๔.๑.คำนิยาม
คำว่า “สังฆาธิปไตย” (สังฆ+อธิปไตย) เมื่อรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันแล้วได้ความหมายว่าสงฆ์เป็นใหญ่ หรือสงฆ์มีอำนาจเป็นใหญ่ในองค์กร ถ้ายอมรับว่าระบอบการปกครองที่เรียกว่าสังฆาธิปไตยนี้เป็นทฤษฎีหนึ่ง นั่นก็หมายความว่าสังฆะ หรือกลุ่มชนที่เป็นพระภิกษุและพระภิกษุณี ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจของสงฆ์หรือ.ถ้าจะให้ชัดก็ต้องระบุว่า สงฆ์มีอำนาจ สงฆ์เป็นใหญ่ หรืออำนาจเป็นของสงฆ์ ไม่ใช่ของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง คณะใดคณะหนึ่ง
แม้ระบอบการปกครองนี้จะมีในเฉพาะหมู่สงฆ์เท่านั้น แต่ก็เป็นสงฆ์ในสมัยพุทธกาลที่ยังมีรูปแบบและอุดมการณ์อยู่ แม้ในปัจจุบันพระพุทธศาสนาจะได้แผ่ขยายพุทธาณาจักรไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ระบอบการปกครองสงฆ์ที่มีอยู่ดั่งเดิมแปรเปลี่ยนไปบ้างขึ้นอยู่กับนิกายนั้น ๆ หรือวัฒนธรรมการเมืองการปกครองของประเทศนั้น ๆ เช่น ประเทศไทย ก็มีพัฒนาการทางการปกครองของคณะสงฆ์ที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เป็นประมุข และมีผู้บริหารระดับหนอีก ๔ ตำแหน่ง มีผู้บริหารระดับภาคอีก ๑๘ ตำแหน่ง มีผู้บริหารระดับจังหวัด, อำเภอ, ตำบล และสุดท้ายคือเจ้าอาวาส ซึ่งพระภิกษุผู้บริหารจะมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในเขตของตัวเอง ทั้งนี้เขตอำนาจหน้าที่ดังกล่าวนั้นมักจะขึ้นอยู่กับการแบ่งเขตการปกครองบ้านเมืองเป็นหลัก ถึงอย่างไรก็ตามผู้บริหารทุกระดับย่อมใช้คำว่า สงฆ์ หรือทำการในนามคณะสงฆ์ ในท้องถิ่นนั้น ๆ
ส่วนที่มาของสงฆ์นั้นได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ ๒ ในบทนี้จะได้พูดถึงภาพรวมของคำว่าสังฆาธิปไตยและอำนาจที่มา ตลอดจนถึงอุดมการณ์ของระบอบการปกครองชนิดนี้ ต่อไป
๔.๒.อุดมการณ์
ความหลุดพ้น หรือการบรรลุธรรม เป็นอุดมการณ์ของผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา แต่เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อุดมการณ์ของสงฆ์คือความอดทน, พระนิพพาน, ไม่ทำร้ายผู้อื่น และเน้นความเป็นสมณะ ดังพระโอวาทปาติโมกข์ ที่ทรงตรัสในวันมาฆบูชาว่า
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต
มีเนื้อหาว่า ขันติ คือความอดทนเป็นเครื่องเผาผลาญบาปอย่างยอดยิ่ง
นิพพาน ท่านผู้รู้กล่าวว่าเป็นยอด
ผู้ที่ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ไม่จัดว่าเป็นบรรพชิต
ผู้ที่ยังเบียดเบียนคนอื่นอยู่ ไม่จัดว่าเป็นสมณะ [1]
พระพุทธเจ้าจะทรงใช้อุดมการณ์ในระบบการปกครองสงฆ์ ก็เพื่อบรรลุเป้าหมายของการบรรลุธรรมนั้นเอง โดยมีความพร้อมเพียง ความผาสุก ความมักน้อยสันโดษ เป็นที่ตั้ง ทั้งนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดทิศทางแห่งอุดมการณ์ เอาไว้เพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่อุดมการณ์ที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และได้ทรงกำหนดทั้งยุทธศาสตร์, นโยบาย, พันธกิจ, แผนงาน และมาตรการ ดังจะอธิบายต่อไปนี้
๔.๒.๑.ยุทธศาสตร์
ยุทธศาสตร์ของสงฆ์ คือ พระนิพพาน หรือการหลุดพ้น เป็นหลัก ส่วนความคลายกำหนัด, การดำริออกจากกาม, ความสันโดษ หรือหมวดธรรมอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ตลอด ๔๕ พรรษา ก็เป็นเพียงบริบทแห่งการเข้าถึงพระนิพพานทั้งนั้น แม้พระสาวกไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์หรือยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ แต่อย่างน้อยที่สุดพระภิกษุที่เข้ามาบวชย่อมจะมีอุดมการณ์ดังกล่าวนี้เป็นเบื้องต้น
