สังฆาธิปไตย : ความหมายที่เนื่องด้วยประชาธิปไตย

แม้คำว่า ประชาธิปไตย อันหมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียง ข้างมากเป็นใหญ่ [1] จะมีความคล้ายคลึงกับคำว่า สังฆาธิปไตย ที่หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือสงฆ์, หรือเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงทั้งหมดก็ตาม แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ประกอบกันและมีความที่ไม่เหมือนกันหรือเทียบเคียงกันไม่ได้

 

 ๕  บทส่งท้าย

 

     แนวคิดทางการปกครองทั้ง  ๒  รูปแบบนี้คือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและระบอบการปกครองสังฆาธิปไตยนั้นมีส่วนที่คล้ายคลึงกันหลายประการ  เช่น  หลักสิทธิ,  หลักเสรีภาพ,  หลักความเสมอภาค  ดังที่กล่าวมาข้างต้น แม้คำว่า  ประชาธิปไตย  อันหมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียง ข้างมากเป็นใหญ่  [1] จะมีความคล้ายคลึงกับคำว่า  สังฆาธิปไตย  ที่หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือสงฆ์, หรือเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงทั้งหมดก็ตาม  แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ประกอบกันและมีความที่ไม่เหมือนกันหรือเทียบเคียงกันไม่ได้  เช่น 

     ก.อำนาจนิติบัญญัติ  จะเทียบกับพุทธบัญญัติในส่วนที่มีกฏเกณฑ์ในการยึดถือปฏิบัติในส่วนรวมนั้นได้  แต่หากดูที่มาของอำนาจ  การบัญญัติกฎหมายแล้วไม่ใช่ เพราะไม่มีส่วนร่วมของสงฆ์โดยตรง  ถ้าจะมีก็เป็นเพียงแต่การกระทำผิดของภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้วพระพุทธเจ้าก็เรียกสงฆ์มารับรู้แล้วจึงทรงบัญญัติพระธรรมวินัย

     ข.อำนาจบริหาร  เมื่อดูการจัดองค์กรของคณะสงฆ์แล้ว ไม่ตรงกับการบริหารจัดการในทฤษฎีของประชาธิปไตยที่เน้นกลุ่มผลประโยชน์,  การแข่งขัน,  การตั้งพรรค,  การเลือกตั้ง ฯลฯ  เป็นเพียงแต่การร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความสามัคคีและความผาสุกโดยมุ่งไปที่ความหลุดพ้นเป็นหลัก  และที่สำคัญสงฆ์ไม่มีการติดยึดในอำนาจ  ไม่มีวาระในการดำรงตำแหน่ง  บริหารองค์กรโดยธรรมบารมี

     ค.อำนาจตุลาการ  มีกลุ่มพระวินัยธรที่คอยจะตรวจสอบและวินิจฉัยภิกษุผู้กระทำความผิด และอำนาจนี้ที่พอจะใกล้เคียงมากที่สุด

     อย่างไรก็ตาม  อำนาจทั้ง  ๓  ส่วนก็ไม่ได้ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน  ไม่ได้แยกออกเป็นกลุ่มอำนาจที่ชัดเจนเหมือนอย่างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย 

 

      เมื่อจะมองดูในเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ก็ไม่ชัดเจนที่มีก็เห็นแต่พระเถระผู้ใหญ่ที่มีลูกศิษย์มาก  เช่น  พระสารีบุตร, พระมหาโมคคัลลานะ, พระมหากัสสปะ, พระยส  หรืออย่างพระที่เคยเป็นชฎิล  ๓  พี่น้องก็ตาม  แต่ท่านเหล่านั้นเมื่อบวชเข้ามาแล้วก็ละลายพฤติกรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคณะสงฆ์  ไม่มีมุ่งเล็กมุ่งน้อยหรืออำนาจต่อรองใดๆ เมื่อวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมที่เหล่าภิกษุแสดงออกในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการปกครองมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับความสนใจที่แตกต่างกัน Robert  Dahl  ได้แยกประเภทของคนตามลักษณะการมีส่วนรวมทางการปกครองออกเป็น  ๔  ประเภท ในหนังสือ  Modern  Political  Analysis โดยอนุโลมให้เห็นไปตามหลักเกณฑ์   [2]   ได้ดังนี้ 

