ทักษะการสื่อสาร... อาจจะไม่จำเป็นต้องสอน

จงใจตั้งชื่อยั่วยวนกวนอารมณ์เล่นๆ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น (แปลว่าอะไร?) ผมหมายความเช่นนั้นจริงๆ (ประมาณ​80%)

ปฐมบทก่อนจะมาถึงบทความนี้ก็เนื่องด้วยคณะแพทยศาสตร์ที่ผมทำงานอยู่ เกิดจัดงานนำเสนอคุณภาพการเรียนการสอนในหัวข้อทักษะการสื่อสาร (communication skill) และให้แต่ละหน่วยแต่ละส่วนที่อยู่ในแพทยศาสตรศึกษานำพาผลงานตัวเองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งกิจกรรมนี้ก็ดีอย่างหนึ่งตรงที่ (บีบ)ทำให้เรามองย้อนตนเองว่าทำอะไรไปโดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้างสักกี่มากกี่น้อย

ก็เลยเกิดดวงตาเห็นธรรมว่าบางอย่างเราก็ใช้วิธีกลมกลืนว่ามันอยู่ในงานประจำนี่แหละ ไม่ได้จัดการเรียนการสอนออกเป็นจำเพาะเจาะจง (ซึ่งไม่ได้เสียหายอะไรเรื่องการเรียนจากการปฏิบัติจริง) แต่สิ่งสำคัญที่เราพบก็คือ เราไม่ได้มีกระบวนการชัดเจนในการ "ประเมิน" ว่านักเรียนของเรารู้จริง ทำจริง และมีทัศนคติที่เป็นเช่นไรกับเรื่องนี้

เป็นเพราะว่า "การสื่อสาร" นั้นแทรกอยู่ในทุกๆบริบทของชีวิต ไม่เฉพาะตอนนักศึกษาแพทย์ปฏิบัติงาน แต่ทุกขั้นทุกตอนตั้งแต่ตื่นลืมตาจนหลับตานอน

ถามว่าพวกเรานี้พูดเป็นไหม แต่ละคนพูดกันลิงหลับทั้งนั้น แต่หมายถึงเวลาส่วนตัวนะ หรือเวลาอยู่กับแฟน อยู่กับเพื่อน แต่บางคนจะกลับตัวกลับใจเป็นเตมีย์ใบ้ทันทีที่ยืนต่อหน้าอาจารย์ หรือกระบิดกระบวนต่อหน้าคนไข้ไปเสียงั้น บางคนที่เราเคยวินิจฉัย ประเมินว่าทักษะการสื่อสารไม่ค่อยดี (เวลาทำงาน เวลาสอบ เวลาถูกประเมิน) ไปๆมาๆอ้าว ดันกลายเป็นนักทำกิจกรรมนอกหลักสูตร นักพูด นักขาย (มี side-line ขายของก็มีนะ จะบอกให้) เลยชักเกิดความไม่แน่ใจเสียแล้วว่าแบบนี้น่ะ เขาต้องการ "การเรียนการสอน" ทักษะการสื่อสารจริงหรือไม่ เพราะมันเล่นมี deficit จำเพาะกาล จำเพาะสถานที่ 

บางคนจะเกลี้ยกล่อมให้คนไข้รับการรักษา ก็ทำไม่เป็นเลย แต่พอจะเกลี้ยกล่อมขอตังค์แม่กลับทำได้สำเร็จทุกครั้ง บางคนอธิิบายกระบวนการรักษา ความจำเป็น ขั้นตอนต่างๆไม่ค่อยออก แต่ตอนอธิบายของบประมาณ ก่อสร้าง พูดได้ชัดเจนเห็นกระจ่างชนิดไม่ทำไม่ได้แล้วก็มี บางคนก็ไม่ค่อยชอบสนทนาเรื่องพยากรณ์โรค แต่ถ้าขอเบิกอุปกรณ์แล้วไม่ได้จะเกิดผลเสียอะไรบ้างกลับสามารถชี้แจงได้เป็นวันๆ พยากรณ์ได้เป็นฉากๆ บางคนจะ breaking bad news ว่าเกิดข้อผิดพลาดอะไรบ้างก็ยากแสนลำเข็ญ แต่ในห้อง morbidity & mortality conferences แทบจะชี้หน้ากันแจกแจงอย่างถึงพริกถึงขิง