๔.๒.๒.นโยบาย
เมื่อมองดูนโยบายของพระพุทธเจ้าที่ทรงประทานให้กับสงฆ์ในวันมาฆบูชาขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ แล้วทรงมุ่งไปที่โอวาทปาติโมกข์ ว่า
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ
โดยมีใจความว่า
๑. ไม่ทำบาปทั้งปวง หมายรวมไปถึงทั้งขนาดเล็กน้อยก็ไม่ทำ สรุปคือเว้นชั่ว
๒.ทำกุศลให้ถึงพร้อม นั้นก็คือทำความดีทุกชนิด สรุปคือทำดี
๓.การชำระล้างจิตใจ สรุปคือการทำจิตบริสุทธิ์
ประเด็นทั้ง ๓ นี้ ถือว่าเป็นการปฏิวัติแนวคิดของคนในยุคนั้นและถือเป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนาทีเดียว (เอตํ พุทฺธาน สาสนํ)
๔.๒.๓.พันธกิจ
เมื่อมองดูพันธกิจที่คณะสงฆ์จะต้องทำในขณะที่บวชเข้ามาก็คือการทำธุระให้สำเร็จเสร็จสิ้น หากไม่แล้วก็ถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายมีอยู่ ๒ ประการคือ
ก.คันถธุระ คือการศึกษาเล่าเรียน, เทคนิค, ทักษะ เพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ถูกต้อง ไม่บกพร่อง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือบิดเพี้ยนไป
ข.วิปัสสนาธุระ คือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามหลักคำสั่งสอน
ธุระทั้ง ๒ นี้เองเมื่อจะให้ชัดเจนสามารถแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ คือ มีการศึกษาเล่าเรียนในทางทฤษฎี เรียกว่าปริยัติธรรม แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ เรียกว่าปฏิบัติธรรม จนกว่าจะบรรลุผล เรียกว่าปฏิเวธธรรม
๔.๒.๔.แผนงานโครงการ
เมื่อจะเทียบเคียงกับโลกแล้วแผนงานโครงการของพระพุทธเจ้าก็คือ อริยสัจ ๔ ที่เป็นทฤษฎีที่สามารถทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระองค์ก็ได้อธิบายขยายความถึงทฤษฎีหรือแผนงานที่จะให้บรรลุถึงความดับทุกข์ และองค์กรต่าง ๆ มักจะนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาในองค์กรนั้น ๆ ดังนี้
ก.ทุกข์ ปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าคืออะไร ทำไม อย่างไร
ข.สมุทัย สาเหตุแห่งความทุกข์ หรือสมุฏฐานแห่งปัญหานั้น ๆ
ค.นิโรธ เป้าหมายคือความดับทุกข์ หรือเป้าหมายของการแก้ปัญหา
ง.มรรค หนทาง หรือมรรควิธีแห่งการแก้ปัญหา ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน ๘
ประการคือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา การเจรจาชอบ, สัมมากัมมันตะ การงานชอบ, สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ, สัมมาวายามะ เพียรชอบ, สัมมาสติ ระลึกชอบ และสัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นเหมือนเข็มทิศที่ให้คณะสงฆ์ได้ก้าวเดินสู่จุดหมายอย่างดี
๔.๒.๕.มาตรการ
หากดูตามอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้วภาพที่ได้อาจจะไม่ชัดเจน โบราณาจารย์ได้พยายามจัดหมวดหมู่เพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในนามไตรสิกขาไตรสิกขา ๓ ประการนี้เป็นมาตรการที่สามารถวัดคนที่จะเข้ามาสู่ระบอบสังฆาธิปไตยได้อย่างดีเยี่ยม คือ ศีล ผู้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ทุกคนจะต้องมีศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ หรือศีล ๓๑๑ ก็ตาม สมาธิ สมาชิกที่ที่เข้ามาแล้วต้องฝึกตนเองให้เกิดสมาธิให้ได้ ปัญญา จะเกิดจากผลของการกระทำของทั้งศีลและสมาธินั้นเอง และถ้าหากสมาชิกไม่สามารถอยู่ร่วมในองค์กรได้ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม เช่นไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีเป้าหมาย ไม่ทำธุระในพระศาสนา ไม่ปฏิบัติตามนโยบาย หรือแม้แต่ไม่ดำเนินการตามมาตรการที่ทรงวางไว้ได้ สงฆ์จะเรียกภิกษุรูปนั้นมาตักเตือน, ทำทัณฑบน และให้ภิกษุรูปนั้นสึกหรือสละเพศเสีย เพราะถือว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดในพระพุทธศาสนา [2]
ในเรื่องดังกล่าวนี้พระธรรมปิฎกได้ให้ข้อเสนอแนะว่า
“ การให้สึก หรือสละเพศนี้ไม่ใช่เรื่องเป็นการลงโทษด้วยซ้ำ แต่เป็นปฏิบัติการที่ตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง หมายความว่า เมื่อบุคคลนั้นไม่ยอมรับหลักการของพระพุทธศาสนา หรือไม่ยอมรับสังฆะ แล้ว หรือละเมิดกติกาที่ทำให้หมดสิทธิที่จะอยู่ร่วมสังฆะนั้นแล้ว เขาย่อมจะต้องสละออกนอกสังฆะนั้นไปเป็นธรรมดา [3]
๔.๓.หลักการ
ระบอบการปกครองทุกระบอบย่อมมีหลักการเพื่อที่จะให้เห็นว่านี้คือรูปแบบที่ได้ตั้งเอาไว้ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าหลักการของสังฆาธิปไตยกับหลัการของประชาธิปไตยนั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก ไม่ว่าจะหลักการใดใดจะหยิบเอาของอีกระบอบหนึ่งมาให้ก็ตาม ซึ่งมีลักษณะของหลักการที่มีอยู่ ดังต่อไปนี้
ก.หลักความเสมอภาค (Equality)
ในการรับสมาชิกใหม่ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นวรรณะกษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์ และศูทร์ หรือวรรณะไหน ๆ ก็ตาม เมื่อเข้ามาในพระพุทธศาสนาโดยผ่านการอุปสมบทแล้ว บุคคลนั้นก็จะถูกเรียกรวม ๆ กันว่า ศากยบุตร เหมือนกันทุกคน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงว่าพระพุทธศาสนามีหลักแห่งความเสมอภาค โดยไม่ได้ยอมรับนับถือคนที่ชาติตระกูล ดังคนอินเดียยุคนั้นที่ถือวรรณะเป็นยิ่งกว่าชีวิต แต่ทุกคนมีความเท่าเทียมกันกันหมด แต่มีการยอมรับนับถือกันตามหลักอาวุโส-ภันเต (บวชก่อน-หลัง) คือใครบวชเข้ามาก่อนย่อมถือว่าเป็นพี่ ศัพท์ภาษาบาลีว่า ภันเต แปลว่าท่านผู้เจริญ ส่วนผู้ที่บวชเข้ามาทีหลังย่อมเป็นน้อง ศัพท์ภาษาบาลีว่า อาวุโส แปลว่าท่านผู้มีอายุ ไม่ว่าจะอายุมากน้อยเท่าไหร่ไม่สำคัญ ให้นับพรรษา หรือจำนวนปีที่เข้ามาบวชเป็นหลักเป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่าอาวุโส ในภาษาไทยให้ความหมายว่าเป็นผู้ที่มีอายุกาลมากกว่า ซึ่งตรงข้ามกับภาษาบาลีคำว่าอาวุโส หมายถึงภิกษุผู้อ่อนกว่า ซึ่งคนไทยหยิบยืมมาใช้แล้วก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางด้านภาษาอยู่มิใช่น้อย
ข.หลักสิทธเสรีภาพ (Rights and Liberty)
