'การเห็น' และ 'รู้สึก' ถึงความเป็นองค์รวมของสิ่งต่างๆนั้น มีความหมายมากต่อการเข้าถึงสิ่งต่างๆด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นความหมายระดับ deep dialogue หรือจิตวิญญาณและแก่นแท้ของการสนทนา หากเป็นการอ่านบทความก็เทียบได้กับการอ่านเพื่อเห็น argument หรือประเด็นข้อหักล้าง ข้อโต้แย้ง ข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีวิชาการ และข้อถกแถลง นั่นเอง

การฝึกวิธีอ่าน ฟัง และตกผลึกประสบการณ์ชีวิตให้ได้ในลักษณะดังกล่าวนี้ จะทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าถึงเรื่องราวต่างๆอย่างซาบซึ้ง สามารถเข้าถึงทรรศนะพื้นฐานที่สุดของสิ่งต่างๆ ซึ่งที่ระดับทรรศนะพื้นฐานนี้ จะทำให้เราได้แก่นความคิดที่จะสามารถแปรเป็นพลังความบันดาลใจไปสู่ความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตามแต่เงื่อนไขชีวิตและปัจจัยแวดล้อมต่างๆของเราจะเอื้ออำนวยให้ อย่างไรก็ได้

ขณะเดียวกัน เมื่อแปรไปสู่ความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอย่างไรแล้ว แม้สิ่งเหล่านั้นจะมีความแตกต่างหลากหลาย ก็เป็นความสร้างสรรค์ให้แตกต่างหลากหลายกันในระดับปรากฏการณ์ที่ขึ้นต่อบริบทและเงื่อนไขแวดล้อมจำเพาะตนเท่านั้น ทว่า กลับยังคงมีความสามารถเชื่อมโยงและอ้างอิงถึงกันได้ที่ระดับทรรศนะพื้นฐานหรือแก่นความคิดที่ลึกซึ้งที่สุด ดังตัวอย่างจากเพลงที่จะนำมาแบ่งปันกันต่อไปนี้ เป็นเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ครับ (ขอขอบคุณภาพฉากหลัง จากฝีมือศิลปะภาพถ่ายของ krutoiting บล๊อกเกอร์ของ GotoKnow ครับ)

เมื่อตอนไปเยือนหมู่มิตรชาว GotoKnow และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเป็น Facilitator กับบล๊อกเกอร์หลานท่านโดยการประสานงานของคุณจตุพร วิศิษฐ์โชติอังกูร คุณมะปรางเปรี้ยว และ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ กับ ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ แห่ง GotoKnow และ UseableLab เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่บ้าน อาจารย์นายแพทย์เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่นั้น ระหว่างไปพบปะหมู่บล๊อกเกอร์ในภาคใต้ รับประทานอาหารเย็น และก่อนจะอำลากันนั้น ผมเดินขึ้นไปร้องเพลงนี้เปิดเวที ระดมทุนร่วมทำบุญกับท่าน ดร.ยุวนุช ทินะลักษณ์ กับท่านอื่นๆ และเมื่อตอนมหิดลเป็นเจ้าภาพจัดเวที UKM20 เมื่อ ๒๑-๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานี้ ก็ร้องเพลงนี้อีก เพราะเป็นเพลงที่ง่ายทั้งคอร์ด ทำนอง และเนื้อร้องก็แสนจะสั้น คนแต่งและร้องเองคือ วรรธนา วีรยวรรธน และต่อมาก็ร้องและเล่นในแนว Babarian และ Jazz โดย วงทีโบน ซึ่งก็ให้บุคลิกและอารมณ์เพลงได้งดงามไม่แพ้กัน

เพลงนี้ให้ deep dialogue เหมือนกับเพลง I'll be there หรือ Some where in time ซึ่งเป็นการพูดคำว่า 'คิดถึงและจะห่วงใยกันเสมอ' ด้วยภาษาศิลปะ ซึ่งให้ความอลังการและสามารถส่ง'ความรู้สึกได้'ไปสู่กัน ได้มากกว่าการส่งความหมายของภาษาพูด การทำงานความคิดและสื่อสะท้อนสู่งานศิลปะให้ได้ที่ระดับนี้ ในทางศิลปะจะเรียกว่า ความมีพลังและจิตวิญญาณทางศิลปะ ซึ่งต้องเห็นและรู้สึกด้วยจิตใจและพ้นไปจากเรื่องความสวยงามหรือเพียงมิติความไพเราะจากการฟังมิติเดียว.