จดหมายถึงครู l ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔ กับสิ่งที่ไม่กล้าบอกครู

 

      ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

        ห่างหายไปนานกับการเขียนจดหมายถึงครู กับความหลงไปในการงาน เมามันในการงาน พึ่งมาถูกแตะเบรกจริง ๆจัง ๆ ตอนที่ครูลากคอไปพักภาวนาตลอดหนึ่งอาทิตย์ ทำให้ศิษย์ได้หันกลับไปมองชีวิตก่อนเดินทางไปพักภาวนา กลับมาทำงานอีกสองวันแล้วก็เข้าไปพักภาวนาร่วมกับครูใหม่ ครานี้มันคิดเอาเองว่า “ต้องมีอะไรแน่ ๆ” โดนกิเลสครอบงำความคิดมีความคาดหมายต่าง ๆปรากฏ ความทุกข์จึงบีบเค้นรุนแรง สะบักสะบอม แต่ก็มีความงดงามรดรินใจอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ศิษย์ก็ยังหาธรรมชาติแห่งตนไม่เจอ ย้อนมองตนเองก่อนเข้าสู่การฝึกตน ค่อนข้างเป็นคน รักสนุก สดใส ร่าเริง ทำอะไรจริงจัง มุ่งมั่น ทุ่มเท อดทน แต่ทำไมเดี๋ยวนี้คล้ายกับการหาธรรมชาติแห่งตนไม่เจอ

ครูค่ะเห็นแต่ความหวาดกลัวแห่งจิต ความไม่มั่นใจ เหมือนกับตอนที่นวดให้ครูแล้วกลัวไม่ถูกเส้น กลัวครูเจ็บบ้างหล่ะ อยากจะรู้ว่ากดแล้วครูรู้สึกอย่างไร จากรอยโรคเดิมของใจที่เคยถูกนวดแล้วช้ำระบม และเคยนวดคนแล้วช้ำระบมครวญคราง

กลับจากวัด กิเลสก็กระจายให้เห็นเต็มไปหมด ทั้งความอยากในอาหารและแรงกามบีบคั้น เป็นบทพิสูจน์ของความเป็นผู้โง่เขลาอยู่ให้พึงสังวรณ์แก่ตนเองไว้

แล้วมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างหล่ะกลับมาครานี้?

ครูค่ะ ศิษย์เห็นตนเองชั่วมากขึ้น ขณะที่เห็นความงดงามของผู้อื่นเต็มไปหมด ปรากฏเป็นความรู้สึกอิจฉาในใจตนเอง ปรากฏเป็นความเศร้าหมอง ยอมรับกับตนเองได้ยากว่า “มันเป็นเช่นนี้มาแสนนานแต่ไม่เห็น” มันชั่วขนาดนี้เลยใช่ไหมค่ะครูภายในจิต ที่ขาดแคลนมุฑิตาจตแห่งหัวใจ ขาดความเมตตาแห่งตน ขาดความกรุณาในหัวใจ ไฉนไหนเลย จะยินดีและปล่อยวางอะไรได้ ทุกข์เป็นเช่นนี้หนอ

แม้ขณะที่พิมพ์อยู่นี้ในใจศิษย์ก็ยังเป็นแข็ง ๆ กระด้าง (ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย เบียดเบียนตนเอง) แต่หากไม่ได้รับการขัดเกลาด้วยการเขียนเลยอย่างที่ผ่านมา ก็ปรากฏให้เห็นอย่างแจ่มชัดแล้วว่า “เสื่อม เป็นทางแห่งความเสื่อม” กลับมาพอเขียนถอดบทเรียนแบบว่า “อยากให้มันเสร็จ พออ่านแล้วก็ไม่รู้สึกว่าใช่ ไม่กล้าส่งให้ครูอ่านอีก เพราะจิตที่ขุ่นมัวแห่งตนเองทำให้ ขาดโอกาส” (ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย กลับการกลับมาทุกครั้งควรจะเขียนถอดบทเรียนส่งครูแต่ล่าช้า)

ตลอดวันก็ทำงานตามหน้าที่ น้อมรับมากขึ้น ปรับมุมมองในการถูกมอบหมายงานเร่งด่วนว่า

“คือหน้าที่ หากลงมือทำแล้วประชาชนก็ได้ประโยชน์ อย่าไปสนใจว่า งานใคร มองความแง่งามแห่งงานว่า คือโอกาสแห่งการฝึกตน”

คำกล่าวของครูดังขึ้นมาเตือนจิตว่า

“อดทน อดทนเท่านั้นที่จะทำให้ผ่านทุกสิ่งอย่างไปได้”

