะทรงกระจายพระราชอำนาจไปยังพระเถระ ให้สามารถเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ แต่เมื่อมีพระภิกษุจำนวนมากเข้ามาบวชแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็มีจำนวนน้อย ไม่สามารถควบคุมดูแลพระนวกะให้อยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยได้เนื่องด้วยไม่มีใครว่ากล่าวเหล่าภิกษุ ที่ประพฤติไม่งาม ไม่เรียบร้อย ทั้งการนุ่งห่ม มารยาท เที่ยวบิณฑบาต ไม่มีใครคอยตักเตือน พร่ำสอน [7] จึงทรงตั้งพระอุปัชฌาย์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้าไปตั้งจิตคุ้นเคยสนิทสนมในสัทธิวิหาริกฉันบุตร และเพื่อให้เข้าไปตั้งจิตคุ้นเคยสนิทสนมในพระอุปัชฌาย์ฉันบิดา [8] ต่อกันและกัน
เริ่มแรกนั้นไม่ได้ทรงแต่งตั้งพระอุปัชฌาย์เป็นหลักการเอาไว้ เพียงแต่ทรงอนุญาตให้แสวงหาพระอุปัชฌาย์เอาเอง โดยตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริก พึงถืออุปัชฌาย์อย่างนี้ พึงห่มอุตตราสงค์เฉลียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้า นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าเถิด [9] เพียงเท่านี้ก็สำเร็จประโยชน์ได้
แต่แล้วการอุปสมบทด้วยระบบไตรสรณคมน์ ได้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าบรรดาภิกษุไม่ประสงค์จะให้บวชก็เกิดเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาตัดสินไม่ได้ อุปัชฌาย์ไม่รับบวชพระองค์จึงต้องใช้วิจารณญาณ หรือหาทางออกให้ ทั้งนี้ก็มีข้อยกเว้น ดังเช่น กรณีของพราหมณ์คนหนึ่งชื่อราธะ แม้บรรดาภิกษุไม่อนุญาตให้บวช แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าใครระลึกถึงความดีของพราหมณ์นั้นได้บ้าง พระสารีบุตรกราบทูลว่า เมื่อข้าพระองค์เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์นี้ พราหมณ์นั้นได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดีละ ๆ สารีบุตร สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้กตัญญูกตเวที ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้พราหมณ์นั้นบรรพชาอุปสมบทเถิด [10] และต่อมาพระองค์ จึงประกาศห้ามการอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ และให้ใช้อุปสมบทด้วยญัตติจตุถกรรม แทน [11] ซึ่งเป็นระบบการให้อุปสมบทที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบันอันแสดงให้เห็นถึงการส่งมอบพระราชอำนาจของพระองค์สู่คณะสงฆ์อย่างแท้จริง ส่วนระบบไตรสรณคมน์นั้นก็ใช้สำหรับการให้บรรพชาสามเณรตั้งแต่บัดนั้นมาเช่นกัน
เมื่อมองดูพัฒนาการเกิดขึ้นของสงฆ์ ตั้งแต่ต้นจะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางรูปแบบและการกระจายพระราชอำนาจ อันมีจุดเริ่มต้นที่การอุปสมบทเป็นปฐมเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง ทรงใช้ ทฤษฎีธรรมชาติ หรือ ทฤษฎีเอหิภิกขุอุปสมปทา ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานในการกำหนดภิกษุด้วยพระองค์เอง และเป็นจุดเริ่มต้นของการมีรัตนะครบ ๓ รัตนะในขณะนั้น ซึ่งต่อมามีผู้คนทยอยขอเข้ามาอุปสมบทอีก แต่ก็ยังมีจำนวนที่น้อยอยู่ อีกประการหนึ่งปัญหายังมีไม่มากทั้งนี้เพราะพระเถระรุ่นแรก ๆ เป็นผู้ที่มุ่งความหลุดพ้นเป็นสาระสำคัญ เริ่มตั้งแต่ ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า, กลุ่มพระยสะพร้อมสหาย จึงเป็นการง่ายที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้บริหารและจัดการด้วยพระองค์เอง
