เมื่อวันที่ ๑ เม.ย. ๕๔ ผมไปร่วมงาน RGJ Congress XII ที่พัทยา   ปฏิบัติงาน ๒ หน้าที่ คือเป็นประธานเปิดงาน (ในฐานะประธานคณะกรรมการ คปก.)   และร่วมแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน   โดยมีผู้เข้าร่วมแถลงข่าวคือ ผอ. สกว. ศ. ดร. สวัสดิ์ ตันตระรัตน์, ผอ. คปก. ศ. ดร. อมเรศ ภูมิรัตน, อดีต ผอ. คปก. ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย, เลขาธิการ สวทน. ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์, รองประธานบริษัทโตโยต้าประเทศไทย คุณนินนาท ไชยธีระภิญโญ   ๒ ท่านหลัง ในฐานะองค์ปาฐก ในการประชุม
 
          จากการซักถามพูดคุยกับนักข่าว ทำให้ผมตระหนัก ว่าสังคมไทยเรายังเข้าใจผิดเรื่องการศึกษาปริญญาเอก   สะท้อนจากพฤติกรรมที่ ก.พ. และหน่วยราชการไทยแสดงออก   ที่ ทุกปี ก.พ. ส่งหนังสือเวียนไปยังทุกหน่วยราชการ   ขอให้แจ้งความต้องการทุนส่งข้าราชการไปศึกษาต่อต่างประเทศ   และหน่วยราชการก็แจ้งกลับมา    คงจะทำเช่นนี้มาเกือบร้อยปี
 
          พฤติกรรมเช่นนี้ สะท้อนความเขลาระดับประเทศ
 
          เขลาที่หลงคิดว่า คนสมองดี มีความสามารถทางวิชาการ ที่เราส่งไปเรียนปริญญาเอกในต่างประเทศนั้น ไป “ศึกษา” ในความหมายของการเรียนระดับประถม มัธยม และปริญญาตรี  
 
          ในความเป็นจริงแล้ว “การศึกษา” ระดับปริญญาเอก เป็น “การทำงาน”   คือเป็นการ “ทำงานวิจัย” 
 
          คนที่มีสมองดี พื้นฐานการศึกษาดี และมีแรงบันดาลใจในการศึกษา/วิจัย   คือ asset ของการวิจัย หรือของการทำงานสร้างสรรค์   คนหนุ่มสาวที่เก่งและมีไฟแรงถึงขนาดเหล่านี้ มี “ค่าตัว” ในประเทศหรือสังคมความรู้หรือสังคมสร้างสรรค์   เขาสามารถได้รับทุนเรียนปริญญาเอกได้สบาย   ประเทศเหล่านี้ต่างก็แสวงหานักศึกษาปริญญาเอกระดับ talented เหล่านี้ ไปเรียนในประเทศหรือในมหาวิทยาลัยชั้นยอดของตน   โดยมีทุนการศึกษา กินอยู่ และค่าเดินทางให้
 
          สมัยที่ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน เป็น รมต. ศึกษาฯ ท่านเล่าในที่ประชุม กพอ. ที่ท่านเป็นประธานว่า   ลูกชายของท่านเป็นรองศาสตราจารย์ด้านวิศวะอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา    ได้รับมอบหมายให้มาทำ head hunting ในประเทศไทย   หา นศ. ป. เอก ๒ คนที่เก่งถึงขนาดไปเรียนที่มหาวิทยาลัย   โดยมีทุนการศึกษาให้อย่างเต็มที่ ดึงดูดคนเก่งได้
 
          ประเทศสิงคโปร์ ก็ทำเช่นนี้
 
          การที่เราคัดเลือกส่งคนเก่งมากไปเรียน ป. เอกในต่างประเทศจึงเป็นความโง่ระดับประเทศ   เพราะโลกเปลี่ยนวิธีคิดไปเรียบร้อยแล้วในยุคสังคมความรู้ สังคมเศรษฐกิจสร้างสรรค์   และประเทศไทยก็เปลี่ยนไปแล้ว จากขาดความสามารถในการผลิต ป. เอก คุณภาพสูง   เป็นมีความสามารถอย่างดีใน ๔๑ สาขาวิชา (จากการประเมินโดย สกว.)   และเรามีผลงานชอง คปก. เป็นหลักฐานความสามารถของประเทศไทยหรืออุดมศึกษาไทย
 
          ผมได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิต ป. เอกนั้น “ผลผลิต” ไม่ได้มีเฉพาะคนจบ ป. เอก เท่านั้น   แต่ยังมีผลลัพธ์อื่นๆ ต่อสังคม อีกอย่างน้อย ๕ ด้าน คือ
 
๑. มีผลงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของประเทศไทยเอง  หรือเพื่อการสร้างสรรค์ที่เป็นโจทย์ของเราเอง
 
๒. สร้างความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างวงการวิจัย/อุดมศึกษา ของไทย กับต่างประเทศ   ในลักษณะที่เป็นภาคีร่วมมือที่เท่าเทียมกัน   ไม่ใช่เราไปขอความช่วยเหลือ   ความร่วมมือบนฐานความเท่าเทียมและความเข้มแข็งทางการวิจัยนี้ จะมีผลให้เกิดความสัมพันธ์ต่อเนื่อง
 
๓. เป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างอุดมศึกษา กับ real sector ของประเทศไทย

 


๔. สร้างความเข้มแข็งของระบบอุดมศึกษา
 
๕. สร้างความเข้มแข็งของ real sector ไทย ให้เข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
 
          ศ. ดร. นักสิทธ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยทั่วไปในต่างประเทศ เดี๋ยวนี้เขามีหลักสูตร ป. เอกแบบหาเงินจากประเทศด้อยพัฒนา ที่คนอยากจบ ป. เอกแบบเรียนไม่ยาก   เขาก็จัดให้   หากเราส่งคนของเราไปเรียนในมหาวิทยาลัยและหลักสูตรแบบนี้ ก็จะเป็นการสูญเงินเปล่า   คนที่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยแบบนี้ จะมีแต่ดีกรีอวดความเป็น “ดอกเตอร์” แต่ไม่มีกึ๋นทางวิชาการ   ซึ่งเราก็เห็นอยู่ทั่วไป

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒ เม.ย. ๕๔ (เวลาประเทศไทย)
บนเครื่องบินการบินไทย ไป ลอส แอนเจลีส