     ก.พระที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง  (Apolitical  stratum) 

     มีเป็นจำนวนมากในสังคมสงฆ์  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุดมการณ์ที่แสวงหาความหลุดพ้น  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปแบบการปกครองที่เน้นอยู่ที่พระอุปัชฌาจารย์เป็นหลัก  และที่สำคัญหมู่ภิกษุมักจะแยกย้ายกันประพฤติปฏิบัติธรรมตามถ้ำ  ภูเขา  ป่าไม้  หรือชอบที่จะหลีกเร้นตัวเองเพราะต้องการความสงบและมุ่งสู่พระนิพพานเป็นหลัก  จึงไม่ค่อยจะมีภิกษุรูปใดคิดจะแสวงหาอำนาจทางการปกครอง  หรือต้องการมีส่วนรวมทางการบริหาร 

 

     ข.พระที่ให้ความสนใจทางการปกครอง  (political  stratum)  

     คือมีความเอาใจใส่ต่อเหตุการณ์รอบข้างและมีความรับผิดชอบต่อองค์กรสูง  เช่น พระสารีบุตรเถระ  ที่เมื่อเห็นสาวกนิคนถ์แตกแยกกัน  แย่งชิงและโต้ตอบกันภายหลังการสิ้นศาสดามหาวีระ  จึงนำความแจ้งแก่พระพุทธเจ้าต่อหน้าสงฆ์และคิดที่จะรวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่อันเนื่องมาจากศาสดามหาวีระไม่ได้จัดเรียบเรียงคำสอนให้ดี อันแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพระมหาเถระในยุคนั้น   อีกกรณีหนึ่งที่พระมหากัสสปเถระ  ที่นำลูกศิษย์เดินทางมาเพื่อฌาปนกิจพระสรีระศพของพระพุทธเจ้า แล้วมีศิษย์รูปหนึ่งได้แสดงทัศนะที่ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัยจึงได้คิดที่ทำปฐมสังคายนา  เพื่อให้เป็นหลักฐานให้มั่นคงสืบไป   เป็นต้น  พระมหาเถระเหล่านี้มีความเอื้ออาทรต่อพระศาสนา  มีความสนใจสอดส่องและเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อนำมาปรับปรุงองค์กรให้เกิดความเข้มแข็งเจริญรุ่งเรืองขึ้น

     ค.พระที่แสวงหาอำนาจ  (Power-seekers)  

     พระเทวทัต พร้อมบริวารรวมทั้ง  ๕  รูป ถือว่าเป็นพระที่แสวงหาอำนาจทางการปกครองโดยกระทำการทุกอย่าง  ทุกวิถีทาง  เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยพยายามเข้าไปมีบทบาททางการปกครอง  สร้างเงื่อนไข  เคลื่อนไหว  สร้างกลุ่มอำนาจเพื่อให้ได้มีอิทธิพลต่อนโยบายและการตัดสินใจขององค์กร  แต่สังคมสงฆ์ไม่ยอมรับ  ไม่ใช่เพราะเคารพในพระศาสดาหรือครูอาจารย์พระอุปัชฌาย์เป็นหลัก  แต่มองเห็นว่าอุดมการณ์ที่เข้ามานั้นไม่ใช่  พระธรรมวินัยต่างหากที่เป็นวิถีทางสังคมของสงฆ์

                                ส่วนพระฉัพพัคคีย์ แม้จะมีการรวมกลุ่มกัน  แต่เป็นไปเพื่อละเมิดกฎพระวินัยที่ยังไม่ได้บัญญัติอย่างละเอียด  จนมีช่องว่างให้พระฉัพพัคคีย์ได้กระทำการท้าทายพระวินัยอยู่เนือง  แต่ไม่ใช่เพื่อสร้างกลุ่มขึ้นมาเพื่อกดดันและต้องการอำนาจทางการปกครองอย่างกลุ่มของพระเทวทัต 

 

 

      ง.พระที่กุมอำนาจ (The  powerful)  

