AAR ภาวนาช่วงสงกรานต์ ๒๕๕๔
ก่อนไปภาวนาก็มีความคาดหวังว่า
ต้องดีกว่าเดิมจากที่เดี้ยง ๆวิ่งทำงานเป็นลิงเป็นค่าง ก็ได้รู้และเข้าใจจนพอจะวางได้ตามเหตุและปัจจัย หากมีสิ่งใดที่พอจะช่วยเหลือครูได้บ้าง ก็ไม่รีรอ แม้บางครายังโง่อยู่ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าสิ่งที่ครูให้ทำเพื่อเรียนรู้สิ่งใด แต่ก็ทำไปก่อน เดี๋ยวก็เรียนรู้เอง
เมื่อได้ไปแล้วมีอะไรเป็นไปตามคาดหวัง เพราะอะไร
ก็ทำให้ขยะในหัวที่ครูมักจะเรียกว่า “ขี้วัว” ถูกกวาดทิ้ง เหลือเพียงซากเล็กน้อยหล่อมแหล่มให้ต้องทำต่อนิดหน่อย ไม่ต้องเต้นไปใช้ชีวิตที่ต่างแดน ไม่ต้องเต้นไปใช้ชีวิตที่กรุงเทพ ไม่ต้องบีบต้องคั้นให้อะไรเป็นไปอย่างที่ อยากให้เป็น เพราะถ้ามันจะเป็นยังไง มันก็เป็นไปเอง
เรื่องงานเป็นความคาดเดาส่วนตัวว่า คงได้ช่วยงานเขียนอะไรประมาณนี้ค่ะ แต่พอได้ลงมือกวาดใบไม้ก็รู้สึกว่า งานใช้แรงดูจะถนัดมากกว่า แล้วการได้เห็นไม้ไผ่เยอะ ๆ ใจคิดถึงงานจักสาน ทำโต๊ะตู้เตียง ที่พอจะมีความรู้มาบ้าง แว๊บอยากทำขึ้นมา แต่กลัวว่าคือ ความอวดดี เพราะก็ไม่ได้เก่งกาจ แถมทิ้งมานานอาจจะต้องรื้อ เป็นอาการกั๊ก ๆ ไม่กล้าแสดงออกว่า ทำอะไรได้ สุดท้ายได้เลื้อยไม้ให้น้อย ด้วยความตั้งใจว่า
“ให้น้องมีของที่มองเห็นแล้วระลึกถึงวัดจะได้มาอีกบ่อย ๆ การที่เขาเริ่มทำอะไร หากมีคนช่วย มีทีม ก็สำเร็จได้เหมือนกัน”
แต่ก็หลบ ๆไปแอบทำ เพราะรูสึกว่างานแบบนี้ ทำทีไร ดูแมนซะทุกที คนเห็นมักจะแปลกใจ ตอนทำรู้สึกสนุกตั้งใจและเบิกบาน แต่พอทำเสร็จก็ไม่มั่นใจว่า “ใครจะว่าอย่างไร” จึงเลือกที่จะเงียบเสีย แค่ทำและได้ทำแล้ว การได้เลื่อยไม้ ทำให้เห็นความมั่นใจในตนเองว่า “งานช่างดูจะรู้อยู่ภายใน นึกถึงงานออกแบบชั้นต่าง ๆที่เคยร่างไว้สมัยเด็ก ในรูปแบบต่าง ๆด้วยความฝันจะเป็นวิศวกร แต่สุดท้าย ชีวิตก็ดำเนินมาให้เป็นเภสัชกร เหมือนได้หันหลังให้ความสามารถที่มีภายใน ที่เคยนอนนิ่งการได้จับเลื่อยเป็นประหนึ่งได้ระลึกถึงของเก่าที่นอนเนื่องอยู่ภายในค่ะ
และมีอะไรที่ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังนั้นเพราะอะไร
การได้ช่วยงานครู แม้ได้ช่วยสอนแต่ก็รู้สึกไม่เป็นไปตามคาดหวัง ดูเหมือนมันหวังว่าจะช่วยครูได้ดีกว่านั้น ดูเหมือนเป็นการหวังในผล มากกว่าการสร้างเหตุ จึงทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง มีอะไรให้ได้ผิดหวังอีกบ้าง การที่ตั้งใจจะเล่าเรื่องภาวนาให้ครูฟัง กับความรู้สึกบีบคั้น ณ ขณะจะเป็นลม เพราะเกิดการคาดหวังไปเองไม่ทันเห็นตัวตนว่า “ฉันต้องได้เล่า ครูต้องฟัง” ดูไม่ทัน ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ใจอยากให้ครูปลอบใจกับความรู้สึก กลัวตายที่ปรากฏบีบจิตใจ แต่พอออกมาในรูปแบบที่ไม่คาดคิด คือ ครูให้ลืมมันไป เดี๋ยวจะเป็นบ้า เหมือนช๊อคกับคำตอบที่ได้ จนไม่อยากเขียนเล่าว่า เกิดอะไรขึ้นค่ะ เป็นความน้อยใจที่ตัวตนไม่ได้รับการยอมรับ ทำให้กิเลสมันอาละวาด