ประการที่สอง ทรงใช้ ทฤษฎีวิวัฒนาการ หรือ ทฤษฎีไตรสรณคมน์ ที่พระพุทธเจ้าทรงผ่อนถ่ายพระราชอำนาจไปให้กับพระมหาเถระในระดับต่าง ๆ เมื่อมีผู้ที่ประสงค์ที่จะเข้ามาอุปสมบทมากขึ้นยิ่งขึ้น กิจการพระศาสนามีรัศมีที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เข้ามานับถืออยู่ห่างไกลต่างเมือง ต่างแคว้น เพื่อเป็นการไม่ให้ผู้ขออุปสมบทต้องลำบากในการเดินทางและเป็นการแบ่งเบาภารกิจของพระพุทธเจ้าในภารกิจที่มากขึ้น
ประการที่สาม ทรงใช้ ทฤษฎีสังฆาธิปไตย หรือ ทฤษฎีญัตติจตุตถกรรม ที่ทรงมอบให้เป็นภารกิจของสงฆ์ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหาร ลักษณะเป็น One stop service คือสามารถให้อุปสมบทได้ถ้าถูกต้องตามพุทธานุญาต และเมื่อมีผู้คนเข้ามาปลอมบวชเพื่อลาภสักการะมากขึ้น พระองค์ก็ทรงวางกฏเกณฑ์ระเบียบวินัย มอบพระราชอำนาจให้กับสงฆ์ในการบริหารจัดการ ส่วนพระองค์ได้ค่อยเป็นผู้กำกับ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นที่ถกเถียงไม่รู้จบพระองค์จะเป็นผู้วินิจฉัย สั่งการ และทรงบัญญัติพระวินัยนั้น ๆ เพื่อให้สงฆ์ปฏิบัติตาม
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ประยงค์ สุวรรณบุบผา ได้สรุปเอาแนวคิดทางการปกครองของพระพุทธเจ้า ตลอด ๔๕ พรรษาเอาไว้ว่า
พระพุทธเจ้าทรงวางระบบรูปแบบการบริหาร และการปกครอง องค์กรไว้
๓ รูปแบบ คือ ๑.ระยะต้น หรือระยะแรก พระองค์ทรง
ปกครองเองโดยมีพระองค์เป็นพระประมุข วิธีที่รับผู้เข้ามาอยู่ในปกครอง
เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา (พุทธาธิปไตยหรือปิตาธิปไตย) ๒.ระยะกลาง
หรือ ระยะที่ ๒ ทรงมอบอำนาจให้อภิปูชนียภิกษุ ผู้มีคุณธรรมช่วยกันปกครอง โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์พระประมุข วิธีรับบุคคลเข้ามาอยู่ในปกครอง เรียกว่า ติสรณคมนูปสัมปทา (อภิปูชนียาธิปไตย) ๓.ระยะปลาย หรือ ระยะหลังทรงมอบให้สงฆ์เป็นผู้ปกครอง โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์พระประมุข วิธีรับผู้เข้ามาอยู่ในปกครอง เรียกว่า ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา ซึ่งระบบการปกครองระยะที่ ๓ นี้ ยังใช้ปกครองสงฆ์ในสังฆมณฑลอยู่ในปัจจุบันนี้โดยมีสงฆ์เป็นใหญ่ มีส่วนร่วมในการปกครองโดยตรง (สังฆาธิปไตย) [12]
๒.๕.องค์ประกอบแห่งสงฆ์
พระภิกษุรูปเดียวไม่นับว่าเป็นสงฆ์ได้เพราะขาดองค์ประกอบไป แต่สามารถเป็นส่วนประกอบหรือตัวแทนของสงฆ์ได้ดังจะอธิบายต่อไป ฉะนั้นพระภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปจึงเรียกว่าสงฆ์ได้ การจะกำหนดจำนวนภิกษุที่ประกอบเข้าเป็นสงฆ์ หรือเป็นหมวด ๆ ซึ่งเมื่อครบจำนวนแล้วจึงจะทำสังฆกรรมอย่างนั้น ๆ ได้มีทั้งหมด ๔ ประเภท คือ [13]
