
๒๓ เมษายน ๒๕๕๔
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ เข้าสำนักงานแต่เช้า เพราะนัดหมายเต้ยและประชาสัมพันธ์ คุณวิภา พึ่งโยธิน จะเดินทางไปจังหวัดนครนายก เพื่อร่วมพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรการดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง ที่สีดารีสอร์ท ใช้เส้นทางรังสิต - นครนายก ขาไปนครนายกรถน้อย ขาเข้ากรุงเทพฯรถมาก ถึงรีสอร์ทท่านรองฯ เสน่ห์ ขาวโต ประธานในพิธีเริ่มบรรยายพิเศษให้ที่ประชุมรับฟัง กลุ่มที่เข้าอบรมรุ่นนี้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน มากันจากทุกภูมิภาค อยู่ร่วมกิจกรรมจนเที่ยงจึงเดินทางกลับ ไม่อยู่ทานอาหารกลางวันกับคณะ เพราะตั้งใจจะหาอาหารอร่อยทานเอง แต่คิดผิดถนัด เพราะร้านอาหารทั้งหลายล้วนปิดตาย คงขายกันสุดฤทธิ์สุดเดชช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ มาเจอร้านหนึ่งที่เปิดบริการชื่อ "พุงกาง" จึงแวะเข้าไปสั่งอาหาร มาทานด้วยความหิว ปลาช่อนพุงกาง ไก่คั่วกลิ้ง ต้มจืดสาหร่าย หมูแดดเดียว ท้ายสุดเต้ย ต้องรับภาระห่อกลับเขต ถึงสำนักงานเขตบ่ายแล้ว แวะกลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ เพราะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในจาก สพฐ. เข้ามาตรวจเรื่องการเงินและบัญชี ทีมงานประกอบด้วยคุณนฤมล พงศ์ไพสิทธ์ ตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในชำนาญการเป็นหัวหน้าคณะ คุณรำไพ บุตรธนูและนางสาววัชรี เทียนไทย เขามากันตั้งแต่เช้าจึงพอมีรายละเอียดชี้แจงให้ฟังว่า การดำเนินการของเขตผิดพลาด บกพร่องอย่างไรบ้าง เขาจะอยู่กับเราไปจนถึงวันศุกร์รวม ๕ วันเต็ม ๆ เป็นการตรวจปกติประจำปี ขึ้นไปทำงานที่ห้องเพื่อลงชื่อแฟ้มเอกสารต่าง ๆ จนเย็น

วันอังคารทื่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔ เช้าเข้าที่ทำงานจน ๑๐ โมง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา ๓๘ ค.(๒) ที่ได้รับจัดสรรคืน กรณีตัดโอนตำแหน่งไป สพม. จำนวน ๓ อัตรา จัดไปให้กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา กลุ่มบริหารงานบุคคล และกลุ่มนิเทศฯ กลุ่มละ ๑ อัตราเพราะทั้ง ๓ กลุ่มมีอัตรากำลังต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ ของกรอบอัตรากำลัง ก่อนเที่ยงข้าราชการบำนาญรุ่นพี่ จากวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราชมาเยี่ยม นั่งคุยเกี่ยวกับชีวิตนักศึกษา หน้าเขามหาชัยสมัยนั้น มีทั้งบทบู๊เศร้าเคล้าน้ำตา บางคนเป็นถึงรัฐมนตรี บางคนเป็นสื่อมวลชนชื่อดัง แต่ส่วนใหญ่ก็ประกอบวิชาชีพครูตามที่เรียนกันมา ส่วนใครจะสำเร็จในวิชาชีพเพียงใดต้องไปถามลูกศิษย์ดู อย่างที่ วิลเลี่ยม เอ. วาร์ด บอกว่า ครูระดับพื้น ๆ เล่าเรื่องราว ครูที่ดีอธิบาย ครูที่เก่งกว่าสาธิตให้ดู แต่ครูที่ยิ่งใหญ่ต้องให้แรงบันดาลใจ เที่ยงไปทานข้าวกลางวันกับคณะจาก สพฐ. ที่ร้านอาหารเวียดนาม ลูกค้าแน่นร้าน อากาศข้างนอกร้อนมาก บ่ายกลับมาที่ทำงานฝนก็เทลงมาอย่างหนัก อุณหภูมิก็ลดลงทันที นั่งทำงานเอกสารต่อจนเย็น

วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ ไปทำงานยกร่างแนวทางการบริหารงานบุคคลที่โรงแรมรอยัลปริ้นเซส แต่เป็นวันที่รถติดยาวและนานมากบนถนนราชพฤกษ์ พอเข้าถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า - นครชัยศรี) ก็คล่องตัว โรงแรมอยู่ถนนหลานหลวง ลงจากสะพานพระรามที่ ๘ ข้ามถนนราชดำเนินนอก ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนครสวรรค์ ไปอีกนิดเจอป้ายเขตป้อมปราบฯ เลี้ยวขวาเข้าไปเป็นทางลัดสู่โรงแรมนี้ ที่ประชุมวันนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงาน ก.ค.ศ. มาร่วมให้ความเห็นด้านกฎหมาย การอภิปรายวันนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ในประเด็นกฎหมายไม่สามารถจะดึงอำนาจมาอยู่ที่ สพฐ. ได้โดยไม่แก้กฎหมาย และการแก้กฎหมายก็ยุ่งยากซับซ้อนเพราะต้องเปลี่ยนแนวคิด หลักการ ที่จะเป็นไปได้ คือ การตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ เพื่อทำหน้าที่แทน ก.ค.ศ. ในหน้าที่ที่เกี่ยวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สพฐ. เพียง ก.ค.ศ. เห็นด้วยและอนุมัติจัดตั้งก็พอแก้ปัญหาไปได้บ้าง ก่อนเที่ยง ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. เข้ามาเป็นประธานการประชุม ท่านมีเวลาพูดคุยประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็พักกลางวัน เที่ยงตรวจสอบรายละเอียดการย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีในวันนี้ มีทั้งเลื่อนและย้าย มีทั้งสมหวังและผิดหวัง เป็นวัฏจักรหมุนเวียนเหมือนหลายปีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป บ่ายท่านรองฯ เสน่ห์ ขาวโต มาเป็นประธานการประชุม นั่งฟังผู้รู้ทั้งหลายอภิปรายกันแล้วได้ความรู้มากขึ้น ตั้งแต่ไปเป็นลูกศิษย์สำนักศาลปกครอง ทำให้ระมัดระวังในการแสดงความคิดความเห็นมากขึ้น เมื่อไม่รู้ก็ไม่ชี้ บางเรื่องแม้จะรู้แต่พูดไปแล้วคิดว่าไม่มีคนฟังก็ไม่ชี้เช่นกัน การได้ฟังความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิไม่ว่าด้านใดหรือแง่ใดนับเป็นกำไรโดยแท้ เมื่อก่อนจะอดรนทนไม่ได้กับความเห็นที่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือฝืนความรู้สึกของเรา มักกระโจนเข้าไปตะลุมบอนให้เขาเกลียดปากเล่น แต่เมื่อมาเรียนกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มีศัพท์คำหนึ่งที่ช่วยเป็นเบรคได้ชะงัดนักในยามที่คิดจะร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ คือคำว่า "ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย" เป็นคุณสมบัติหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หากไม่เดือดร้อนและเสียหาย แม้จะเป็นเรื่องใหญ่โตอย่างไรก็ไปฟ้องคดีไม่ได้ จึงเอาศัพท์นี้มาไว้เตือนตัวเองในการระมัดระวังคำพูด รู้สึกว่างานเข้าน้อยลง เย็นชวนคุณสงกรานต์ จันทร์น้อย ผู้แทนครูใน ก.ค.ศ.และคุณสมบูรณ์ เรืองแก้ว ผู้รักษาราชการแทน ผอ.สพม.เขต ๑๔ ไปทานข้าวที่ห้องอาหารสนามม้านางเลิ้ง เพื่อคุยเรื่องสัพเพเหระเพราะไม่ได้เจอกันนาน ในฐานะคนเมืองลุงด้วยกัน