มีอีกเรื่องที่อยากจะสารภาพ ณ ตอนที่เดินออกมาจากครู ณ ขณะนั้นจิตเศร้าหมองมากเลยเจ้าค่ะ เสียงกิเลสมันย้ำว่า

แกเดินต่อไม่ไหวแล้วหล่ะ อย่าทำให้ครูเหนื่อยยากอีกเลย ถ้าจะเข้าใจอะไร ก็ควรจะเข้าใจไปนานแล้ว แกเขลาขนาดนี้ จะมีปัญญาเข้าใจได้อย่างไร สั่งอะไร สอนอะไรก็ไม่เคยเข้าใจ โอกาสครูให้อย่างไม่มีประมาณมาเสมอ แต่แกเองนี่แหละที่ไม่มีปัญญาเอง”

ปรากฏเป็นความรู้สึกท้อแท้ในตนเองค่ะ ครู ไม่ค่อยจะกล้าเขียนออกมาสารภาพกับครู รู้สึกว่าทางนี้มันมืดมิดสำหรับตนเองเสียเหลือเกิน ได้แต่ทนฝืน ผู้ที่ตอกย้ำก็อยู่ภายในใจนี้ ผู้ที่เสียใจก็อยู่ภายในใจนี้ ผู้ที่อดทนก็อยู่ภายในใจนี้เอง ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับตนเองที่จะ “เห็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติแห่งตนเสียที”

กราบขออภัยที่คร่ำครวญเจ้าค่ะ ….........เจ้าติ๋ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระคุณครู



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

“คือหน้าที่ หากลงมือทำแล้วประชาชนก็ได้ประโยชน์ อย่าไปสนใจว่า งานใคร มองความแง่งามแห่งงานว่า คือโอกาสแห่งการฝึกตน”

ชอบแนวคิดนี้ค่ะ ขอนำไปใช้ค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ คุณ ลำดวน ก่อนหน้านี้มัวเพ่งมองแต่ว่า

"ฉันถูกสั่งให้ไปทำงาน ของเขา เขาได้ประโยชน์ เพราะทำไปก็ผลงานของเขา"

แต่พอปรับจิตปรับใจ หายใจ มองในมุมใหม่ อย่างไม่น่าเชื่อ ประโยชน์ที่แท้ลึกซึ้งกว่านั้น

เห็นความใจแคบแห่งตน ณ ตอนแรก

ทำให้เร่งลงมือปรับปรุงแก้ไข

แม้ดูแล้วจะใช้แรงเยอะพอควร แต่ก็พอมีหนทาง

ให้อดทนเรียนรู้

ทำความรู้จักตนเอง ผ่านการทำงาน

ขอบพระคุณค่ะ สำหรับกำลังใจ

เขียนเมื่อ 

พี่ว่า "จดหมายถึงครู" นี่ไม่น่าจะเป็นจดหมายสารภาพบาปหรือเวทีของการคร่ำครวญนะ

เท่าที่จำได้ว่า พี่ว่าน่าจะเป็นพื้นที่ให้เราได้ฝึกการถอดบทเรียนที่ผ่านการใคร่ครวญมากกว่า

ติ๋ว...ลองตอบคำถามเหล่านี้ดูไหม...

  • ก่อนไปหรือก่อนทำกิจกรรมอะไรก็ตามเรามีความคาดหวังอะไร
  • เมื่อได้ไปหรือได้ทำแล้ว มีอะไรที่เป็นไปตามความคาดหวังของเราบ้าง เพราะอะไร
  • และมีอะไรที่ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังนั้นเพราะอะไร
  • แล้วมีอะไรที่เกิดคาดหรือเหนือความคาดหวังบ้าง
  • สิ่งที่เราได้เรียนรู้น่าจะส่งผลให้เราสามารถทำอะไรต่อไปได้ในวันข้างหน้า
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับบทความนี้ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ที่สามค่ะ

 

AAR ภาวนาช่วงสงกรานต์ ๒๕๕๔

 

ก่อนไปภาวนาก็มีความคาดหวังว่า

 ต้องดีกว่าเดิมจากที่เดี้ยง ๆวิ่งทำงานเป็นลิงเป็นค่าง ก็ได้รู้และเข้าใจจนพอจะวางได้ตามเหตุและปัจจัย หากมีสิ่งใดที่พอจะช่วยเหลือครูได้บ้าง ก็ไม่รีรอ แม้บางครายังโง่อยู่ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ครูให้ทำเพื่อเรียนรู้สิ่งใด แต่ก็ทำไปก่อน เดี๋ยวก็เรียนรู้เอง

 

