แม้ระบอบการปกครองนี้จะมีในเฉพาะหมู่สงฆ์เท่านั้น แต่ก็เป็นสงฆ์ในสมัยพุทธกาลที่ยังมีรูปแบบและอุดมการณ์อยู่ แม้ในปัจจุบันพระพุทธศาสนาจะได้แผ่ขยายพุทธาณาจักรไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้ระบอบการปกครองสงฆ์ที่มีอยู่ดั่งเดิมแปรเปลี่ยนไปบ้างขึ้นอยู่กับนิกายนั้น ๆ หรือวัฒนธรรมการเมืองการปกครองของประเทศนั้น ๆ เช่น ประเทศไทย ก็มีพัฒนาการทางการปกครองของคณะสงฆ์ที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เป็นประมุข

 

 

๔.๑.คำนิยาม 

                คำว่า “สังฆาธิปไตย”  (สังฆ+อธิปไตย)  เมื่อรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันแล้วได้ความหมายว่าสงฆ์เป็นใหญ่ หรือสงฆ์มีอำนาจเป็นใหญ่ในองค์กร  ถ้ายอมรับว่าระบอบการปกครองที่เรียกว่าสังฆาธิปไตยนี้เป็นทฤษฎีหนึ่ง นั่นก็หมายความว่าสังฆะ  หรือกลุ่มชนที่เป็นพระภิกษุและพระภิกษุณี ย่อมอยู่ภายใต้อำนาจของสงฆ์หรือ.ถ้าจะให้ชัดก็ต้องระบุว่า สงฆ์มีอำนาจ  สงฆ์เป็นใหญ่  หรืออำนาจเป็นของสงฆ์ ไม่ใช่ของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  คณะใดคณะหนึ่ง

                แม้ระบอบการปกครองนี้จะมีในเฉพาะหมู่สงฆ์เท่านั้น  แต่ก็เป็นสงฆ์ในสมัยพุทธกาลที่ยังมีรูปแบบและอุดมการณ์อยู่  แม้ในปัจจุบันพระพุทธศาสนาจะได้แผ่ขยายพุทธาณาจักรไปสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  ทำให้ระบอบการปกครองสงฆ์ที่มีอยู่ดั่งเดิมแปรเปลี่ยนไปบ้างขึ้นอยู่กับนิกายนั้น ๆ หรือวัฒนธรรมการเมืองการปกครองของประเทศนั้น ๆ  เช่น ประเทศไทย ก็มีพัฒนาการทางการปกครองของคณะสงฆ์ที่มีมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรสูงสุด  โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก  เป็นประมุข และมีผู้บริหารระดับหนอีก  ๔  ตำแหน่ง  มีผู้บริหารระดับภาคอีก  ๑๘  ตำแหน่ง มีผู้บริหารระดับจังหวัด, อำเภอ, ตำบล  และสุดท้ายคือเจ้าอาวาส  ซึ่งพระภิกษุผู้บริหารจะมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในเขตของตัวเอง  ทั้งนี้เขตอำนาจหน้าที่ดังกล่าวนั้นมักจะขึ้นอยู่กับการแบ่งเขตการปกครองบ้านเมืองเป็นหลัก  ถึงอย่างไรก็ตามผู้บริหารทุกระดับย่อมใช้คำว่า  สงฆ์  หรือทำการในนามคณะสงฆ์  ในท้องถิ่นนั้น ๆ

     ส่วนที่มาของสงฆ์นั้นได้กล่าวไว้แล้วในบทที่  ๒  ในบทนี้จะได้พูดถึงภาพรวมของคำว่าสังฆาธิปไตยและอำนาจที่มา  ตลอดจนถึงอุดมการณ์ของระบอบการปกครองชนิดนี้ ต่อไป

 

๔.๒.อุดมการณ์ 

                ความหลุดพ้น  หรือการบรรลุธรรม  เป็นอุดมการณ์ของผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา แต่เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  อุดมการณ์ของสงฆ์คือความอดทน, พระนิพพาน, ไม่ทำร้ายผู้อื่น และเน้นความเป็นสมณะ ดังพระโอวาทปาติโมกข์  ที่ทรงตรัสในวันมาฆบูชาว่า

