เส้นทางชีวิตสู่การเป็น...ครู
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตในครอบครัวที่อบอุ่น ฐานะค่อนข้างดี อยู่ในจังหวัดย่าโม ผู้ซึ่งมีชีวิตในวัยเด็กที่แสนจะเรียบง่ายและธรรมดา เป็นเด็กที่ขี้อาย ตั้งใจเรียนและเชื่อฟังคำบอกกล่าวของผู้ใหญ่อยู่เสมอ...
ตอนเด็ก ๆ ทุกคนคงเคยเจอคำถามนี้ "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร ?" เชื่อว่าคำตอบของหลาย ๆ คนคงตอบว่า "อยากเป็น...หมอค่ะ/ครับ" ดิฉันก็เช่นกัน อยากเป็นหมอ
แต่เมื่อเราโตขึ้นมาเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ความคิดที่อยากเป็นหมอก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อได้เรียนวิชาชีววิทยากับครูสาวสวยคนหนึ่งที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูสอนดีมาก เข้าใจง่ายและทำให้เราชอบวิชาชีววิทยาตั้งแต่ตอนนั้น และทำให้เราคิดว่า...อยากเป็นเหมือนครูจัง...อยากเป็นนักชีววิทยา
พอถึงช่วงเอ็นทรานซ์ พ่อแม่คาดหวังไว้กับดิฉันมาก ว่าคงจะติดคณะดี ๆ เหมือนญาติ ๆ คนอื่นในครอบครัวดิฉัน ที่เป็นทั้งหมอ วิศวะกร เภสัชกร ผู้พิพากษา ฯลฯ ฉันเลือกสอบโคว้ต้าที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะเทคนิคการแพทย์ ตามความต้องการของพ่อแม่ และผลออกมาคือได้เป็นตัวสำรองอันดับ 1 ดิฉันแอบเสียใจเล็ก ๆ ที่สอบไม่ได้ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรเพราะยังมีการสอบอีกครั้ง
ในการสอบครั้งที่ 2 ดิฉันเลือกคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับสามคณะวิทยาศาสคร์ ลาดกระบัง อันดับสุดท้ายคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทุกคนจะงงกับการเลือกอันดับของดิฉันมากเพราะเอาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไว้ที่สอง...เหตุผลก็คือดิฉันอยากมาเรียนที่เชียงใหม่ โดยไม่มีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากนี้เลยจริง ๆ
วันประกาศผลสอบ มีจดหมายสีขาวมาส่งที่บ้าน ซึ่งมีกำหนดการ การรายงานตัวของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดิฉันดีใจมาก พร้อมกับคิดในใจว่า...จะได้ไปอยู่เชียงใหม่แล้ว... แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมา บุรุษไปรษณีย์ก็ได้ยื่นซองจดหมายสีขาวส่งให้อีกหนึ่งซอง ภายในซองมีกำหนด การการรายงานตัวที่คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งระบุวันรายงานตัวพร้อมกัน ทำให้ดิฉันต้องตัดสินใจเลือกที่ใดที่หนึ่ง แน่นอนว่าดิฉันได้เลือกไว้แล้ว แต่การเลือกของดิฉันไม่เหมือนกับที่พ่อแม่เลือกให้ โดยพวกท่านได้ให้เหตุผลว่า เรียนคณะวิทยาศาสตร์หางานยาก ถ้าเรียนคณะเทคนิคการแพทย์จบออกมาก็มีงานทำเลย แถมได้อยู่ใกล้บ้านด้วย ในใจของดิฉันสับสนมากว่าจะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสิ่งที่คนอื่นชอบกันแน่ สุดท้ายฉันขอทำตามใจของฉันสักครั้ง