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๔ เข้าสำนักงานแวะไปกลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ ฟังข้อสรุปจากการตรวจการเงินและบัญชี จากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในของ สพฐ. ในเบื้องต้น พบว่าข้อบกพร่องของเขต คือ การใช้เงินทดรองราชการไปจ่ายเป็นค่าตรวจผลงานทางวิชาการ ของครูผู้ทำวิทฐานะ ก่อนที่จะได้รับจัดสรรจาก สพฐ. ก็ต้องยอมรับโดยดุษฎีในฐานะผู้อนุมัติ ไม่มีอะไรได้ทุกอย่าง หากไม่ใช้วิธีนี้การเลื่อนวิทยฐานะของครูเรา ก็จะสะดุดหยุดลง ขนาดทำอย่างนี้ยังรู้สึกว่าช้าเหลือเกิน เมื่อกรรมการตรวจผลงานเสร็จแล้วไม่สามารถจัดประชุมได้เพราะไม่มีเงินจ่าย อย่างที่เคยเกิดในอดีต เอาเป็นว่าจะพยายามแก้ปัญหาให้ลุล่วง ที่ต้องเร่งรัดคือการของบประมาณจาก สพฐ.มาล้างหนี้ชดเชยเงินทดรองราชการ ซึ่งทราบว่ายังไม่ได้ยื่นคำขอไปเพราะข้อมูลไม่พร้อม สัปดาห์หน้าต้องดำเนินการให้เรียบร้อย หากเราทำเป็นทองไม่รู้ร้อน โดยมาตรการทางการเงินการคลังท้ายสุดก็ต้องเรียกเงินคืนชดใช้เงินยืมต่อไป ขึ้นไปทำงานเอกสารที่ห้องจนเที่ยง จึงชวนคณะจาก สพฐ. ไปทานข้าวที่ร้านแปโภชนา อำเภอลาดหลุมแก้ว ตลาด ๑๐๐ ปีลาดหลุมแก้วดูเงียบเหงา ร้านค้าที่เปิดจำหน่ายตามปกติเหลือไม่มาก ที่สำคัญไม่มีของเก่าขาย มีเพียงไว้โชว์อย่างเดียว และก็มีน้อย บ่ายกลับมาทำงานแฟ้มเอกสารที่เขตจนเย็น
วันศุกร์ที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ วันนี้เป็นวันที่เงินบำนาญออก ห้องสโมสรจึงคลาคล่ำไปด้วย ข้าราชการบำนาญที่มาเลือกใบเสร็จรับเงิน ต่างสอบถามกันว่ายอดเงินที่เข้าบัญชีเป็นยอดเก่า หรือยอดใหม่ที่รวมเงินขึ้น ๕ % ตามนโยบายรัฐบาลแล้ว เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าเป็นยอดที่ขึ้นใหม่เป็นปัจจุบันแล้ว แต่สลิปเงินเดือนยังเป็นของเก่า ขึ้นไปทำงานที่ห้องจนเที่ยง ลงมาสโมสร ผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มหนึ่งนำข้าวปลาอาหารมารับประทานร่วมกัน ไม่ได้อยู่ทานด้วยเพราะมีนัดกับ ผอ.สกสค.จังหวัด คุณสัญญา รอดทรัพย์ และคณะที่ภัตตาคารกุ้งเต้น ไปถึงเด็ก ๆ เขาจัดรดน้ำขอพรเทศกาลสงกรานต์ให้ด้วย งานเลี้ยงวันนี้เป็นการเลี้ยงส่งคุณสมชาย บุญชู เจ้าหน้าที่คุรุสภาประจำจังหวัดปทุมธานี ซึ่งย้ายที่ทำงานจากสำนักงาน สกสค.จังหวัดมาประจำที่คุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑ บ่ายทำงานเอกสารจนเวลา ๑๕ นาฬิกา คณะตรวจสอบภายในจาก สพฐ. นัดประชุมเพื่อทราบข้อสังเกตจากการตรวจทางการเงินและบัญชีตลอดสัปดาห์ ได้เชิญข้าราชการในกลุ่มการบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ และผู้อำนวยการกลุ่มงานทุกกลุ่มมาร่วมรับฟังด้วย เขาบอกว่าเป็นการมาตรวจตามปกติไม่ได้มีการร้องเรียนใด ๆ แต่จากการตรวจก็พบข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงหลายเรื่อง เช่น การออกคำสั่งรับผิดชอบในการเบิกจ่ายในระบบ GFMIS ยังไม่รัดกุมพอ โดยเฉพาะการถือ ID Card ระบบเงินยืมต้องควบคุมเรื่องลูกหนี้ค้างจ่าย เงินทดรองราชการเพื่อจ่ายเงินสวัสดิการต้องปรับจากระบบยืมเงินเป็นระบบเบิกจ่ายประจำวัน