เมื่อบุคคลเข้ามาบวชแล้วการทำกิจภาระเพื่อให้ตนได้บรรลุธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของภิกษุรูปนั้น ๆ พระพุทธเจ้า หรือพระอุปัชฌาย์เป็นแต่เพียงชี้แนวทางให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์เท่านั้น จึงจำเป็นที่ภิกษุรูปนั้นจะต้องพัฒนาตนเองให้ได้มาตรฐานแห่งความเป็นพระหรือสมณภาวะ และสิ่งเหล่านี้เองที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของภิกษุรูปนั้น ๆ ว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน ได้มรรคผลระดับใด เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือกลุ่มหรือไม่ อยู่ที่การฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีใครบังคับขู่เข็ญภิกษุรูปดังกล่าวอาจจะยกตนเองจากคนที่เป็นสามัญสัตว์ที่ไม่มีความแตกต่างจากสัตว์ทั่วๆ ไป สู่การเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจที่สูงขึ้น และพัฒนาการจากการเป็นมนุษย์จนได้เป็นพระอริยบุคคลโดยมีลำดับอยู่ ๔ คู่ ๘ ลำดับชั้นดังนี้
คู่ที่หนึ่ง พระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล
คู่ที่สอง พระสกิทาคามิมรรค พระสกิทาคามิผล
คู่ที่สาม พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล
คู่ที่สี่ พระอรหันตมรรค พระอรหันตผล
ค.หลักภรดรภาพ (Fraternity)
หลักภรดรภาพที่ทุกอย่างย่อมมีความเกี่ยวดองและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หลักการมองแบบนี้เรียกว่า หลักปฏิจจสมุปบาท อันบ่งชี้ให้เห็นว่าเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงเกิด เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนั้นจึงไม่เกิด หรือถ้าจะสรุปให้เห็นง่าย ๆ ก็คือทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนให้ไม่ทำบาปทั้งปวง ไม่ให้เบียดเบียนทำร้ายสัตว์ ก็เพราะว่ามนุษย์เวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ ๆ เช่นในชาตินี้เราอาจเป็นเพื่อนกัน เป็นคู่แค้นกัน แต่ในชาติที่แล้วเราอาจจะเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นภรรยา สามี เป็นลูก เป็นหลาน แล้วชาติต่อ ๆ อาจจะเป็นเพียงคนรู้จักกัน หรือสนิทกัน ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรมาทำร้าย เบียดเบียนเข่นฆ่ากันเพราะการที่คนเรามาคลุกคลีเกี่ยวข้องกันในชาติปัจจุบันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เคยผูกพันเป็นญาติกันมาก่อน [4] ทั้งนี้พระพุทธศาสนาเองได้แสดงหลักการใหญ่แห่งภราดรภาพหรือเอกภาพไว้โดยที่หลักการใหญ่นี้ครอบคลุมความเป็นอยู่และการปฏิบัติที่เป็นเรื่องของเสรีภาพและสมภาพเอาไว้ในตัว ให้มีความหลากหลายที่โยงกันได้ในระบบที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว หลักการหรือหลักธรรมนี้เรียกว่า สาราณียธรรม ที่แปลว่าธรรมเป็นเครื่องระลึกถึงกัน เป็นหลักการที่ทำให้เกิดความประสานพร้อมเพรียงสามัคคีและผนึกรวมกันเป็นเอกีภาพ [5]
หลักการดังที่กล่าวมานี้เราจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แม้โลกทั้งโลกในที่สุดก็มาจากสายตระกูลเดียวกัน นั้นก็หมายความว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน มีศีลเสมอกัน มีวัตรปฏิบัติเหมือน ๆ กัน เป็นต้น
ง.หลักเสียงส่วนมาก
หลักการนี้ใช้ในสังฆกรรมต่าง ๆ เมื่อขอญัตติกล่าวคือภิกษุทุกรูปมีสิทธิในการออกเสียงได้ ๑ เสียงเท่ากัน ไม่เลือกระดับชั้น ไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นนวกะ, มัชฌิมะ, เถระ หรือแม้กระทั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ก็ตาม ทุกรูปมีสิทธิเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็นทั้งยอมรับโดยการเปล่งเสียงว่า “สาธุ” หรือว่าใช้วิธีดุษฎียภาพ คือนิ่งเสียถ้าไม่เห็นด้วยก็ทักท้วงคัดค้านในการลงมตินั้น ๆ ได้ เรียกว่าได้รับเสียงข้างมาก หรือหลายกรณีได้รับเสียงเป็นเอกฉันท์ ซึ่งในกรณีนี้เป็นเรื่องปกติในสังคมสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมในการอุปสมบทก็ดี ในเรื่องของกฐินก็ดี ในเรื่องของสีมาก็ดี ฯลฯ