แล้วมีอะไรที่เกิดคาดหรือเหนือความคาดหวังบ้าง
ในรอบนี้มีเรื่องมหัศจรรย์เหนือความคาดหมายหลายเรื่อง การได้กราบสรงน้ำหลวงปู่ เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด เพราะครั้งก่อนยังออกอาการ งง ๆ มืน ๆ กับการเข้ากราบหลวงปู่ไม่เป็น ไม่รู้ว่า ต้องอะไรตอนไหนบ้าง การได้เห็นท่านเมตตาญาติโยม ได้ฟังธรรมจากท่าน
การที่น้องนีร่วมมาภาวนาด้วย เพราะตอนแรกก็บอกว่าจะกลับบ้านไปหาแม่ แต่ท้ายที่สุดก็มา ตามกำลังความสามารถ แถมได้ช่วยน้องนี นวดให้คุณยายชีด้วย เป็นความตั้งใจมานาน อืมแล้วติ๋วก็ได้นวดให้ครูด้วย แม้จะเกรง ๆแต่ก็พยายามอย่างเต็มที่ค่ะ
เข้าร่วมพิธีสรงน้ำพระพิชิตมาร ได้กราบและฟังเทศน์จากหลวงปู่อีกองค์หนึ่ง ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน การได้ฟังธรรมจากท่าน รู้สึกเบาสบายเป็นการฟังธรรมที่ปฏิบัติบูชาต่อครูบาอาจารย์อย่างเต็มเปี่ยม ได้เห็นความมหัศจรรย์ของฝน ที่ค่อย ๆ หยดแหมะ ๆ เม็ดใหญ่ ตอนเริ่มเดินรอบโบสท์ แต่ก็ตกไม่หนัก มาตกหนักตอนที่เริ่มสรงน้ำพระ ทั้งลมทั้งฝน มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ประหนึ่งเทวดามาร่วมสรงน้ำพระ แล้วพอพิธีเสร็จลงฝนก็หยุด รู้สึกมหัศจรรย์กับปรากฏการณ์นี้มาก ๆ ค่ะ อีกเรื่องที่ประทับใจคือ ได้สรงน้ำและกราบขอขมาครูด้วย ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะต้องกราบขอขมาครูสักกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสก็ไม่รั้งรอ เสียดายที่ไม่ได้รดน้ำแม่กุลด้วย ตอนนั้นตักน้ำมาแล้ว แต่ความโง่ครอบงำคิดว่าต้องมีขันรอง รอไป ๆ มา ๆ เลยอดสรงน้ำแม่กุลเลย
อีกเรื่องคือ การรักษาศีลแปด ต้องไม่ใส่ชุดชั้นใน อันนี้รู้สึกงง แสดงว่าต้องหาชุดชั้นในแบบแม่ชีมาใส่ ยอมรับกับตนเองว่ารู้เรื่องรูปแบบวิธีการน้อยมาก เพราะเมื่อก่อนมีแต่คิดเอาว่า ก็ไม่แต่งหน้า ไม่ทาแป้ง ไม่นอนที่นอนสูง ไม่ดูละคร ไม่ฟังเพลง ไม่ทานหลังเที่ยง มารูทีหลังว่า ยืนกินก็ไม่ควร เดินคุยโทรศัพท์ก็ไม่ควร มีรายละเอียดปลีกย่อยของความสำรวมให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยค่ะ
สิ่งที่เราได้เรียนรู้น่าจะส่งผลให้เราสามารถทำอะไรต่อไปได้ในวันข้างหน้า
การได้เห็นความสุขในการจับเลื่อยและงานไม้ของตนเอง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือทำอะไรที่รู้ลึก ๆ กับตนเองว่าน่าจะทำได้เสียที รู้จักข้อปฏิบัติของศีลแปดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีสติในการรักษามากกว่าเดิม ได้แนวทางในการเข้าไปพักภาวนาว่า หากหลวงปู่อยู่ให้เข้าไปกราบท่าน หากมีผู้ชายอยู่ด้วย หากไม่มีให้กราบเรียนนิมนต์พระอาจารย์ให้พาไป การตื่นมาภาวนาเดินจงกรมตอนเช้ามักจะได้เรียนรู้อะไรแปลก ๆ เป็นแรงกระตุ้นว่า “ตื่นมาภาวนาตอนเช้าเหมาะมาก”
ลองตอบคำถามที่พี่ปุ๋มให้ไว้ กราบขอบพระคุณค่ะ