และแล้วจุดเปลี่ยนของชีวิตก็ได้เริ่มต้นที่เชียงใหม่ ฉันรู้สึกเป็นอิสระอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะคิดถึงบ้านมากก็ตาม แต่ก็ได้อยู่กับเพื่อน ได้เที่ยว โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ฉันเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่างของทางมหาวิทยาลัย ตั้งแต่รับน้องรถไฟ รับน้องขึ้นดอย รับน้องคณะ เข้าห้องเชียร์ ฯลฯ ฉันเลือกทำกิจกรรมทุกอย่างที่มหาวิทยาลัยมี ไม่ว่าจะเป็นกรรมการผู้แทนชั้นปี งานสโมสรนักศึกษา อยู่ชมรมสันทนาการ ชมรมดูนก ผู้จัดการชมรมบาสเก็ตบอล ค่ายอาสา ฯลฯ และผลของการทำกิจกรรมทุกอย่างและไม่แบ่งเวลาไปอ่านหนังสือ ทำให้เกรดเฉลี่ยตอนปี 1 เทอม 1 ของดิฉันเหลือเพียง 1.81 ฉันตกใจและเสียใจไปพร้อม ๆ กัน ไม่ี่กี่วันต่อมาเสียงโทรศัพท์ที่ฉันไม่อยากรับมากที่สุดก็ดังขึ้น "เรียนหนังสือภาษาอะไร ได้เกรดเท่านี้ จะทำกิจกรรมอะไรนักหนา ทำแล้วมันได้อะไรขึ้นมา เลิกทำซะกิจกรรมนะ ถ้าเทอมหน้าไม่ได้ 3 กลับมาเรียนที่บ้านเลย"
ด้วยความที่ไม่อยากกลับไปเรียนที่บ้านก็ตั้งใจเรียนอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่ทิ้งกิจกรรม ยังทำเหมือนเดิมแต่ขยันมากขึ้นเป็นสองสามเท่า และแล้วผลที่เราได้ทุ่มเทและตั้งใจทำก็เกิดขึ้น ดิฉันได้รับรางวัลเรียนดี ประเภทพัฒนาผลการเรียนดีเด่นในปีถัดไป
การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจนครบ 4 ปี ทำให้ฉันคิดได้ว่ากิจกรรมทุกอย่างที่เคยได้ทำมา มีประโยชน์มาก ทำให้เราเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ มีค่า รู้จักการวางแผน การทำงานร่วมกับผู้อื่น ฯลฯ อธิบายยังไงก็ไม่หมด เพราะมันได้ทุกอย่าง มันคือประสบการณ์ชีวิตที่จะไม่ได้รับจากที่ไหนเลย นอกจากที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้
พอจบ ป.ตรี แล้วก็ได้ทำงานในแลปเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์สารเคมีในเลือด เช่น สารเสพย์ติด สารโลหะหนัก เป็นต้น ทำอยู่ได้ 2 ปี ก็คิดได้ว่าเราไม่ได้ใช้วิชาชีพที่เราเรียนมาเลย ทำให้ลืม ๆ ไปบ้างและกลับไปย้อนคิดว่าเราอยากทำงานอยู่อย่างนี้ตลอดเหรอ เพราะงานแลป เป็นงานที่ทำซ้ำ ๆ กันทุกวัน ถ้าทำจนชำนาญแล้วแทบจะไม่ได้ใช้ความคิดเลยด้วยซ้ำ จึงตัดสินใจเก็บรวบรวมเงินเอาไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีชีวภาพที่มหาวิทยาลัยเดิม ระหว่างที่เรียนต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เพราะตั้งแต่จบปริญญาตรีมา็ก็ไม่เคยได้ใช้เงินของพ่อแม่อีกเลย ในระหว่างที่งานเริ่มน้อยลง เงินก็น้อยลงไปด้วย อยู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์จากเพื่อนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานตั้งแต่จบปริญญาตรี ก็โทรมาบอกว่า "อยากมาลองเป็นครูไหม" ในใจตอนนั้นคิดว่า ไม่อยากเป็นครูเลย ฉันไม่ชอบเด็ก ไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย แต่ด้วยทุนทรัพย์ที่เริ่มร่อยหรอ จึงต้องตอบตกลงไป...