                                ขนฺตี   ปรมํ   ตโป   ตีติกฺขา

                                นิพฺพานํ   ปรมํ   วทนฺติ   พุทฺธา

                                น   หิ   ปพฺพชิโต   ปรูปฆาตี

                                สมโณ   โหติ   ปรํ   วิเหฐยนฺโต

มีเนื้อหาว่า            ขันติ คือความอดทนเป็นเครื่องเผาผลาญบาปอย่างยอดยิ่ง

                                นิพพาน  ท่านผู้รู้กล่าวว่าเป็นยอด

                                ผู้ที่ยังทำร้ายผู้อื่นอยู่ไม่จัดว่าเป็นบรรพชิต

                                ผู้ที่ยังเบียดเบียนคนอื่นอยู่  ไม่จัดว่าเป็นสมณะ [1]

      พระพุทธเจ้าจะทรงใช้อุดมการณ์ในระบบการปกครองสงฆ์  ก็เพื่อบรรลุเป้าหมายของการบรรลุธรรมนั้นเอง  โดยมีความพร้อมเพียง  ความผาสุก  ความมักน้อยสันโดษ  เป็นที่ตั้ง  ทั้งนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดทิศทางแห่งอุดมการณ์ เอาไว้เพื่อเป็นแนวทางนำไปสู่อุดมการณ์ที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ และได้ทรงกำหนดทั้งยุทธศาสตร์, นโยบาย, พันธกิจ, แผนงาน และมาตรการ  ดังจะอธิบายต่อไปนี้

 

            ๔.๒.๑.ยุทธศาสตร์

     ยุทธศาสตร์ของสงฆ์ คือ พระนิพพาน หรือการหลุดพ้น เป็นหลัก  ส่วนความคลายกำหนัด, การดำริออกจากกาม, ความสันโดษ หรือหมวดธรรมอื่น ๆ  ที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ตลอด  ๔๕  พรรษา  ก็เป็นเพียงบริบทแห่งการเข้าถึงพระนิพพานทั้งนั้น  แม้พระสาวกไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์หรือยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้  แต่อย่างน้อยที่สุดพระภิกษุที่เข้ามาบวชย่อมจะมีอุดมการณ์ดังกล่าวนี้เป็นเบื้องต้น

 

            ๔.๒.๒.นโยบาย         

      เมื่อมองดูนโยบายของพระพุทธเจ้าที่ทรงประทานให้กับสงฆ์ในวันมาฆบูชาขึ้น ๑๕  ค่ำเดือน  ๓  แล้วทรงมุ่งไปที่โอวาทปาติโมกข์ ว่า

สพฺพปาปสฺส   อกรณํ                       กุสลสฺสูปสมฺปทา     

สจิตฺตปริโยทปนํ                                เอตํ   พุทฺธาน  สาสนํ

โดยมีใจความว่า                 

     ๑. ไม่ทำบาปทั้งปวง  หมายรวมไปถึงทั้งขนาดเล็กน้อยก็ไม่ทำ  สรุปคือเว้นชั่ว

     ๒.ทำกุศลให้ถึงพร้อม นั้นก็คือทำความดีทุกชนิด  สรุปคือทำดี

     ๓.การชำระล้างจิตใจ  สรุปคือการทำจิตบริสุทธิ์

     ประเด็นทั้ง ๓ นี้ ถือว่าเป็นการปฏิวัติแนวคิดของคนในยุคนั้นและถือเป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนาทีเดียว (เอตํ  พุทฺธาน  สาสนํ)

            ๔.๒.๓.พันธกิจ                      

     เมื่อมองดูพันธกิจที่คณะสงฆ์จะต้องทำในขณะที่บวชเข้ามาก็คือการทำธุระให้สำเร็จเสร็จสิ้น หากไม่แล้วก็ถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายมีอยู่  ๒  ประการคือ

     ก.คันถธุระ  คือการศึกษาเล่าเรียน, เทคนิค, ทักษะ เพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า  ถูกต้อง  ไม่บกพร่อง  ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือบิดเพี้ยนไป

     ข.วิปัสสนาธุระ  คือการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามหลักคำสั่งสอน 

     ธุระทั้ง  ๒  นี้เองเมื่อจะให้ชัดเจนสามารถแบ่งเป็น  ๓  ระดับ  คือ  ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ  คือ มีการศึกษาเล่าเรียนในทางทฤษฎี เรียกว่าปริยัติธรรม แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ เรียกว่าปฏิบัติธรรม จนกว่าจะบรรลุผล เรียกว่าปฏิเวธธรรม

            ๔.๒.๔.แผนงานโครงการ                   

      เมื่อจะเทียบเคียงกับโลกแล้วแผนงานโครงการของพระพุทธเจ้าก็คือ  อริยสัจ  ๔  ที่เป็นทฤษฎีที่สามารถทำให้เจ้าชายสิทธัตถะ  ได้ทรงบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แล้วพระองค์ก็ได้อธิบายขยายความถึงทฤษฎีหรือแผนงานที่จะให้บรรลุถึงความดับทุกข์  และองค์กรต่าง ๆ มักจะนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาในองค์กรนั้น ๆ   ดังนี้ 