เมื่อได้ไปแล้วมีอะไรเป็นไปตามคาดหวัง เพราะอะไร

 ก็ทำให้ขยะในหัวที่ครูมักจะเรียกว่า “ขี้วัว” ถูกกวาดทิ้ง เหลือเพียงซากเล็กน้อยหล่อมแหล่มให้ต้องทำต่อนิดหน่อย ไม่ต้องเต้นไปใช้ชีวิตที่ต่างแดน ไม่ต้องเต้นไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพ ไม่ต้องบีบต้องคั้นให้อะไรเป็นไปอย่างที่ อยากให้เป็น เพราะถ้ามันจะเป็นยังไง มันก็เป็นไปเอง

เรื่องงานเป็นความคาดเดาส่วนตัวว่า คงได้ช่วยงานเขียนอะไรประมาณนี้ค่ะ แต่พอได้ลงมือกวาดใบไม้ก็รู้สึกว่า งานใช้แรงดูจะถนัดมากกว่า แล้วการได้เห็นไม้ไผ่เยอะ ๆ ใจคิดถึงงานจักสาน ทำโต๊ะตู้เตียง ที่พอจะมีความรู้มาบ้าง แว๊บอยากทำขึ้นมา แต่กลัวว่าคือ ความอวดดี เพราะก็ไม่ได้เก่งกาจ แถมทิ้งมานานอาจจะต้องรื้อ เป็นอาการกั๊ก ๆ ไม่กล้าแสดงออกว่า ทำอะไรได้ สุดท้ายได้เลื้อยไม้ให้น้อย ด้วยความตั้งใจว่า

ให้น้องมีของที่มองเห็นแล้วระลึกถึงวัดจะได้มาอีกบ่อย ๆ การที่เขาเริ่มทำอะไร หากมีคนช่วย มีทีม ก็สำเร็จได้เหมือนกัน”

 แต่ก็หลบ ๆไปแอบทำ เพราะรูสึกว่างานแบบนี้ ทำทีไร ดูแมนซะทุกที คนเห็นมักจะแปลกใจ ตอนทำรู้สึกสนุกตั้งใจและเบิกบาน แต่พอทำเสร็จก็ไม่มั่นใจว่า “ใครจะว่าอย่างไร” จึงเลือกที่จะเงียบเสีย แค่ทำและได้ทำแล้ว การได้เลื่อยไม้ ทำให้เห็นความมั่นใจในตนเองว่า “งานช่างดูจะรู้อยู่ภายใน นึกถึงงานออกแบบชั้นต่าง ๆที่เคยร่างไว้สมัยเด็ก ในรูปแบบต่าง ๆด้วยความฝันจะเป็นวิศวกร แต่สุดท้าย ชีวิตก็ดำเนินมาให้เป็นเภสัชกร เหมือนได้หันหลังให้ความสามารถที่มีภายใน ที่เคยนอนนิ่งการได้จับเลื่อยเป็นประหนึ่งได้ระลึกถึงของเก่าที่นอนเนื่องอยู่ภายในค่ะ

 

และมีอะไรที่ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังนั้นเพราะอะไร

 การได้ช่วยงานครู แม้ได้ช่วยสอนแต่ก็รู้สึกไม่เป็นไปตามคาดหวัง ดูเหมือนมันหวังว่าจะช่วยครูได้ดีกว่านั้น ดูเหมือนเป็นการหวังในผล มากกว่าการสร้างเหตุ จึงทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง มีอะไรให้ได้ผิดหวังอีกบ้าง การที่ตั้งใจจะเล่าเรื่องภาวนาให้ครูฟัง กับความรู้สึกบีบคั้น ณ ขณะจะเป็นลม เพราะเกิดการคาดหวังไปเองไม่ทันเห็นตัวตนว่า “ฉันต้องได้เล่า ครูต้องฟัง” ดูไม่ทัน ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ใจอยากให้ครูปลอบใจกับความรู้สึก กลัวตายที่ปรากฏบีบจิตใจ แต่พอออกมาในรูปแบบที่ไม่คาดคิด คือ ครูให้ลืมมันไป เดี๋ยวจะเป็นบ้า เหมือนช๊อคกับคำตอบที่ได้ จนไม่อยากเขียนเล่าว่า เกิดอะไรขึ้นค่ะ เป็นความน้อยใจที่ตัวตนไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้กิเลสมันอาละวาด

 

แล้วมีอะไรที่เกิดคาดหรือเหนือความคาดหวังบ้าง

 ในรอบนี้มีเรื่องมหัศจรรย์เหนือความคาดหมายหลายเรื่อง การได้กราบสรงน้ำหลวงปู่ เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด เพราะครั้งก่อนยังออกอาการ งง ๆ มืน ๆ กับการเข้ากราบหลวงปู่ไม่เป็น ไม่รู้ว่า ต้องอะไรตอนไหนบ้าง การได้เห็นท่านเมตตาญาติโยม ได้ฟังธรรมจากท่าน