และแล้วจุดเปลี่ยนก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้มาสอนที่โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นโรงเรียนอันดับ 5 ของประเทศ ทำให้เราคิดหนักเหมือนกันว่า จะเอาความรู้จากที่ไหนมาสอนเด็กเก่ง ๆ พวกนี้ ทำให้อ่านหนังสืออย่างหนัก เตรียมสอนอย่างดี เพื่อจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราก็ทำได้
วันแรกของการสอนเกิดขึ้นในห้องเรียนของเด็กห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.4 ทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว เพราะกลัวเด็กจะลองภูมิ กลัวตอบคำถามเด็กไม่ได้ และแล้วสิ่งที่เรากลัวก็เกิดขึ้น แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี การเรียนการสอนผ่านไปอย่างรวดเร็ว...นี่ครบ 1 ปีแล้วเหรอ ถามกับตัวเอง ทำไมเราไม่รู้สึกเบื่อเลย ถึงแม้อาจจะเหนื่อยกายเหนื่อยใจบ้าง แต่ก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก และยิ่งรู้สึกดีใจและภูมิใจมากยิ่งขึ้น เมื่อเด็กนักเรียนผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาบอกว่า "ครู...ครูรู้ไหมครูเป็นไอดอลหนูเลย หนูชอบเรียนชีวะกับครู" มันทำให้นึกย้อนกลับไปเมื่อตัวเองเป็นนักเรียน
เมื่อวันไหว้ครูมาถึงในฐานะที่ดิฉันเป็นครูประจำชั้น ม.4/7 ครูต้องขึ้นไปนั่งบนเวที ให้นักเรียนเอาพานดอกไม้มากราบ ณ ตอนที่เด็กนักเรียนก้มลงกราบที่เท้า น้ำตาก็ซึมออกมา ทำอะไรไม่ถูกจะให้พรเด็กก็พูดไม่ออก พร้อมกับคิดว่าฉันมานั่งตรงนี้ให้เด็กกราบ มันเหมาะสมแล้วเหรอ ฉันยังเป็นครูได้ไม่ดีพอ...จากวันนั้นทำให้สัญญากับตัวเองว่าฉันจะเป็นครูที่ดี ไม่ทำให้นักเรียนผิดหวัง ฉันจะสอนเด็กให้เป็นคนเก่ง คนดี ฉันจะถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ทุกอย่างที่ฉันมีให้กับเด็กนักเรียนทุกคน...ฉันรู้แล้วว่าฉันอยากเป็นอะไร
เมื่อมีโอกาสได้มาสอบทุนของ สควค. ฉันก็ลองมาสอบดู เมื่อสอบได้ฉันกลับไปบอกกับพ่อแม่ว่าฉันสอบได้ทุนนี้ พร้อมกับอธิบายรายละเอียดว่ามันคือทุนอะไร เมื่อพ่อแม่ท่านทราบว่าต้องไปเป็นครูเท่านั้นแหละ พวกท่านไม่มีคำว่าดีใจไปกับดิฉัน มีแต่คำคัดค้านขึ้นมาทันทีว่า ไปเป็นครูทำไม เงินเดือนก็น้อย จนก็จน จะพอกินเหรอ งานก็หนัก ถ้าได้ไปบรรจุอยู่ตามบ้านนอกจะอยู่ได้เหรอ ไปทำอย่างอื่นไป ถ้าไม่มีงานทำก็กลับมาขายของที่บ้านยังจะรวยกว่า บอกแล้วให้เรียนเทคนิคการแพทย์ก็ไม่เชื่อ...ไปเป็นครูต๊อกต๋อยทำไม...มันเจ็บลึก ๆ ในใจ แต่ก็พยายามอธิบายเหตุผลว่ามันเป็นสิ่งที่เรารัก การสอนนักเรียน การได้อยู่ในโรงเรียนมันทำให้เรามีความสุข ในที่สุดพวกท่านก็ตามใจ
....ในที่สุดก็ได้มาเป็นว่าที่ครูสมใจและตั้งใจจะเป็นครูให้ดีที่สุด...