     ก.ทุกข์                   ปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าคืออะไร  ทำไม  อย่างไร

     ข.สมุทัย                 สาเหตุแห่งความทุกข์  หรือสมุฏฐานแห่งปัญหานั้น ๆ

     ค.นิโรธ                 เป้าหมายคือความดับทุกข์  หรือเป้าหมายของการแก้ปัญหา

     ง.มรรค                  หนทาง หรือมรรควิธีแห่งการแก้ปัญหา  ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน  ๘ 

     ประการคือ  สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบ,  สัมมาวาจา  การเจรจาชอบ,  สัมมากัมมันตะ  การงานชอบ,  สัมมาอาชีวะ  เลี้ยงชีพชอบ,  สัมมาวายามะ  เพียรชอบ,  สัมมาสติ  ระลึกชอบ  และสัมมาสมาธิ  ตั้งใจมั่นชอบ  ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นเหมือนเข็มทิศที่ให้คณะสงฆ์ได้ก้าวเดินสู่จุดหมายอย่างดี

 

            ๔.๒.๕.มาตรการ                                

     หากดูตามอริยมรรคมีองค์  ๘  แล้วภาพที่ได้อาจจะไม่ชัดเจน  โบราณาจารย์ได้พยายามจัดหมวดหมู่เพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในนามไตรสิกขาไตรสิกขา  ๓  ประการนี้เป็นมาตรการที่สามารถวัดคนที่จะเข้ามาสู่ระบอบสังฆาธิปไตยได้อย่างดีเยี่ยม  คือ  ศีล  ผู้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ทุกคนจะต้องมีศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล  ๑๐,  ศีล  ๒๒๗  หรือศีล  ๓๑๑  ก็ตาม  สมาธิ สมาชิกที่ที่เข้ามาแล้วต้องฝึกตนเองให้เกิดสมาธิให้ได้  ปัญญา  จะเกิดจากผลของการกระทำของทั้งศีลและสมาธินั้นเอง และถ้าหากสมาชิกไม่สามารถอยู่ร่วมในองค์กรได้ไม่ว่าจะกรณีไหนก็ตาม  เช่นไม่มีอุดมการณ์  ไม่มีเป้าหมาย  ไม่ทำธุระในพระศาสนา  ไม่ปฏิบัติตามนโยบาย  หรือแม้แต่ไม่ดำเนินการตามมาตรการที่ทรงวางไว้ได้  สงฆ์จะเรียกภิกษุรูปนั้นมาตักเตือน, ทำทัณฑบน และให้ภิกษุรูปนั้นสึกหรือสละเพศเสีย  เพราะถือว่าเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดในพระพุทธศาสนา [2]

                ในเรื่องดังกล่าวนี้พระธรรมปิฎกได้ให้ข้อเสนอแนะว่า 

“ การให้สึก หรือสละเพศนี้ไม่ใช่เรื่องเป็นการลงโทษด้วยซ้ำ  แต่เป็นปฏิบัติการที่ตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง  หมายความว่า เมื่อบุคคลนั้นไม่ยอมรับหลักการของพระพุทธศาสนา หรือไม่ยอมรับสังฆะ แล้ว หรือละเมิดกติกาที่ทำให้หมดสิทธิที่จะอยู่ร่วมสังฆะนั้นแล้ว  เขาย่อมจะต้องสละออกนอกสังฆะนั้นไปเป็นธรรมดา [3]

 

๔.๓.หลักการ

                ระบอบการปกครองทุกระบอบย่อมมีหลักการเพื่อที่จะให้เห็นว่านี้คือรูปแบบที่ได้ตั้งเอาไว้ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าหลักการของสังฆาธิปไตยกับหลัการของประชาธิปไตยนั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก  ไม่ว่าจะหลักการใดใดจะหยิบเอาของอีกระบอบหนึ่งมาให้ก็ตาม   ซึ่งมีลักษณะของหลักการที่มีอยู่  ดังต่อไปนี้

 

     ก.หลักความเสมอภาค  (Equality)