มีอีกหลายประเด็น บางเรื่องเป็นระเบียบปฏิบัติสำหรับส่วนราชการ บางเรื่องเป็นข้อเสนอแนะทางการบริหาร ซึ่งความเห็นหรือมุมมองอาจไม่ตรงกัน เช่น เขาเสนอว่า การเบิกจ่ายเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลและค่าการศึกษาบุตร สำหรับครูในโรงเรียน น่าจะเข้าบัญชีตอนสิ้นเดือน เป็นการลดภาระ ก็เป็นมุมมองของผู้ปฏิบัติเพื่อลดภาระงาน สำหรับนักบริหารถือเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจสำหรับครู อย่างไรก็ตามเรื่องการเงินหากไม่มีการทุจริตคิดมิชอบก็พอแก้ไขกันไปได้ แต่ก็อาจเข้ากรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้เหมือนกัน เพราะแม้มิได้กระทำโดยเจตนา แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่า อาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้และหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย อาจารย์เคยยกตัวอย่างว่า การอนุมัติ อนุญาต หากเราพลิกดูระเบียบก่อนลงชื่อก็สามารถป้องกันได้ เมื่อไม่ดูก็ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว เป็นการทำละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหาย(สินไหมทดแทน)ให้รัฐ ศาลปกครองสูงสุดได้วางแนวในเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน อาทิ "การที่ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินของทางราชการ โดยไม่ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทั้งที่ปรากฏพิรุธโดยชัดแจ้ง ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" "การที่กรรมการตรวจรับสินค้าลงชื่อตรวจรับสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสินค้าจริง ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ในคดีที่อดีตข้าราชการกรมราชทัณฑ์ จำนวน ๕ ราย ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ที่สั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขังยักยอกเงินค่าซื้อสินค้า ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฎว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติให้ซื้อสินค้าและอนุมัติให้จ่ายเงินค่าสินค้า โดยในการอนุมัติจ่ายค่าสินค้ามีเจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้รวบรวมเอกสารประกอบการเบิกจ่าย ประกอบด้วยเอกสารใบขออนุมัติจ่ายเงินค่าสินค้า บิลเงินสดที่มีลายมือชื่อของผู้รับเงิน ใบส่งของซึ่งต้องมีลายมือชื่อของผู้ส่งของ ลายมือชื่อของคณะกรรมการตรวจรับสินค้า และลายมือชื่อของกรรมการผู้รับของ และใบขออนุมัติซื้อสินค้า เพื่อเสนอต่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ การที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ อนุมัติให้จ่ายเงินทั้งที่หลักฐานประกอบการขออนุมัติเบิกจ่ายเงินมีพิรุธ เช่น ใบขออนุมัติซื้อสินค้ามีการใช้น้ำยาลบคำผิด ลบวัน เดือน ปี และลงวัน เดือน ปี ใหม่ ใบส่งของลงลายมือชื่อคณะกรรมการตรวจรับสินค้าไม่ครบ รวมทั้งมีลายมือชื่อผู้จัดการร้านที่ลาออกจากราชการแล้ว