สุดท้ายขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ ที่ยอมรับและเข้าใจในตัวลูกคนนี้ ขอบพระคุณคุณครูวิสา ฉิมน้อยที่ทำให้หนูชอบวิชาชีววิทยา และได้รู้จักมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ฉันรัก ที่ลืมไม่ได้ขอบคุณนักเรียนทุกคนที่ทำให้ครูได้ค้นพบตนเองเจอ
"ถึงแม้อาชีพครูจะดูต้อยต่ำในสายตาของใครหลาย ๆ คน แต่มันยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคนที่อยากเป็น...ครู"
นี่แหละ...เส้นทางชีวิตสู่การเป็น...ครูของฉัน
สวัสดีค่ะ
ยินดีมาก และประทับใจมากกับเส้นทางการเป็นครู ของเสียงของพระจันทร์
"ถึงแม้อาชีพครูจะดูต้อยต่ำในสายตาของใครหลาย ๆ คน แต่มันยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคนที่อยากเป็น...ครู"
ครู...ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่....
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
สวัสดีครับ คุณ เสียงของพระจันทร์ ผมคิดว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เรารักจะก็อยู่กับมันอย่างมีความสุขและยิ่งยืนนานครับ กลับกันถ้าเราทำในสิ่งที่ฝืนใจตัวเอง เราก็จะทุกข์ใจไปตลอดชีวิตเลยนะครับ ขอให้เป็นครูที่ดีนะครับ สวัสดีครับ
สวัสดีคะคุณ เสียงของพระจันทร์
ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่เลือกนะคะ
คนเราถ้าตั้งใจทำอะไรแล้ว
ย่อมจะได้สิ่งดี ๆ ตอบแทน แน่นอนคะ
ขอบคุณคะ
สวัสดีค่ะ พี่เสียงพระจันทร์
สิ่งที่พี่เลือกเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลยค่ะ มันก็จริงที่หลายคนมองอาชีพครูเป็นอาชีพที่ได้เงินน้อย แต่เชื่อเถอะค่ะไม่รวยทรัพย์แต่ก็รวยน้ำใจ ถาวรที่สุดค่ะ
สวัสดีค่ะ พี่เสียงของพระจันทร์
เรื่องราวของพี่น่าชื่นชมมากค่ะ
คนเราต้องมีจุดยืนของตัวเอง ไม่ว่าเสียงตอบรับจะเป็นอย่างไร
เป็นกำลังใจให้ค่ะ ว่าที่คุณครู
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับพี่เสียงของพระจันทร์
ได้อ่านเรื่องราวแล้วเป็นเส้นทางที่น่าประทับใจครับ
..สิ่งที่เรารัก การสอนนักเรียน การได้อยู่ในโรงเรียนมันทำให้เรามีความสุข ...
ชอบประโยคนี้จัง
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆครับ
สวัสดีครับพี่ เก๋ (เสียงของพระจันทร์)
เนื้อหาแน่นดีครับ อ่านแล้วรู้ชีวิตพี่เลยครับ เหมือนพ่อแม่พี่ไม่ค่อย
ให้อิสระแก่พี่เท่าไร่นัก ความจริงพ่อแม่ควรจะให้อิสระแก่ลูก
เพราะว่าพ่อแม่ไม่ได้มาทำงานด้วย พ่อแม่ไม่ได้มาเรียนด้วย แต่
พ่อแม่คือคนที่ให้กำลังใจสนับสนุนในสิ่งที่ลูกอยากเป็นต่างหาก
แต่สุดท้ายพ่อแม่ก็เข้าใจ เป็นครูแม้เงินน้อย แต่ก็มีโอกาสสร้างคนนะครับ
สร้างคนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณธรรม บางทีเงินก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
หรอกครับ คนมีเงินแต่ไม่มีความสุขมีเยอะไปครับ แม้ครูจะทำงานหนัก