     ในการรับสมาชิกใหม่        ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นวรรณะกษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์ และศูทร์ หรือวรรณะไหน ๆ ก็ตาม เมื่อเข้ามาในพระพุทธศาสนาโดยผ่านการอุปสมบทแล้ว บุคคลนั้นก็จะถูกเรียกรวม ๆ กันว่า ศากยบุตร เหมือนกันทุกคน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงว่าพระพุทธศาสนามีหลักแห่งความเสมอภาค โดยไม่ได้ยอมรับนับถือคนที่ชาติตระกูล  ดังคนอินเดียยุคนั้นที่ถือวรรณะเป็นยิ่งกว่าชีวิต  แต่ทุกคนมีความเท่าเทียมกันกันหมด  แต่มีการยอมรับนับถือกันตามหลักอาวุโส-ภันเต  (บวชก่อน-หลัง)  คือใครบวชเข้ามาก่อนย่อมถือว่าเป็นพี่ ศัพท์ภาษาบาลีว่า  ภันเต แปลว่าท่านผู้เจริญ  ส่วนผู้ที่บวชเข้ามาทีหลังย่อมเป็นน้อง ศัพท์ภาษาบาลีว่า อาวุโส แปลว่าท่านผู้มีอายุ ไม่ว่าจะอายุมากน้อยเท่าไหร่ไม่สำคัญ  ให้นับพรรษา หรือจำนวนปีที่เข้ามาบวชเป็นหลักเป็นที่น่าสังเกตว่า  คำว่าอาวุโส  ในภาษาไทยให้ความหมายว่าเป็นผู้ที่มีอายุกาลมากกว่า  ซึ่งตรงข้ามกับภาษาบาลีคำว่าอาวุโส  หมายถึงภิกษุผู้อ่อนกว่า ซึ่งคนไทยหยิบยืมมาใช้แล้วก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางด้านภาษาอยู่มิใช่น้อย

 

     ข.หลักสิทธเสรีภาพ  (Rights  and  Liberty)

     เมื่อบุคคลเข้ามาบวชแล้วการทำกิจภาระเพื่อให้ตนได้บรรลุธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของภิกษุรูปนั้น ๆ พระพุทธเจ้า หรือพระอุปัชฌาย์เป็นแต่เพียงชี้แนวทางให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์เท่านั้น  จึงจำเป็นที่ภิกษุรูปนั้นจะต้องพัฒนาตนเองให้ได้มาตรฐานแห่งความเป็นพระหรือสมณภาวะ  และสิ่งเหล่านี้เองที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของภิกษุรูปนั้น ๆ ว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน  ได้มรรคผลระดับใด  เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือกลุ่มหรือไม่  อยู่ที่การฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  โดยไม่มีใครบังคับขู่เข็ญภิกษุรูปดังกล่าวอาจจะยกตนเองจากคนที่เป็นสามัญสัตว์ที่ไม่มีความแตกต่างจากสัตว์ทั่วๆ ไป  สู่การเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจที่สูงขึ้น และพัฒนาการจากการเป็นมนุษย์จนได้เป็นพระอริยบุคคลโดยมีลำดับอยู่  ๔  คู่  ๘  ลำดับชั้นดังนี้

      คู่ที่หนึ่ง พระโสดาปัตติมรรค           พระโสดาปัตติผล

      คู่ที่สอง  พระสกิทาคามิมรรค           พระสกิทาคามิผล

      คู่ที่สาม  พระอนาคามิมรรค              พระอนาคามิผล

      คู่ที่สี่       พระอรหันตมรรค               พระอรหันตผล

 

 

ค.หลักภรดรภาพ  (Fraternity)

     หลักภรดรภาพที่ทุกอย่างย่อมมีความเกี่ยวดองและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  หลักการมองแบบนี้เรียกว่า หลักปฏิจจสมุปบาท  อันบ่งชี้ให้เห็นว่าเพราะสิ่งนี้มี  สิ่งนั้นจึงเกิด  เพราะสิ่งนี้ไม่มี  สิ่งนั้นจึงไม่เกิด  หรือถ้าจะสรุปให้เห็นง่าย ๆ ก็คือทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนให้ไม่ทำบาปทั้งปวง  ไม่ให้เบียดเบียนทำร้ายสัตว์  ก็เพราะว่ามนุษย์เวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติ ๆ เช่นในชาตินี้เราอาจเป็นเพื่อนกัน  เป็นคู่แค้นกัน  แต่ในชาติที่แล้วเราอาจจะเป็นพ่อเป็นแม่  เป็นภรรยา  สามี  เป็นลูก  เป็นหลาน แล้วชาติต่อ ๆ อาจจะเป็นเพียงคนรู้จักกัน หรือสนิทกัน ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรมาทำร้าย เบียดเบียนเข่นฆ่ากันเพราะการที่คนเรามาคลุกคลีเกี่ยวข้องกันในชาติปัจจุบันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เคยผูกพันเป็นญาติกันมาก่อน [4] ทั้งนี้พระพุทธศาสนาเองได้แสดงหลักการใหญ่แห่งภราดรภาพหรือเอกภาพไว้โดยที่หลักการใหญ่นี้ครอบคลุมความเป็นอยู่และการปฏิบัติที่เป็นเรื่องของเสรีภาพและสมภาพเอาไว้ในตัว  ให้มีความหลากหลายที่โยงกันได้ในระบบที่ประสานเป็นหนึ่งเดียว หลักการหรือหลักธรรมนี้เรียกว่า สาราณียธรรม ที่แปลว่าธรรมเป็นเครื่องระลึกถึงกัน  เป็นหลักการที่ทำให้เกิดความประสานพร้อมเพรียงสามัคคีและผนึกรวมกันเป็นเอกีภาพ [5]