      พระภิกษุในกลุ่มนี้ไม่มี  แต่ที่เป็นโดยตำแหน่งก็คือพระอุปัชฌาย์,  พระเถระ, พระปัพพชาจารย์,  พระอนุสาวนาจารย์,   พระกรรมวาจาจารย์,  พระโอวาทาจารย์  เป็นต้น  แต่ทั้งนี้ก็ปกครองเฉพาะในหมู่ลูกศิษย์ของตนเองซึ่งมักจะเป็นการอบรม  สั่งสอน  แนะนำ  เพื่อให้ศิษย์ไปบำเพ็ญเพียรด้วยตัวเอง  นอกจากว่าศิษย์จะพ้นนิสัยมุตตกะ คือมีพรรษาพ้น  ๕  พรรษาขึ้นไป  โดยที่ต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์อีกต่อไป

 

     การเข้ามาสู่พระศาสนาของเหล่าภิกษุนั้นมีกระบวนการขั้นตอนดังที่กล่าวมาแล้ว  หากจะเทียบกับการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วจะได้ภาพ  ดังนี้

 

Input                                                                                                                                      output

                                                                                ปริยัติ

ความต้องการ                       บวช                        ปฏิบัติ                    การบรรลุธรรม

Demands                                                               ปฏิเวธ

 

การเกื้อหนุน

Supports                                                               feedback

 

 

                      โดยอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อม  environment

 

 

 

 

ถึงอย่างไรก็ตามการปกครองทั้ง  ๒  รูปแบบเมื่อจะนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว  พอจะให้เห็น

ถึงคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละระบอบได้  ดังนี้

 

ระบอบการปกครอง

ลักษณะเฉพาะ

ความแตกต่าง

ประชาธิปไตย

๑.แสวงหาอำนาจ  โดยมีกลุ่ม

    ผลประโยชน์

๒.ใช้อำนาจ-นโยบาย-เพื่อรักษา

     อำนาจ

๓.การเลือกตั้ง-การมีส่วนร่วม

ไม่เน้นคุณธรรมจริยธรรม  เน้นแต่เพียงชนะตามกฏกติกา

สังฆาธิปไตย

๑.แสงหาความหลุดพ้น-สุขภาพจิต

๒.ใช้องค์กร เพื่อความผาสุก ความ

     สามัคคีพร้อมเพียงกัน

๓.เสียสละเพื่อทำงานส่วนรวม  เมื่อ

     มีผู้มาแทน  ดีใจรีบไปบำเพ็ญ 

     บารมี

เน้นคุณธรรมจริยธรรม

ตามธรรมาธิปไตย

 

     ดังนั้น  สังฆาธิปไตย  จึงเป็นระบอบการปกครองที่มีหลักธรรมาภิบาล  โดยมีความประพฤติของผู้บริหารที่มีคุณธรรมจริยธรรม   จนสามารถนำองค์กรไปสู่เป้าหมายได้

     สังฆาธิปไตย  จึงเป็นมากกว่าระบอบการปกครองทั่ว ๆ ไป ที่ได้ผูกโยงเอาทั้งระบอบ  โครงสร้าง  ธรรมาภิบาล  ผู้นำ  จิตวิญญาณ  กระบวนการ  พฤติกรรมของสังคม  เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด

     สังฆาธิปไตย จึงเป็นระบอบการปกครองที่เป็นแม่แบบให้กับองค์กรทางสังคมต่าง ๆ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

 

บทสรุป

            สังฆาธิปไตย เป็นระบอบการปกครองสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงวางเอาไว้เพื่อให้เป็นต้นแบบแห่งสังคมทางการปกครองที่อยู่ด้วยกันอย่างสันติ หรือจะเรียกว่า เป็น  อุดมรัฐ  ก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบอบการปกครองในรูปแบบต่าง ๆ ได้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพ  คุณภาพและความยั่งยืนของระบอบที่ทรงดำเนินมาครั้งสมัยพุทธกาล

                ระบอบการปกครองแบบสังฆาธิปไตยดังกล่าวนอกจากจะเป็นการควบคุมคนในสังคมสงฆ์ให้อยู่อย่างมีหลักเกณฑ์ด้วยศีลหรือระเบียบวินัยแล้ว  ยังมีธรรมะหรือคุณธรรมที่คนในสังคมยังถือปฏิบัติตามแม้คนในสังคมหรือผู้ปกครองจะไม่ติดตามไปควบคุมดูแล สอดส่อง หรือตั้งระบบการตรวจสอบก็ตาม  แต่สามัญสำนึกของคนในสังคมสงฆ์ก็ยังยึดธรรมเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างไม่วาดระแวง ซึ่งลักษณะเช่นนี้เอง เป็นระบอบการปกครองที่ไม่ต้องมีคนมาบังคับขู่เข็ญให้กระทำหรือไม่กระทำแต่จะเป็นไปเองอย่างอิสรเสรีภาพตามธรรมชาติ