แต่ก็สร้างคน มีโอกาศให้ความรู้ความคิดแก่เด็กที่วันหน้าก็เป็นคนของประเทศชาติ
ขอให้พี่เป็นครูที่ดีสมใจนะครับ รอผลผลิต "เด็กดี+เก่ง" จากครูพี่เก๋นะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ พี่ เสียงของพระจันทร์
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่นำมาแบ่งปันกัน
ดิฉันคิดว่าเงิน ทองไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกถึงการทำงานที่มีความสุข แต่ความสุขของเราอยู่ที่การได้ทำในสิ่งรักและหวังไว้
ก็ขอเป็นกำลังใจให้นะ
สวัสดีคะคุณเสียงของพระจันทร์
อ่านแล้วทำให้คิดอะไรหลาย ๆ อย่างเลยคะ หนูคิดว่า ทำอะไรก็ได้ ที่เราทำแล้วมีความสุขดีกว่านะคะ เงินทองของนอกกายคะ แล้วชอบที่คุณพูดว่า...จากวันนั้นทำให้สัญญากับตัวเองว่าฉันจะเป็นครูที่ดี ไม่ทำให้นักเรียนผิดหวัง ฉันจะสอนเด็กให้เป็นคนเก่ง คนดี ฉันจะถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ทุกอย่างที่ฉันมีให้กับเด็กนักเรียนทุกคน...ฉันรู้แล้วว่าฉันอยากเป็นอะไร
เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอบคุณคะ
สวัสดีครับพี่
ทำในสิ่งที่รักมันจะทำได้ดีกว่าและมีความสุข
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆครับ
สวัสดีค่ะคุณ'เสียงของพระจันทร์'
แวะมาอ่านบันทึกและขอชื่นชมกับ'เส้นทางชีวิตสู่การเป็น...ครู'
คุณเป็นครูด้วย'จิตวิญญาณของความเป็นครู'ค่ะ
สวัสดีครับ ว่าที่คุณครู เสียงของพระจันทร์ ;)...
ครูมีคำแนะนำที่จะทำให้บันทึกน่าอ่านมากขึ้น
๑. ควรมีการเน้นคำที่สำคัญด้วย "ตัวหนา"
๒. ควรมีการใช้สีเน้นคำที่ต้องการเน้น เช่น สีน้ำเงิน แทนความคิดบวก สีแดง แทนความคิดลบ เป็นต้น
๓. ย่อหน้าไหนดูแน่นเกินไป แล้วทำให้อ่านยาก ควรแยกลงมาเป็นย่อหน้าใหม่ครับ เพราะจะมีคนอ่านจากหน้าจอของเรา
ลองแก้ไขดูครับ
"... ความกล้าหาญ คือ การเลือกที่จะยืนหยัดในเวลาที่น่าจะล้ม ..."
"... มีสองปีกไว้ทำไม ถ้าไม่บินไปให้สุดฝัน ..."
ขอเป็นกำลังใจให้ครับ ;)...
สวัสดีค่ะ คุณลำดวน
ขอบคุณกำลังใจที่ส่งมาให้นะค่ะ เห็นด้วยว่า ครู คือผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ค่ะ
ขอบคุณคุ่ะ ^^
สวัสดีค่ะน้อง Mr.cartoon
แล้วเราจะก้าวไปเป็นครูที่ดีพร้อมกันนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ ^^
สวัสดีค่ะคุณ ฐานิศวร์ ผลเจริญ
ขอขอบคุณกำลังใจและคำอวยพรมาก ๆ นะค่ะ
ขอบคุณค่ะ ^^
สวัสดีค่ะ koon_chadaporn
ขอบคุณสำหรับการเข้ามาเยี่ยมเยือนบันทึกนะค่ะ
สวัสดีค่ะน้อง Tarika Kuntatun
ขอบคุณกำลังในที่มีให้นะค่ะ ขอบคุณค่ะ ^^
สวัสดีค่ะ น้องสาวิตรี
ขอบคุณที่ชื่นชมพี่นะค่ะ พี่ก็ชื่นชมในตัวน้องเหมือนกัน ยังไงก็ขอให้มีความสุขในเส้นทางที่เลือกเช่นกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ ^^
สวัสดีค่ะ Chakungrao
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจค่ะ ^^