     หลักการดังที่กล่าวมานี้เราจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  แม้โลกทั้งโลกในที่สุดก็มาจากสายตระกูลเดียวกัน  นั้นก็หมายความว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน  มีศีลเสมอกัน  มีวัตรปฏิบัติเหมือน ๆ กัน  เป็นต้น

ง.หลักเสียงส่วนมาก

                หลักการนี้ใช้ในสังฆกรรมต่าง ๆ เมื่อขอญัตติกล่าวคือภิกษุทุกรูปมีสิทธิในการออกเสียงได้  ๑  เสียงเท่ากัน  ไม่เลือกระดับชั้น  ไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นนวกะ, มัชฌิมะ, เถระ หรือแม้กระทั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ก็ตาม ทุกรูปมีสิทธิเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็นทั้งยอมรับโดยการเปล่งเสียงว่า “สาธุ”  หรือว่าใช้วิธีดุษฎียภาพ คือนิ่งเสียถ้าไม่เห็นด้วยก็ทักท้วงคัดค้านในการลงมตินั้น ๆ ได้  เรียกว่าได้รับเสียงข้างมาก  หรือหลายกรณีได้รับเสียงเป็นเอกฉันท์  ซึ่งในกรณีนี้เป็นเรื่องปกติในสังคมสงฆ์  ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมในการอุปสมบทก็ดี  ในเรื่องของกฐินก็ดี  ในเรื่องของสีมาก็ดี  ฯลฯ 

                ถึงอย่างไรก็ตามการใช้มติเอกฉันท์ไม่ได้เป็นไปในทุกกรณีกล่าวคือเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นสองฝ่ายก็ต้องหาทางระงับโดยวิธีการจับฉลาก  หรือที่ตรงกับการลงคะแนนเพื่อดูว่าเสียงข้างมากไปทางไหนก็จะตัดสินให้เป็นไปตามเสียงข้างมากนั้น  วิธีการนี้เรียกว่า  เยภุยยสิกา  คือการถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ [6] 

               

๔.๔.อำนาจอธิปไตย

                เมื่อจะศึกษาให้ลึกแล้วอำนาจอธิปไตยของสงฆ์นั้น  เป็นอำนาจที่ชอบธรรมและเป็นอำนาจที่บริสุทธิ์ แต่หากเปรียบเทียบกับศัพท์ทางรัฐศาสตร์แล้วเรียกว่าเป็นสิทธิอำนาจ (Authority) หรืออำนาจหน้าที่  เมื่ออยู่ในสังฆะแล้วต้องทำให้หมู่เหล่ายอมรับในอำนาจที่เข้ามาเป็น  ในองค์กรสงฆ์เองมักจะมีความเคารพในพระเถระ และยอมมอบให้เป็นอธิบดีสงฆ์หรือประธานสงฆ์ในการทำกิจการนั้น ๆ หากแยกตามแนวความคิดของ Max  Weber  จะได้ดังนี้ [7]

     ก.อำนาจบารมี  (Charismatic  authority) เป็นที่ยอมรับกันอันเนื่องมาจากคุณลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลนั้น ๆ เช่น  พระสิวลี ผู้เป็นเลิศทางด้านลาภสักการะ, พระมหาโมคคัลลานะ  ผู้เป็นเลิศทางด้านมีฤทธิ์, พระอานนท์  ผู้เป็นเลิศทางด้านพหูสูต, .พระมหากัสสปเถระ ได้รับการยอมรับสูงมากจากคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ ภายหลังจากพุทธปรินิพพานที่คอยว่ากล่าวตักเตือนภิกษุสงฆ์ ให้เกิดความสำนึกในพระธรรมวินัย เหมือนครั้งพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุอยู่  ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการทำสังคายนา ครั้งที่  ๑ [8]