ถึงอย่างไรก็ตามการใช้มติเอกฉันท์ไม่ได้เป็นไปในทุกกรณีกล่าวคือเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นสองฝ่ายก็ต้องหาทางระงับโดยวิธีการจับฉลาก หรือที่ตรงกับการลงคะแนนเพื่อดูว่าเสียงข้างมากไปทางไหนก็จะตัดสินให้เป็นไปตามเสียงข้างมากนั้น วิธีการนี้เรียกว่า เยภุยยสิกา คือการถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ [6]
๔.๔.อำนาจอธิปไตย
เมื่อจะศึกษาให้ลึกแล้วอำนาจอธิปไตยของสงฆ์นั้น เป็นอำนาจที่ชอบธรรมและเป็นอำนาจที่บริสุทธิ์ แต่หากเปรียบเทียบกับศัพท์ทางรัฐศาสตร์แล้วเรียกว่าเป็นสิทธิอำนาจ (Authority) หรืออำนาจหน้าที่ เมื่ออยู่ในสังฆะแล้วต้องทำให้หมู่เหล่ายอมรับในอำนาจที่เข้ามาเป็น ในองค์กรสงฆ์เองมักจะมีความเคารพในพระเถระ และยอมมอบให้เป็นอธิบดีสงฆ์หรือประธานสงฆ์ในการทำกิจการนั้น ๆ หากแยกตามแนวความคิดของ Max Weber จะได้ดังนี้ [7]
ก.อำนาจบารมี (Charismatic authority) เป็นที่ยอมรับกันอันเนื่องมาจากคุณลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลนั้น ๆ เช่น พระสิวลี ผู้เป็นเลิศทางด้านลาภสักการะ, พระมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์, พระอานนท์ ผู้เป็นเลิศทางด้านพหูสูต, .พระมหากัสสปเถระ ได้รับการยอมรับสูงมากจากคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ ภายหลังจากพุทธปรินิพพานที่คอยว่ากล่าวตักเตือนภิกษุสงฆ์ ให้เกิดความสำนึกในพระธรรมวินัย เหมือนครั้งพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุอยู่ ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการทำสังคายนา ครั้งที่ ๑ [8]
ข.อำนาจทางประเพณีนิยม (Thaditional authority) เช่น การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก, ภัตตุเทศก์ แม้จะไม่ได้มีการสืบทอดจากตระกูลสู่ตระกูล หรือพ่อสู่ลูก, บุคคลสู่บุคคลก็ตาม แต่เมื่อดูจากบริบทของการสนับสนุนแล้วก็พอที่จะอนุโลมได้
ค.อำนาจโดยกฏหมาย หรือตามพระวินัย (Rational-legal authority) เช่น พระอุปัชฌาย์, ผู้อาวุโสสูงสุด, สังฆกรรม เป็นต้น
๔.๕.พระราชอำนาจ
อำนาจอีกประการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เป็นหลักการคล้ายกับรัฐธรรมนูญที่ใคร ๆ จะละเมิดมิได้ คือพระองค์ทรงบัญญัติพระวินัยเอาไว้เพื่อให้เป็นกรอบการประพฤติสำหรับพระภิกษุ และพระวินัยนี้ก็คือกฎหมายสำหรับสงฆ์นั้นเอง ซึ่งสาเหตุที่พระองค์ทรงบัญญัติมีถึง ๑๐ ประการ คือ [9]
๑.เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
๒.เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์
๓.เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก
๔.เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลอันดีงาม
๕.เพื่อปิดกั้นอาสวะอันจะบังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
๖.เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต
๗.เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส
๘.เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว
๙.เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑๐.เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย
ดังนั้นเราจะเห็นว่า..