๑.สงฆ์ จตุรวรรค หมายถึงสงฆ์ที่มีจำนวนพระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ทำกรรมได้ทุกประเภทยกเว้นการปวารณาให้ผ้ากฐิน, การสวดอัพภาน คือการสวดถอนอาบัติหนักบ้างข้อในหมวดสังฆาทิเสส, การให้อุปสมบท, และการปวารณา
๒.สงฆ์ ปัญจวรรค หมายถึงสงฆ์ที่มีจำนวนพระภิกษุตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป ให้การอุปสมบทในถิ่นทุรกันดารที่เป็นชายแดน (ปัจจันตชนบท) ได้, ทำปวารณาได้ และให้ผ้ากฐินได้
๓.สงฆ์ ทศวรรค หมายถึงสงฆ์ที่มีจำนวนพระภิกษุตั้งแต่ ๑๐ รูปขึ้นไป ทำสังฆกรรมอื่น ๆ และให้อุปสมบทในมัชฌิมชนบทได้ ยกเว้นการสวดอัพภาณ คือการสวดถอนอาบัติหนักบ้างข้อในหมวดสังฆาทิเสส ประการเดียว
๔.สงฆ์ วีสติวรรค หมายถึงสงฆ์ที่มีจำนวนพระภิกษุตั้งแต่ ๒๐ รูปขึ้นไปทำอัพภาน คือการสวดถอนอาบัติหนักบ้างข้อในหมวดสังฆาทิเสสได้
๕.หากสงฆ์ที่มีจำนวนพระภิกษุมากกว่านี้ ยิ่งดีทำสังฆกรรมได้ทุกชนิด ไม่จำกัด
การกำหนดองค์ประกอบ บทบาท หน้าที่ ขอบเขตแห่งอำนาจให้กับสงฆ์นั้น ก็เพื่อความสามัคคีของหมู่คณะ และทำให้เห็นว่าการทำงานที่สำคัญก็จะต้องใช้สงฆ์ที่มีองค์ประกอบใหญ่ขึ้น จำนวนพระภิกษุก็มากขึ้นเพื่อให้มีพลังอำนาจมากขึ้นเป็นเงาตามตัวนั้นเอง ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ไว้ดังนี้
“ ๑.การทำอุโบสถ คือการสวดปาฏิโมกข์ หรือสวดทบทวนศีลของภิกษุ ๒๒๗ ข้อ ทุกกึ่งเดือน ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทำได้ ๒.การสวดกฐินคือสวดประกาศมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดยขอความเห็นชอบ
ต่อสงฆ์ทั้งปวง ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทำได้ ในข้อนี้หนังสือ
แต่งขึ้นชั้นหลังพระไตรปิฎก เช่นอรรถกถากล่าว่าต้อง ๕ รูปขึ้นไปจึงทำได้
ฉะนั้นจึงถือตามที่กล่าวไว้ในวินัยปิฎกที่ว่าสงฆ์ ๔ รูปทำกรรมได้ทุกชนิด เว้นเพียง ๓ อย่างคือ ปวารณา อุปสมบท และอัพภาน ๓.การสวดสมมติต่าง ๆ เช่นสมมติหรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์ เป็นผู้แจกจีวร แจกอาสนะคือที่อยู่อาศัย ภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปก็ทำได้ ๔.การปวารณา คือการบอกอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนกัน ถ้าจะทำเป็นการสงฆ์ ภิกษุตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไปจึงทำได้ ทั้งนี้มีเหตุผลว่าเมื่อถือว่าภิกษุ ๔ รูปขึ้นไปเป็นสงฆ์ ถ้ามีภิกษุเพียง ๔ รูป รูปหนึ่งกล่าวปวารณาจึงเท่ากับอนุญาตแก่บุคคล ๓ คนให้กล่าวว่าได้ พระพุทธเจ้าให้ถือเป็นการปวารณาต่อบุคคลจะนับว่าเป็นการสงฆ์ได้
ก็ต่อเมื่อสงฆ์ผู้รับฟังคำปวารณามีครบ ๔ รูป เป็น ๕ รวมทั้งผู้ปวารณา
หรือจำนวนมากกว่านั้น ๕.การอุปสมบท หรือบวชพระ ถ้าในปัจจุบันชนบท