     ข.อำนาจทางประเพณีนิยม (Thaditional  authority)  เช่น การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก, ภัตตุเทศก์  แม้จะไม่ได้มีการสืบทอดจากตระกูลสู่ตระกูล หรือพ่อสู่ลูก, บุคคลสู่บุคคลก็ตาม  แต่เมื่อดูจากบริบทของการสนับสนุนแล้วก็พอที่จะอนุโลมได้

     ค.อำนาจโดยกฏหมาย หรือตามพระวินัย (Rational-legal  authority) เช่น พระอุปัชฌาย์, ผู้อาวุโสสูงสุด, สังฆกรรม  เป็นต้น

 

๔.๕.พระราชอำนาจ

     อำนาจอีกประการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เป็นหลักการคล้ายกับรัฐธรรมนูญที่ใคร ๆ จะละเมิดมิได้  คือพระองค์ทรงบัญญัติพระวินัยเอาไว้เพื่อให้เป็นกรอบการประพฤติสำหรับพระภิกษุ  และพระวินัยนี้ก็คือกฎหมายสำหรับสงฆ์นั้นเอง  ซึ่งสาเหตุที่พระองค์ทรงบัญญัติมีถึง    ๑๐  ประการ  คือ [9]

     ๑.เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์

     ๒.เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์

     ๓.เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

     ๔.เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลอันดีงาม

     ๕.เพื่อปิดกั้นอาสวะอันจะบังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

     ๖.เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต

     ๗.เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

     ๘.เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

     ๙.เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม

     ๑๐.เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย

ดังนั้นเราจะเห็นว่า..

     การบัญญัติพระวินัยเป็นเครื่องช่วยให้พระสงฆ์มีวินัยในตนเองและมีเกณฑ์

ในการประเมินตนเอง  เมื่อเห็นว่าตนทำผิดพลาดไปจากมาตรฐาน

ความประพฤติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้และความผิดพลาดนั้นไม่ร้ายแรง

ถึงขนาดต้องถูกขับออกจากหมู่คณะหรือขาดจากความเป็นพระภิกษุ 

พระสงฆ์แต่ละรูปจะสารภาพความผิดพลาดต่อเพื่อนพระสงฆ์ด้วยกัน

พิธีสารภาพเรียกว่าการแสดงอาบัติ ซึ่งลงท้ายด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำผิด

อย่างนั้นอีกต่อไป (น  ปุเนวํ  กริสฺสามิ)  [10]  และเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้

พระสงฆ์ปฏิบัติตนตามพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว  พระพุทธเจ้าทรงกำหนด

ให้พระภิกษุนำศีลสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้เหล่านั้นมาสวดให้กันและกันฟังทุก

กึ่งเดือนในวันพระ  ๑๕  ค่ำ  ประเพณีปฏิบัตินี้เรียกว่าการสวดปาฏิโมกข์ 

ในตอนจบของศีลสิกขาบทแต่ละข้อ  ผู้สวดก็จะถามที่ประชุมสงฆ์ว่า 

“กจฺจิตฺถ  ปริสุทฺธา  ท่านทั้งหลายบริสุทธิ์ในศีลสิกขาบทนี้แล้วหรือ” [11]

 

     ดังนั้นภารกิจที่พระภิกษุจะต้องกระทำเป็นประจำคือการปลงอาบัติ  เพื่อตรวจสอบตัวเองแล้วทำการสารภาพผิด  และมุ่งปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อการสำรวมระวังในการประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อ ๆ  ไป  

     เมื่อดูการบัญญัติพระธรรมวินัยตั้งแต่ต้นแล้ว  จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยอย่างระมัดระวัง  ไม่ได้พลีพลาม  หรือตั้งกฎเหล็กขึ้นมา  พระองค์กลับกระทำการแบบค่อยเป็นค่อยไป  เป็นขั้นเป็นตอน  ไม่บัญญัติวินัยล่วงหน้า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นจึงทรงบัญญัติซึ่งเรียกว่านิทานบ้าง  ปกรณ์บ้าง ทั้งนิทานและปกรณ์นี้เรียกว่า มูลแห่งพระบัญญัติ และพระบัญญัติที่ทรงตั้งไว้แล้วหากไม่มีความสะดวกก็จะทรงดัดแปลงตั้งเพิ่มเติมทีหลัง ไม่ได้เพิกถอนเสียทั้งหมด เรียกว่า  อนุบัญญัติ  [12] ในเรื่องดังกล่าวนี้  พระมหาอุทัย  ญาณธโร  ได้วิเคราะห์ในเรื่องดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า