การบัญญัติพระวินัยเป็นเครื่องช่วยให้พระสงฆ์มีวินัยในตนเองและมีเกณฑ์
ในการประเมินตนเอง เมื่อเห็นว่าตนทำผิดพลาดไปจากมาตรฐาน
ความประพฤติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้และความผิดพลาดนั้นไม่ร้ายแรง
ถึงขนาดต้องถูกขับออกจากหมู่คณะหรือขาดจากความเป็นพระภิกษุ
พระสงฆ์แต่ละรูปจะสารภาพความผิดพลาดต่อเพื่อนพระสงฆ์ด้วยกัน
พิธีสารภาพเรียกว่าการแสดงอาบัติ ซึ่งลงท้ายด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำผิด
อย่างนั้นอีกต่อไป (น ปุเนวํ กริสฺสามิ) [10] และเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้
พระสงฆ์ปฏิบัติตนตามพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงกำหนด
ให้พระภิกษุนำศีลสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้เหล่านั้นมาสวดให้กันและกันฟังทุก
กึ่งเดือนในวันพระ ๑๕ ค่ำ ประเพณีปฏิบัตินี้เรียกว่าการสวดปาฏิโมกข์
ในตอนจบของศีลสิกขาบทแต่ละข้อ ผู้สวดก็จะถามที่ประชุมสงฆ์ว่า
“กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์ในศีลสิกขาบทนี้แล้วหรือ” [11]
ดังนั้นภารกิจที่พระภิกษุจะต้องกระทำเป็นประจำคือการปลงอาบัติ เพื่อตรวจสอบตัวเองแล้วทำการสารภาพผิด และมุ่งปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อการสำรวมระวังในการประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อ ๆ ไป
เมื่อดูการบัญญัติพระธรรมวินัยตั้งแต่ต้นแล้ว จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยอย่างระมัดระวัง ไม่ได้พลีพลาม หรือตั้งกฎเหล็กขึ้นมา พระองค์กลับกระทำการแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นขั้นเป็นตอน ไม่บัญญัติวินัยล่วงหน้า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นจึงทรงบัญญัติซึ่งเรียกว่านิทานบ้าง ปกรณ์บ้าง ทั้งนิทานและปกรณ์นี้เรียกว่า มูลแห่งพระบัญญัติ และพระบัญญัติที่ทรงตั้งไว้แล้วหากไม่มีความสะดวกก็จะทรงดัดแปลงตั้งเพิ่มเติมทีหลัง ไม่ได้เพิกถอนเสียทั้งหมด เรียกว่า อนุบัญญัติ [12] ในเรื่องดังกล่าวนี้ พระมหาอุทัย ญาณธโร ได้วิเคราะห์ในเรื่องดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า
“พระพุทธองค์ในฐานะพระศาสนดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีความเที่ยงธรรมในการบัญญัติกฎวินัยแก่พระสงฆ์ ไม่ทรงทำตามพละการ แต่ตามเหตุผลความถูกต้องและความเห็นร่วมกันของสงฆ์ เราจึงสามารถพบวิธีการบัญญัติกฎที่เป็นแบบอย่างได้
วิธีการดังกล่าวนี้จำแนกได้เป็น ๔ ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เมื่อมีเหตุให้ต้องบัญญัติวินัยทรงเรียกประชุมคณะสงฆ์เพื่อชี้แจงให้ทราบ พระองค์ไม่เคยทรงบัญญัติวินัยมากดขี่สงฆ์ก่อน แต่จะใช้วิธีชี้แนะ สั่งสอน เมื่อยังไม่ได้ผลจึงบัญญัติพระวินัย วิธีการทางพุทธศาสนา จึงเป็นธรรมนำวินัย หรือแนะนำก่อนออกกฎหมาย