                ถ้าศึกษาทฤษฎีทางการเมืองการปกครองทางด้านประเทศทางตะวันตกแล้วเราจะเห็นว่าทฤษฎีทางการเมืองที่แยกกันอย่างสิ้นเชิงกับระบบของศีลธรรม เช่น ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ก็เน้นการปฏิบัติให้ถูกเฉพาะหลักการ ซึ่งอาจจะไม่สนใจเรื่องศีลธรรมก็ได้  ระบอบสังคมนิยมก็เน้นการเฉลี่ยผลประโยชน์เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของพลเมืองตัวเอง  ซึ่งสามารถสรุปจุดเด่นของระบอบได้ดังนี้

                ๑.รูปแบบการปกครอง

                                พระพุทธเจ้าทรงมอบพระราชอำนาจให้กับสงฆ์ เป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการเพื่อให้สงฆ์หมู่ใหญ่ได้อยู่ในสังคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  โดยทรงกระจายพระราชอำนาจผ่านแนวทาง  ๓  ระดับหรือกำแพง  ๓  ชั้น  ดังนี้  ชั้นที่หนึ่ง เป็นชั้นในสุด การบริหารจัดการจะประกอบไปด้วยพระอัครสาวกด้านขวาอย่างพระมหาเถรสารีบุตร ผู้เลิศทางด้านปัญญา และพระอัครสาวกด้านซ้ายอย่างพระมหาโมคคัลลานะมหาเถระ ผู้เลิศทางด้านอิทธิฤทธิ์  ที่เป็นผู้บริหารอยู่ตรงศูนย์กลางอำนาจ   ชั้นที่สอง เป็นส่วนที่กว้างออกไปอีกคือผ่านทางด้านพระอุปัชฌาย์ที่ประจำอยู่ในชุมชน ตำบล  เมือง แคว้นต่าง ๆ ซึ่งหากดูแล้วเป็นเหมือนการจัดหมวดหมู่คล้ายทหารที่มีสังกัดขึ้นกับกองร้อยไหน เป็นต้น ชั้นที่สาม เป็นชั้นนอกสุดเป็นภาพโดยรวมกว้างพระพุทธเจ้าทรงมอบพระราชอำนาจให้พุทธบริษัททั้ง  ๔  เป็นผู้รับภาระทางการบริหารจัดการ  ทั้งนี้จะมีพระอานนทเถระซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากหรือเลขานุการเป็นผู้ประสานงานกับส่วนงานต่าง ๆ

                ๒.อำนาจอธิปไตย

                                พระพุทธเจ้าทรงมีอำนาจบารมี (Charismatic  authority) เหนือบุคคลในพุทธาณาจักร การบัญญัติพระธรรมวินัย (นิติบัญญัติ) ก็ดี  การปกครองคณะสงฆ์ (บริหาร) ก็ดี การวินิจฉัยความผิดที่เกิดขึ้น (ตุลาการ) ก็ดี  เป็นพระราชอำนาจของแต่พระพุทธเจ้าทั้งสิ้นทั้งนี้รูปแบบการบริหารอาจมีความใกล้เคียงกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือบางที่อาจจะออกไปทางด้านพ่อปกครองลูกด้วยซ้ำทั้งนี้พระประชากรสงฆ์มีไม่มาก แต่ถึงอย่างไรก็ดีพระพุทธเจ้าก็ทรงเน้นให้ใช้ธรรมาธิปไตย (ทรงใช้ธรรมเป็นใหญ่) ในการบริหารจัดการหมู่สงฆ์มากกว่ารูปแบบอำนาจอธิปไตยต่าง ๆ