คือชายแดน หรือเขตที่ไม่มีความเจริญหาพระยากภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไปทำได้ ถ้ามัชฌิมชนบทหรือในเขตภาคกลางซึ่งในสมัยพระพุทธเจ้ามีกำหนดเขตไว้ให้ใช้พระตั้งแต่ ๑๐ รูปขึ้นไป ในเมืองไทยนับเป็นเขตนอกจากที่กำหนดไว้ในเขตพุทธกาล ถ้าจะกล่าวตามตัวอักษรพระ ๕ รูปขึ้นไปก็ใช้ในการบวชได้ แต่พระเถระผู้ใหญ่ท่านพิจารณาตามเจตนารมณ์ของพระวินัยถ้าบวชในเขตพระนครหรือในเมืองที่เจริญก็ใช้พระตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป ในเขตกันดารจึงใช้พระน้อยกว่านั้นคือ ๕ รูปขึ้นไป ๖.การสวดอัพภาน คือสวดถอนอาบัติของภิกษุบางรูปซึ่งต้องทำเป็นการสงฆ์ใช้ภิกษุตั้งแต่ ๒๐ รูปขึ้นไป ๗.สังฆกรรมอื่น ๆ ที่ทำเป็นการสงฆ์นอกจากที่กล่าวไว้แล้วใช้พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทั้งสิ้น” [14]
๒.๖.ประเภทของสงฆ์
สงฆ์ หรือองค์ประกอบของพระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นตามที่กล่าวมาแล้วนั้นเมื่อจะแยกออกได้เป็น ๒ ประเภทคือ สมติสงฆ์ และ อริยสงฆ์ ซึ่งถ้าว่ากันตามรูปแบบแล้วจะเรียกรวมกันว่าสงฆ์ไม่แยกกัน แต่ถ้าหากดูกันตามเนื้อหาหรือคุณภาพแล้ว สามารถแยกให้เห็นความแตกต่างกัน ดังนี้
๑.สมติสงฆ์ (สมมติ+ สงฆ์) หรือจะเรียกว่าสงฆ์โดยพระวินัย กล่าวคือผู้ที่ขอเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา และเมื่อผ่านพิธีกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเข้ามาเป็นส่วนหรือองค์ประกอบของสงฆ์ได้ทันที แม้จะบวชได้ในนาทีเดียว หรือวันเดียวก็นับว่าเป็นองค์ประกอบแห่งสงฆ์ได้ แต่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสมติสงฆ์ ก็เพราะถูกสมติให้ว่าเป็นสงฆ์ หรือสงฆ์โดยการสมติ คือเป็นภิกษุที่ยังไม่ได้บรรลุคุณธรรมใด ๆ เพียงแต่มีอุดมการณ์เข้ามาบวชเพื่อต้องการบรรลุธรรมในโอกาสต่อไป ๆ นั่นเอง
๒.อริยสงฆ์ (อริย+ สงฆ์) หรือสงฆ์โดยคุณธรรม กล่าวคือพระภิกษุผู้เป็นพระอริยเจ้าที่รวมตัวกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ที่ได้ชื่อว่าอริยสงฆ์ก็เพราะได้บรรลุธรรม หรือบรรลุเป้าหมายในพระพุทธศาสนามีจำนวน ๔ คู่คือ คู่ที่หนึ่ง พระโสดาบัน หมายถึงพระผู้ถึงกระแสที่จะไปสู่พระนิพพาน คือละสังโยชน์ ๓ ประกอบไปด้วย สักกายทิฏฐิ (ความเป็นเป็นเหตุถือตน), วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยไม่ตกลงใจ), สีลัพพตปรามาส (ถือศีลและวัตรอย่างงมงาย) คู่ที่สอง พระสกทาคามี หรือสกิทาคามี หมายถึงพระผู้มีญาณคือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ทั้ง ๓ และทำราคะ-โทสะ-โมหะ ให้เบาบางลง คู่ที่สาม พระอนาคามี หมายถึงพระผู้ละสังโยชน์ ๓ พร้อมกามราคะและปฏิฆะ (ควาขัดเคืองแค้นใจ) และคู่ที่สี่ พระอรหันต์ หมายถึงพระผู้ห่างไกลจากกิเลส บรรลุธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาแล้วหรือทั้งหมดนี้ถ้านำมาจัดระดับแล้วจะได้ ๘ ระดับ ด้วยกัน คือ
ก.พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค ข.พระผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ค.พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิมรรค ง.พระผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล
จ.พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค ฉ.พระผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล
ช.พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค ซ.พระผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล
ดังนั้นจะเห็นว่า..พระพุทธเจ้าทรงจัดตั้งสร้างระบบที่เรียกว่า “สังฆะ” ขึ้นมาเพื่อเป็นชุมชนแห่งการศึกษาและฝึกฝนพัฒนาชีวิตของมนุษย์นั้นเป็นไปได้ด้วยดี ความจริงการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ก็คือการสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการที่เขาจะพัฒนาตัวเอง [15] ให้ก้าวหน้าเพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของอุดมการณ์สงฆ์นั่นเอง
๒.๗.หน้าที่สงฆ์
สงฆ์เป็นองค์กรที่พระพุทธเจ้าทรงออกแบบขึ้นมาเพื่อความสามัคคีของเหล่าภิกษุในการทำกิจการงานหนึ่ง ๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี จะมีมากน้อยเพียงใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับขนาดของความสำคัญของภารกิจ (สังฆกรรม) นั้น ๆพระธรรมปิฎก ได้อธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้ไว้ว่า งานของสงฆ์,กรรมที่สงฆ์พึงทำ, กิจที่พึงทำโดยที่ประชุมสงฆ์ มี ๔ คือ ๑.อปโลกนกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติและไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น แจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ ๒.ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถและปวารณา ๓.ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น สมมติสีมา ให้ผ้ากฐิน ๔.ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา ๓ หน เช่นอุปสมบท ให้ปริวาส ให้มานัต [16]
[1] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘). หน้า ๒๙๕.
[2] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๒๕ / ๑๘.
[3] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๒๖ / ๑๙.
[4] พระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตฺโต). การเมือง (มิใช่) เรื่องของสงฆ์. (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๔๓), หน้า ๙๘.
[5] วิ.ม. (ไทย) ๔ /๔๒ / ๓๔.
[6] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๔๓ / ๓๔.
[7] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๗๙ / ๖๔.
[8] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๘๑ / ๖๕.
[9] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๘๑-๘๒ / ๖๕.
[10] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๙๗ / ๖๙.
[11] วิ.ม. (ไทย) ๔ / ๙๘ /๖๙-๗๐.
[12] ประยงค์ สุวรรณบุบผา. รัฐปรัชญา แนวคิดตะวันออก-ตะวันตก. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๑). หน้า ๓๒๐.
[13] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). อ้างแล้ว หน้า ๒๖๔. และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กราฟฟิคอาร์ต,๒๕๒๖), หน้า ๑๓.
[14] สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กราฟิคอาร์ต, ๒๕๒๖), หน้า ๑๔.
[15] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). นิติศาสตร์แนวพุทธ. ครั้งที่ ๓. (กรุงเทพฯ : บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๑).หน้า ๑๒๘.
[16] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘). หน้า ๓๑๒.