ทุกวันทุกเวลามีคุณค่ามีความสำคัญเสมอสำหรับครอบครัวของเรา พ่อแม่รอรับไออุ่นจากลูกๆทุกเวลา เราต้องร่วมกันเยียวยาทดแทนคุณ

 

สงกรานต์ปีนี้พี่ช่างเหงาใจ
อ้ายคึดฮอดน้อง

                         เป็นสัญญาใจที่อ้ายน้องมีต่อกันวันสำคัญเช่นปีใหม่ สงกรานต์จะต้องกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ ท่านเฝ้าหวังจะเห็นลูกหลานกลับบ้านมาสร้างความสุข สร้างรอยยิ้ม วันที่ ๑๕  เมษายน ๒๕๕๔ ผู้เขียนกลับบ้านนัดน้องสาวลำไย  พรหมคุณ(จุ๋ม) ทำงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔ นัดกันกินข้าวบ้านแม่ที่บ้านหนองตุ ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร โดยทราบผลล่วงหน้าแล้วว่า ดาบตำรวจอุทัย  ภาพันธ์ (อึ่ง) ทำงานที่สถานีตำรวจภูธรนนทบุรี ไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะติดราชการ คุณพ่อบอกจะทำบุญเลี้ยงพระในวันที่ ๑๖  เมษายน  ๒๕๕๔ เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับครอบครัว ซึ่งสงกรานต์ปีนี้เกิดความไม่พร้อมของลูกหลานหลายประการ น้องสาวคนที่สองวิไลวรรณ  งามศิริ(ติ๋ว) ท้องร่วงต้องเข้าโรงพยาบาล น้องคนนี้จะทำหน้าที่ส่งข้าว อาหารให้พ่อแม่ ซึ่งเขาปรนนิบัติพ่อแม่ได้อย่างไม่บกพร่องต้องขอบคุณน้องคนนี้ ส่วนน้องจุ๋มน้องสาวคนเล็กต้องเดินทางกลับศรีสะเกษ เย็นวันที่ ๑๕ เมษายน เพราะลูกสาวไม่มีเพื่อนต้องเรียนพิเศษ เขาสอนลูกให้เรียนหนัก ลูกสามคนไม่ได้ร่วมทำบุญ คงเหลือผู้เขียน กับน้องชายคนที่สามสมัย  ภาพันธ์(ต๋อง) พร้อมทั้งลูกหลานสองครอบครัว การทำบุญวันนี้ได้นิมนต์พระครูพัฒนมงคล พระจันทศีลวิมล ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่ผู้เขียนได้อุปสมบทเรียนรู้พระธรรมจากทั้งสองรูป คุณพ่อท่านลองภูมิให้ผู้เขียนเป็นผู้นำศาสนพิธี ในการถวายภัตตาหารเพล ซึ่งต้องหารือกับพระคุณเจ้าก่อน แต่ก็รอดพ้นไปด้วยดี เพราะที่โรงเรียนได้จัดกิจกรรมดังกล่าวต่อเนือง นำเด็กเข้าวัดก็ได้สัมผัสบ่อยๆ การทำบุญก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีญาติพี่น้องมาร่วมงานรวมทั้งเพื่อนบ้าน

                         กิจกรรมปีนี้ เป็นปีที่ผู้เขียนตั้งเป้าหมายจะพาน้องๆสร้างความสุขให้คุณพ่อ คุณแม่ ตลอดจนญาติผู้ใหญ่ที่มีส่วนเลี้ยงดูให้เราเติบใหญ่อย่างมีคุณค่า โดยมีทองพูน  สาลีวัน สมัยผู้เขียนเรียนประถมท่านขับแท๊กซี่หาเงินให้ส่งผู้เขียนได้เรียนหนังสือ ซื้อเสื้อผ้าสวยให้ใส่ กิจกรรมที่ผู้เขียนประทับใจ วันนี้