ซึ่งการตรวจสอบของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ถือว่าเป็นการกลั่นกรองการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอน แต่ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ขาดความระมัดระวังไม่ตรวจสอบให้รอบคอบทั้ง ๆ ที่สามารถตรวจสอบได้ ถือว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนกรณีของผู้ฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งกระทำความผิดในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นกรรมการตรวจรับสินค้านั้น แม้ว่าผู้ฟ้องคดีที่ ๕ จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจรับสินค้าไปพร้อมกันกับการที่ต้องทำหน้าที่เวรรักษาการณ์ประตูเรือนจำ ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่อาจละทิ้งไปปฏิบัติหน้าที่อื่นได้ก็ตาม แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ ๕ ลงชื่อตรวจรับสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสินค้า เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ด้วยเหตุที่ความเสียหายส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของทางราชการ จึงต้องหักส่วนแห่งความรับผิดอันเกิดจากระบบงานดังกล่าวออกจากส่วนที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๕ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๓๘ - ๓๓๙/๒๕๔๙) อย่างไรก็ตามก็ทำให้นึกถึงข้อเขียนของนักเขียนนวนิยายชาวอเมริกัน เฮนรี่ มิลเลอร์ ที่ว่า "ไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่มากพอหรือฉลาดมากพอ ที่เราจะต้องไปยอมยกชะตากรรมของเราให้ขึ้นอยู่กับเขา มีวิธีเดียวที่ใครจะนำเราได้ นั่นก็คือ ช่วยเราฟื้นฟูความเชื่อในการนำของตัวเราเองขึ้นมาใหม่" ส่งแขกแล้วก็นั่งทำงานต่อจนเย็น ลงมาฟังสมาชิกสโมสรร้องเพลงสักพักจึงกลับไปพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวเรียนกฎหมายปกครองในวันพรุ่งนี้หลังจากที่หยุดมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

นิทานจีนก่อนลาสัปดาห์นี้ เป็นสำนวนจีน "ปีนต้นไม้ไปหาปลา" ในสมัยสงครามระหว่างรัฐ อ๋องรัฐฉี ชื่อ "ฉีเซวียน" มีความคิดและต้องการจะทำสงครามขยายอำนาจออกไปครอบครองแผ่นดินทั้งหมด แต่ปรัชญาเมธี เมิ่งจื้อ ได้ตักเตือนว่า สงครามไม่อาจช่วยให้ครอบครองแผ่นดินโดยรวม จงละทิ้งอาวุธหันมาใช้วิธีการปกครองอย่างมีเมตตาและเป็นธรรมจะดีที่สุด "หากท่านอ๋องใช้อาวุธเข้าประหัตประหาร ทำสงครามเพื่อหวังครอบครองแผ่นดิน ก็ไม่ต่างกับการปีนต้นไม้ไปหาปลา ซึ่งผลสุดท้ายย่อมล้มเหลว ไม่เพียงไม่สำเร็จดังที่ตั้งใจ ดีไม่ดีอาจทำให้พลาดพลั้งบาดเจ็บเกิดผลร้ายตามมา" อ๋องฉีเซวียนได้ฟังก็เห็นว่าคำพูดของเมิ่งจื้อนั้นมีเหตุผล จึงยอมรับฟังคำตักเตือนนั้น บนต้นไม้ย่อมไม่มีปลา ภายหลังสุภาษิต "ปีนต้นไม้ไปหาปลา" ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดธรรมชาติ ดังนั้น จึงไม่ได้รับผลสำเร็จดังที่ต้องการ
กำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑
ดีใจที่ข้าราชการบำนาญได้ขึ้น 5% กับเขาด้วย
ดีใจ กับข้าราชการบำนาญทุกท่านด้วยค่ะ