ขั้นตอนที่สอง ตรัสถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยกมูลเหตุนั้นมาสอบสวนจนเป็นที่แน่ชัดเพื่อที่จะได้บัญญัติวินัยที่เหมาะสม พระองค์ไม่เคยทรงปล่อยให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทรงใช้โอกาสจากเหตุการณ์ที่ประจักษ์จริงสร้างกฏเพื่อไม่ให้เกิดความเลวร้ายขึ้นอีกต่อไป
ขั้นตอนที่สาม ชี้แจงโทษของการกระทำอย่างนั้น และผลดีในการละเว้นก่อนจะมีการบัญญัติวินัย พระองค์จะจำแนกเหตุผลให้เห็นอย่างชัดเจน ทรงชี้แจงให้สงฆ์เข้าใจเหตุผลและยอมรับก่อน
ขั้นตอนที่สี่ ทรงบัญญัติวินัยที่จะเป็นหลักควบคุมความประพฤติของสงฆ์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ให้แข็งขึ้น หรืออ่อนลง เป็นต้น ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์
วิ ธีการของพุทธศาสนา อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการแสวงหาสมมติภาพของกฎหมายแห่งรัฐ สรุปความได้ดังนี้
ประการแรก กฎหมายต้องไม่ใช่ถูกบัญญัติมาเพื่อกดขี่ประชาชน ประการที่สอง กฎหมายต้องมีการปรับปรุงให้ทันเหตุการณ์และสถานการณ์อยู่เสมอ ประการที่สาม กฎหมายต้องได้รับการเห็นร่วมจากมหาชนในสังคมประชาชนต้องเข้าใจถึงผลดีของการมีกฎหมายนั้นและทราบถึงผลเสียงของการไม่มีกฎหมายอย่างชัดเจน ประการที่สี่ มีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ [13]
๔.๖. บทลงโทษ
ในองค์กรสงฆ์มีบทลงโทษตามพระวินัย โดยเรียกชื่อเฉพาะศัพท์ทางพระว่า อาบัติ คำว่าอาบัตินี้แปลว่า ความต้อง โดยมีความหมายถึง กิริยาที่ล่วงละเมิดพระบัญญัติและมีโทษเหนือตนอยู่ ซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๗ ชนิด เรียงลำดับความหนักเบาได้ดังนี้ [14]
โทษอย่างหนัก เรียกว่า ปาราชิก เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องเข้าแล้วหรือกระทำลงไปแล้วต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที่ มีทั้งหมดอยู่ ๔ ประการ คือ การเสพเมถุน, การลักทรัพย์ที่มีราคาเกิน ๕ มาสกขึ้นไป, การฆ่ามนุษย์ และการอวดอุตตริมนุสสธรรม หรือการโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีของตนเอง
โทษอย่างกลาง เรียกว่า สังฆาทิเสส เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องเข้าแล้วหรือได้กระทำลงไปแล้ว ต้องอยู่กรรมบำเพ็ญเพียร คือประพฤติวัตรเพื่อทรมานตนเอง หรือที่รู้กันในนาม เข้าปริวาสกรรม นั้นเอง มีทั้งหมดอยู่ ๑๓ ประการ
โทษอย่างเบา มีอยู่ ๕ ชนิด คือ ถุลลัจจัย, ปาจิตตีย์ มีอยู่ ๙๒ ประการ, ปาฏิเทสนียะ มีอยู่ ๔ ประการ, ทุกกฎ, ทุพภาสิต เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องเข้าแล้วหรือได้กระทำลงไปแล้วต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน กิริยาที่ว่านี้คือการปลงอาบัตินั้นเอง แต่ว่าโดยรวมแล้ว อยู่ ๒ หลักใหญ่ ๆ ดังนี้
ก.ลงโทษด้วยตัวเอง
คือการรับสารภาพ โดยการปลงอาบัติโดยมากจะเป็นอาบัติเล็ก ๆ น้อย แม้แต่การเปิดโอกาสให้ภิกษุรูปอื่น ๆ ตำหนิก็มี เช่น ในวันมหาปวารณาออกพรรษา ภิกษุทุกรูปจะปวารณาให้ภิกษุรูปอื่น ๆ ได้ตักเตือน ได้
ข.ลงโทษด้วยอาศัยสงฆ์