                         ๑.การขอขมาพระรัตนตรัย พระครูพัฒนมงคลได้เป็นประธานบูชาพระรัตนตรัย สรงน้ำพระบุษยรัตน์น้ำค้างพระคู่เมืองยโสธร ที่คุณพ่อท่านสะสม
                        ๒.การขอขมาพระสงฆ์ คุณพ่อสิงห์  ภาพันธ์ ได้เป็นผู้นำกล่าวขอขมา ว่า พุทธ คารวะ ธรรมะ คารวะ สังฆะคารวะ แล้วนำลูกหลานสรงน้ำพระคุณเจ้าทุกรูป


                         ๓.การขอขมาบิดา มารดา ผู้เขียน พาลูกหลานกล่าวขอขมาพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ ว่า กาย กรรม มัง วจี กรรม มัง มโน กรรม มัง สัพปาปัง มามะ อโหสิ “สิ่งใดที่ลูกหลานได้ล่วงเกินบิดามารดา ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจา ก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าก็ดี ลับหลัง ก็ดี ทั้งหนักก็ดี ทั้งเบาก็ดี ขอให้ท่านได้ อโหสิกรรมด้วย เพื่อให้เกิดมงคลแก่ชีวิตลูกหลาน ได้มีความสุขสืบไป” หลังจากนั้นได้ล้างเท้าให้คุณพ่อคุณแม่กราบเท้าขอพรจากท่าน วันนี้ญาติผู้ใหญ่ที่เป็นญาติห่างๆ ท่านไม่ยอมให้ผู้เขียนกราบเท้า ท่านให้เหตุผลว่าคนที่ควรกราบเท้านั้นควรเป็นพ่อแม่เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนก็คงยืนยันจะกราบเท้าน้าทองพูน สาลีวัน ซึ่งมีบุญคุณต่อชีวิต บางท่านกล่าวว่าลูกหลานตนเองยังไม่กล้ากราบเท้าแล้วผู้เขียนไม่ใช่ลูกมากราบทำให้สะท้อนใจในความเหงาของผู้สูงวัย ที่ต้องการเห็นลูกหลานมาแสดงความกตัญญู


 

                วันนี้ผู้เขียนได้สวมกอดพ่อแม่ ทำให้รู้สึกสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น เห็นรอยยิ้มของแม่ท่านส่งประกายหวัง คุณพ่อท่านเป็นคนเก็บอารมณ์เก่งแต่ก็ยังมีแววตาที่เปี่ยมสุข อยากบอกน้องๆทุกคนว่าพระใบบ้านหลังนี้มีความขลัง มีพลังที่เติมเต็มให้ลูก ไม่มีที่สิ้นสุด เรามาบำรุงรักษาพระพรหมทั้งสองท่านให้เป็นร่มเงาให้พวกเราได้พึ่งพิงต่อไปให้ยาวนานที่สุด คนที่อยู่ใกล้ก็ได้รักษาใจท่านด้วยความอดทน คนอยู่ไกลได้แสดงความห่วงใยคิดถึงให้มากขึ้น เราจะมีวันสำคัญกับพ่อแม่เราทุกเวลา อย่างให้ช่องว่างความรักมันห่างไกลกันออกไปเลย คนที่เป็นลูกต้องยืนหยัดพาลูกเมีย คู่สมรสปฏิบัติต่อท่านอย่างศรัทธา แล้วจะนำพาชีวิตให้รุ่งเรือง ขอให้น้องทุกคนมีแต่ความสุข ภายใต้ปีกที่พ่อแม่กางปกปักรักษาเรา ได้เจริญรุ่งเรืองสืบไป สุดท้ายอ้ายอยากบอกน้องทุกคนว่าสงกรานต์ปีพี่ช่างเหงาใจ อ้ายคึดฮอดน้อง

ส่วนที่บ้านของแม่บ้านก็มีภาพประทับใจที่สะใภ้คนเล็กมาตัดเล็บให้ย่า ลูกหลานมารดน้ำขอพรจากตาทวดทองจันทร์ ยายทวดดอกไม้  ธรรมแท้