 การที่น้องนีร่วมมาภาวนาด้วย เพราะตอนแรกก็บอกว่าจะกลับบ้านไปหาแม่ แต่ท้ายที่สุดก็มา ตามกำลังความสามารถ แถมได้ช่วยน้องนี นวดให้คุณยายชีด้วย เป็นความตั้งใจมานาน อืมแล้วติ๋วก็ได้นวดให้ครูด้วย แม้จะเกรง ๆแต่ก็พยายามอย่างเต็มที่ค่ะ

 เข้าร่วมพิธีสรงน้ำพระพิชิตมาร ได้กราบและฟังเทศน์จากหลวงปู่อีกองค์หนึ่ง ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน การได้ฟังธรรมจากท่าน รู้สึกเบาสบายเป็นการฟังธรรมที่ปฏิบัติบูชาต่อครูบาอาจารย์อย่างเต็มเปี่ยม ได้เห็นความมหัศจรรย์ของฝน ที่ค่อย ๆ หยดแหมะ ๆ เม็ดใหญ่ ตอนเริ่มเดินรอบโบสท์ แต่ก็ตกไม่หนัก มาตกหนักตอนที่เริ่มสรงน้ำพระ ทั้งลมทั้งฝน มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ประหนึ่งเทวดามาร่วมสรงน้ำพระ แล้วพอพิธีเสร็จลงฝนก็หยุด รู้สึกมหัศจรรย์กับปรากฏการณ์นี้มาก ๆ ค่ะ อีกเรื่องที่ประทับใจคือ ได้สรงน้ำและกราบขอขมาครูด้วย ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะต้องกราบขอขมาครูสักกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสก็ไม่รั้งรอ เสียดายที่ไม่ได้รดน้ำแม่กุลด้วย ตอนนั้นตักน้ำมาแล้ว แต่ความโง่ครอบงำคิดว่าต้องมีขันรอง รอไป ๆ มา ๆ เลยอดสรงน้ำแม่กุลเลย

อีกเรื่องคือ การรักษาศีลแปด ต้องไม่ใส่ชุดชั้นใน อันนี้รู้สึกงง แสดงว่าต้องหาชุดชั้นในแบบแม่ชีมาใส่ ยอมรับกับตนเองว่ารู้เรื่องรูปแบบวิธีการน้อยมาก เพราะเมื่อก่อนมีแต่คิดเอาว่า ก็ไม่แต่งหน้า ไม่ทาแป้ง ไม่นอนที่นอนสูง ไม่ดูละคร ไม่ฟังเพลง ไม่ทานหลังเที่ยง มารูทีหลังว่า ยืนกินก็ไม่ควร เดินคุยโทรศัพท์ก็ไม่ควร มีรายละเอียดปลีกย่อยของความสำรวมให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยค่ะ

 

สิ่งที่เราได้เรียนรู้น่าจะส่งผลให้เราสามารถทำอะไรต่อไปได้ในวันข้างหน้า

การได้เห็นความสุขในการจับเลื่อยและงานไม้ของตนเอง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือทำอะไรที่รู้ลึก ๆ กับตนเองว่าน่าจะทำได้เสียที รู้จักข้อปฏิบัติของศีลแปดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีสติในการรักษามากกว่าเดิม ได้แนวทางในการเข้าไปพักภาวนาว่า หากหลวงปู่อยู่ให้เข้าไปกราบท่าน หากมีผู้ชายอยู่ด้วย หากไม่มีให้กราบเรียนนิมนต์พระอาจารย์ให้พาไป การตื่นมาภาวนาเดินจงกรมตอนเช้ามักจะได้เรียนรู้อะไรแปลก ๆ เป็นแรงกระตุ้นว่า “ตื่นมาภาวนาตอนเช้าเหมาะมาก”

 

 

ลองตอบคำถามที่พี่ปุ๋มให้ไว้ กราบขอบพระคุณค่ะ

ครูดอย
IP: xxx.230.127.157
เขียนเมื่อ 

อยากเห็นคนท่เรียกตัวเองว่าลูกศิษย์มีอารมณ์ให้อยู่ในธรรมชาติ เขียวตลอด คือเย็น สงบ สบาย มองดูตัวเองให้เห็นตัวเองมากกว่านั้ ไม่ใช่ตัวเขา ไม่ใช่ตัวเรา มองลึก มองเห็นธาตุ 4 ในกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