“พระพุทธองค์ในฐานะพระศาสนดาของพระพุทธศาสนา           เป็นผู้มีความเที่ยงธรรมในการบัญญัติกฎวินัยแก่พระสงฆ์              ไม่ทรงทำตามพละการ แต่ตามเหตุผลความถูกต้องและความเห็นร่วมกันของสงฆ์          เราจึงสามารถพบวิธีการบัญญัติกฎที่เป็นแบบอย่างได้ 

     วิธีการดังกล่าวนี้จำแนกได้เป็น    ๔    ขั้นตอน   ขั้นตอนแรก   เมื่อมีเหตุให้ต้องบัญญัติวินัยทรงเรียกประชุมคณะสงฆ์เพื่อชี้แจงให้ทราบ พระองค์ไม่เคยทรงบัญญัติวินัยมากดขี่สงฆ์ก่อน แต่จะใช้วิธีชี้แนะ     สั่งสอน     เมื่อยังไม่ได้ผลจึงบัญญัติพระวินัย    วิธีการทางพุทธศาสนา จึงเป็นธรรมนำวินัย หรือแนะนำก่อนออกกฎหมาย 

     ขั้นตอนที่สอง ตรัสถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยกมูลเหตุนั้นมาสอบสวนจนเป็นที่แน่ชัดเพื่อที่จะได้บัญญัติวินัยที่เหมาะสม พระองค์ไม่เคยทรงปล่อยให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทรงใช้โอกาสจากเหตุการณ์ที่ประจักษ์จริงสร้างกฏเพื่อไม่ให้เกิดความเลวร้ายขึ้นอีกต่อไป 

     ขั้นตอนที่สาม  ชี้แจงโทษของการกระทำอย่างนั้น และผลดีในการละเว้นก่อนจะมีการบัญญัติวินัย  พระองค์จะจำแนกเหตุผลให้เห็นอย่างชัดเจน ทรงชี้แจงให้สงฆ์เข้าใจเหตุผลและยอมรับก่อน 

     ขั้นตอนที่สี่  ทรงบัญญัติวินัยที่จะเป็นหลักควบคุมความประพฤติของสงฆ์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ให้แข็งขึ้น หรืออ่อนลง     เป็นต้น ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์                 

     วิ ธีการของพุทธศาสนา อาจเป็นแนวทางหนึ่งในการแสวงหาสมมติภาพของกฎหมายแห่งรัฐ สรุปความได้ดังนี้ 

     ประการแรก  กฎหมายต้องไม่ใช่ถูกบัญญัติมาเพื่อกดขี่ประชาชน  ประการที่สอง  กฎหมายต้องมีการปรับปรุงให้ทันเหตุการณ์และสถานการณ์อยู่เสมอ  ประการที่สาม กฎหมายต้องได้รับการเห็นร่วมจากมหาชนในสังคมประชาชนต้องเข้าใจถึงผลดีของการมีกฎหมายนั้นและทราบถึงผลเสียงของการไม่มีกฎหมายอย่างชัดเจน      ประการที่สี่  มีการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์   [13]

               

๔.๖. บทลงโทษ

     ในองค์กรสงฆ์มีบทลงโทษตามพระวินัย โดยเรียกชื่อเฉพาะศัพท์ทางพระว่า  อาบัติ  คำว่าอาบัตินี้แปลว่า ความต้อง  โดยมีความหมายถึง กิริยาที่ล่วงละเมิดพระบัญญัติและมีโทษเหนือตนอยู่  ซึ่งมีทั้งหมดอยู่  ๗  ชนิด  เรียงลำดับความหนักเบาได้ดังนี้   [14]

     โทษอย่างหนัก  เรียกว่า ปาราชิก  เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องเข้าแล้วหรือกระทำลงไปแล้วต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที่  มีทั้งหมดอยู่  ๔  ประการ  คือ  การเสพเมถุน, การลักทรัพย์ที่มีราคาเกิน  ๕  มาสกขึ้นไป, การฆ่ามนุษย์  และการอวดอุตตริมนุสสธรรม  หรือการโอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีของตนเอง

     โทษอย่างกลาง  เรียกว่า  สังฆาทิเสส  เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องเข้าแล้วหรือได้กระทำลงไปแล้ว  ต้องอยู่กรรมบำเพ็ญเพียร  คือประพฤติวัตรเพื่อทรมานตนเอง หรือที่รู้กันในนาม เข้าปริวาสกรรม  นั้นเอง  มีทั้งหมดอยู่  ๑๓  ประการ