                ๓.การจัดการผลประโยชน์

                                การจัดการผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ศัพท์ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ลาภสักการะ ที่เกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลายถือว่าลาภสักการะนั้นย่อมเกิดขึ้นในท่ามกลางสงฆ์  ซึ่งมีความหมายว่าปัจจัย  ๔  ที่ประกอบไปด้วยอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  ยารักษาโรค ที่ทายกทายิกาถวายมาล้วนเป็นของสงฆ์หรือของส่วนรวม สงฆ์เองก็มีการแต่งตั้งผู้ดูแลบริหารจัดการในเรื่องนั้น ๆ เช่น ถ้าอาหารมีมากสงฆ์จะแต่งตั้งภัตตุเทสก์  ถ้าจะให้ภิกษุเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการกุฏิหรือเสนาสนะ ก็แต่งตั้งเสนาสนปัญญาปกะ ขึ้นมาดูแลบริหารจัดการ เป็นต้น

                ๔.มติสงฆ์

                                การอยู่ร่วมกันในสงฆ์เมื่อมีความเห็นที่หลากหลาย มติสงฆ์ หรือ เสียงข้างมาก  เป็นเรื่องที่สำคัญ  เช่น  การโหวตว่าจะรับผู้เข้ามาบวชเป็นภิกษุใหม่ในพิธีอุปสมบท  การโหวตให้ภิกษุผู้ครองผ้ากฐิน  เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า มติสงฆ์โดยมากมักจะเป็นเสียงเอกฉันท์ คือเห็นชอบอย่างเด็ดขาด (เยภุยยสิกา)  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการหาเสียงหรือโน้มน้าวให้โหวตลงคะแนนเสียง  แต่สงฆ์จะใช้ดุลยพินิจในการเห็นชอบ

                ๕.สังคมที่ตรวจสอบตัวเอง

                                ไม่มีสังคมอุดมคติใดที่เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วได้ผล และดำรงสถาบันเอาไว้ได้นานเท่ากับสถาบันสงฆ์ ทั้งนี้เพราะสงฆ์มีระบบของการตรวจสอบซึ่งกันและกัน (ปวารณา) คือยอมให้มีการตักเตือนตัวเองเมื่อสงฆ์เห็นว่าภิกษุรูปนั้น ๆ ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม  และที่น่าทึ่งอีกอย่างนึ่งคือการตรวจสอบตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดของการตรวจสอบที่มีอยู่ในระบบการตรวจสอบทั้งหมด มีการสารภาพความผิดของตัวเองต่อหน้าเพื่อนภิกษุและพร้อมสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีก (ปลงอาบัติ) ทั้ง ๆ ที่ภิกษุรูปนั้นไม่บอกใครๆ ก็ไม่รู้แต่ตัวเองเป็นผู้รู้เองว่าผิดอะไร

                ๖.วัฒนธรรมองค์กร

                                สงฆ์มีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยยึดหลักของไตรสิกขาในการดำเนินชีวิต คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา  ดังนั้นวิถีชีวิตของสงฆ์จึงเป็นทั้งรูปแบบเฉพาะตัวขององค์กร ตลอดไปถึงเป็นแบบอย่างแห่งการประพฤติให้กับสังคมชุมชนลัทธิศาสนาอื่นไปด้วย

                ๗.อุดมการณ์

                                สงฆ์มีอุดมการณ์เดียวกันคือ พระนิพพาน โดยมีธรรมข้ออื่น ๆ เป็นบริบทดังพระโอวาทปาติโมกข์ที่ทรงตรัสในวันมาฆบูชา ว่า          ขนฺตี   ปรมํ   ตโป   ตีติกฺขา

                                                                                                นิพฺพานํ   ปรมํ   วทนฺติ   พุทฺธา

                                                                                                น   หิ   ปพฺพชิโต   ปรูปฆาตี

                                                                                                สมโณ   โหติ   ปรํ   วิเหฐยนฺโต

                ดูเนื้อหาหน้า ๕๓  บทที่ ๔

                ลักษณะเด่นทั้ง  ๗  ประการนี้ สังฆาธิปไตย  จึงเป็นระบอบการปกครองที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ หากสังคมได้ตระหนักถึงและนำไปใช้อย่างมีสติ หรือตระหนักรู้



[1] พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๒๕, พิมพ์ครั้งที่ ๖. (กรุงเทพฯ : บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด, ๒๕๓๙), หน้า  ๕๐๒-๕๐๓.

[2] จำนง  อดิวัฒนสิทธิ์  และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่  ๖. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า  ๑๐๖.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผญา(ผะหญ๋า)แห่งเมืองพะเยา : พุทธศาสนาเชิงรุก



ความเห็น (0)