คือเมื่อภิกษุต้องอาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสส ขึ้นไป ภิกษุนั้นจะต้องแสดงตนรับผิดต่อหน้ากลุ่ม และรับโทษตามขนาดของอาบัติหนังเบาแตกต่างกัน ถ้าสังฆาทิเสส ต้องเข้าปาริวาสกรรม จึงจะพ้น ถ้าปรารชิก จะต้องพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เป็นต้น
เราจะเห็นว่าความละเอียดอ่อนลึกซึ้งของระบอบการปกครองทั่ว ๆ ไปกับระบอบสังฆาธิปไตยนั้นแตกต่างกันในหลาย ๆ มิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสามัญสำนึก หรือทางสฆ์จะใช้คำว่า “สมณสัญญา” กล่าวคือ การสำนึกผิดแม้ใครไม่รู้ไม่ทราบ ไม่เห็น หรือแม้แต่สงสัย ภิกษุรูปนั้น ๆ ก็จะยอมรับโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขตนเอง ซึ่งต่างจากระบอบการปกครองทั่วๆ ไปที่ไม่มีในลักษณะเช่นนี้
[1] สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. วันสำคัญ โครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยและแนวทางในการจัดกิจกรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๗), หน้า ๓๖.
[2] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). มองสันติภาพโลกผ่านภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์. ครั้งที่ ๒. (กรุงเทพฯ : บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๒). หน้า ๑๗๕.
[3] เรื่องเดียวกัน หน้า ๑๗๕-๑๗๖.
[4] พระมหาศรีบรรดร ถิรธมฺโม. มรรคาแห่งชีวิต. (พะเยา : กอบคำการพิมพ์, ๒๕๔๗), หน้า ๑๒๘.
[5] พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย. พิมพ์ครั้งที่ ๘. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖), หน้า ๙๕-๙๖.
[6] สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กราฟิคอาร์ต, ๒๕๒๖), หน้า ๑๕.
[7] จำนง อดิวัฒนสิทธิ์ และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๖. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๑๐๒.
[8] เฉลิมพล โสมอินทร์. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ไทย. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สูตรไพศาล, ๒๕๔๖). หน้า ๘๕.
[9] วิ.ป. (ไทย) ๘ / ๓๓๔ / ๕๐๒.
[10] เทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พระ. พุทธวิธีบริหาร. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วินดาต้าโปรดักส์, ๒๕๔๘). หน้า ๒๘.
[11] เรื่องเดียวกัน หน้า ๒๘.
[12] คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์. วินัยมุข เล่ม ๑ ฉบับมาตรฐาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๓๕), หน้า ๑๓.
[13] พระมหาอุทัย ญาณธโร. พุทธวิถีแห่งสังคม ปรัชญาสังคมและการเมืองของพุทธศาสนา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ธรรมสาร, ๒๕๓๘), หน้า ๑๒๐-๑๒๑.
[14] คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์. นวโกวาท ฉบับมาตรฐาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๓๕), หน้า ๔.