     โทษอย่างเบา  มีอยู่  ๕  ชนิด คือ  ถุลลัจจัย, ปาจิตตีย์  มีอยู่  ๙๒  ประการ, ปาฏิเทสนียะ  มีอยู่  ๔  ประการ, ทุกกฎ, ทุพภาสิต เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องเข้าแล้วหรือได้กระทำลงไปแล้วต้องประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกัน  กิริยาที่ว่านี้คือการปลงอาบัตินั้นเอง  แต่ว่าโดยรวมแล้ว อยู่  ๒  หลักใหญ่  ๆ  ดังนี้

            ก.ลงโทษด้วยตัวเอง 

                                คือการรับสารภาพ  โดยการปลงอาบัติโดยมากจะเป็นอาบัติเล็ก ๆ น้อย แม้แต่การเปิดโอกาสให้ภิกษุรูปอื่น ๆ ตำหนิก็มี  เช่น  ในวันมหาปวารณาออกพรรษา  ภิกษุทุกรูปจะปวารณาให้ภิกษุรูปอื่น ๆ ได้ตักเตือน ได้

            ข.ลงโทษด้วยอาศัยสงฆ์

                                คือเมื่อภิกษุต้องอาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสส  ขึ้นไป  ภิกษุนั้นจะต้องแสดงตนรับผิดต่อหน้ากลุ่ม  และรับโทษตามขนาดของอาบัติหนังเบาแตกต่างกัน  ถ้าสังฆาทิเสส  ต้องเข้าปาริวาสกรรม  จึงจะพ้น  ถ้าปรารชิก  จะต้องพ้นจากความเป็นพระภิกษุ  เป็นต้น

     เราจะเห็นว่าความละเอียดอ่อนลึกซึ้งของระบอบการปกครองทั่ว ๆ ไปกับระบอบสังฆาธิปไตยนั้นแตกต่างกันในหลาย ๆ มิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสามัญสำนึก หรือทางสฆ์จะใช้คำว่า “สมณสัญญา”  กล่าวคือ การสำนึกผิดแม้ใครไม่รู้ไม่ทราบ  ไม่เห็น หรือแม้แต่สงสัย  ภิกษุรูปนั้น ๆ ก็จะยอมรับโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขตนเอง ซึ่งต่างจากระบอบการปกครองทั่วๆ ไปที่ไม่มีในลักษณะเช่นนี้



 

[1]  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.  วันสำคัญ  โครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยและแนวทางในการจัดกิจกรรม. พิมพ์ครั้งที่  ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๗), หน้า  ๓๖.

[2] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). มองสันติภาพโลกผ่านภูมิหลังอารยธรรมโลกาภิวัตน์. ครั้งที่ ๒. (กรุงเทพฯ : บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๒). หน้า  ๑๗๕.

[3] เรื่องเดียวกัน   หน้า  ๑๗๕-๑๗๖.

[4] พระมหาศรีบรรดร   ถิรธมฺโม. มรรคาแห่งชีวิต. (พะเยา : กอบคำการพิมพ์, ๒๕๔๗), หน้า  ๑๒๘.

[5] พระเทพเวที (ประยุทธ์  ปยุตฺโต). การสร้างสรรค์ประชาธิปไตย.  พิมพ์ครั้งที่  ๘.   (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖),  หน้า  ๙๕-๙๖.

[6] สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กราฟิคอาร์ต, ๒๕๒๖), หน้า  ๑๕.

[7]  จำนง  อดิวัฒนสิทธิ์  และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่  ๖. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า  ๑๐๒.

[8] เฉลิมพล  โสมอินทร์. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ไทย. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สูตรไพศาล, ๒๕๔๖). หน้า  ๘๕.

[9] วิ.ป. (ไทย)  ๘ / ๓๓๔ / ๕๐๒.

[10] เทพโสภณ (ประยูร  ธมฺมจิตฺโต), พระ. พุทธวิธีบริหาร. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วินดาต้าโปรดักส์, ๒๕๔๘). หน้า  ๒๘.

[11] เรื่องเดียวกัน   หน้า  ๒๘.

[12] คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์. วินัยมุข  เล่ม  ๑   ฉบับมาตรฐาน. พิมพ์ครั้งที่  ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๓๕),  หน้า  ๑๓.

[13]  พระมหาอุทัย  ญาณธโร. พุทธวิถีแห่งสังคม ปรัชญาสังคมและการเมืองของพุทธศาสนา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ธรรมสาร, ๒๕๓๘), หน้า  ๑๒๐-๑๒๑.   

[14] คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์. นวโกวาท ฉบับมาตรฐาน. พิมพ์ครั้งที่  ๒. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๓๕), หน้า  ๔.