อันนี้เรียก psychomotor lacuna คือ ทักษะแหว่งเว้าเฉพาะกาล

ปรากฏการณ์นี้ไม่แปลกอะไรครับ เพื่อนผมเล่นดนตรี classic ก็อธิบายได้อย่างชัดเจนว่า เพลงใดๆก็ตาม ครั้งที่เราเล่นได้ดีที่สุดมักจะเป็นตอนซ้อมๆที่บ้านนี่แหละ และตอนเล่นจริงๆออกงาน มักจะไม่ได้เป็นชิ้นที่เราเล่นได้สุดยอดของเรา อันนี้แสดงถึง "อิทธิพลของบริบท" อย่างชัดเจน

หรือเพื่อประโยชน์ของบทความนี้ (จิตตปัญญาเวชศึกษา) ต้องบอกว่า "อิทธิพลของบริบทต่อสภาวะจิต"

นั่นคือนักเรียนไม่ได้ขาดทักษะการพูด การแสดงออก แต่ขาดสติ ตั้งเจตจำนง tune เจตนาให้ดีก่อน ทั้งก่อนสื่อสารและระหว่างการสื่อสาร

เช่นตอนเกลี้ยกล่อมแม่ให้ตังค์เรา ก็จะพยายามทำตัวน่ารัก น่าเอ็นดู ทำให้ "แม่รัก" ใครๆก็ทำได้ ทำบ่อยๆ ทำจนเก่ง แต่ mentality แบบนี้ไม่ได้เกิดขณะที่เราคุยเกลี้ยกล่อมคนไข้่ในการรักษา เพราะตอนนั้นเรา "ไม่ได้อยากให้เขารัก" แต่ตอนนั้นเรากำลัง "อยากให้ฟังคำสั่งเรา" มากกว่า สภาวะจิตเป็นคนละแบบอย่างสิ้นเชิง กลายเป็น authority ของเราจะถูกรับฟังศิโรราบหรือไม่ กลายเป็นการท้าทายอำนาจ (ที่จริงๆไม่มี) ยิ่งอำนาจเราไม่มี เรายิ่งจิตตก ยิ่งพูดไม่ออก ยิ่งไม่อยากอยู่ตรงนั้น

ตอนอธิบายความจำเป็นในการรักษา ขั้นตอนในการรักษา ถ้าทำไปแกนๆ ฟังไม่ฟังก็เรื่องของแก ไม่ได้สนใจว่าขั้นไหนช่วงไหนที่เข้าใจหรือไม่เข้าใจ แตกต่างจากตอนอธิบายของบ ก็เพราะว่า "ของบนั้น เราได้ประโยชน์ เราได้เงิน" intention ก็แตกต่าง แรงบันดาลใจก็ไม่เหมือนกัน เจตจำนงความมุ่งมั่นก็ต่างกันเยอะ อย่างแรกอาจจะทำให้เสร็จๆไป ห้านาที สิบนาที แต่อย่างหลังเป็นชั่วโมงๆเราก็ต้องการทำ ขอให้ได้เถอะ

ตอนอธิบายพยากรณ์โรค เราก็จิตตกไปก่อนคนไข้ ลืมสภาพของเขาว่าเขาอาจจะรู้สึกเช่นไร แต่บางทียิ่งไปกว่านั้นคือเราเกิดกลัวขึ้นมาเอง ถ้าเป็นเราจะเป็นยังไง จะทำยังไง จะรับไม่ได้ แต่พอผลการพยากรณ์เปลี่ยนบริบทไป พอเราหมดความกลัว พอเราผ่อนคลาย ได้ประโยชน์ เราก็กลับมาควบคุมปัญญาได้ใหม่ ทำได้ดีด้วย

รวมทั้งการชี้แจงข่าวร้าย บอกว่าเราทำอะไรผิดพลาด ยิ่งจี้จุดอ่อนคือความกลัวของเราได้โดยตรง แต่ต่างจากตอนที่เรา debate ในห้องประชุม และยิ่งเป็นความผิดของคนอื่นด้วย เรากลับสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว aggressive และดุดันชัดเจน

ผมเลยเกิดสมมติฐานใหม่ว่าที่เราเห็นทักษะการสื่อสารบกพร่องหย่อนยานนั้น มันเป็นแบบฐานไม่ดี หรือใจไม่ดีกันแน่ เพราะวิธีแก้ วิธีรักษามันคนละเรื่องกัน เรื่องแรกมันเป็นความรู้ เป็นทฤษฎี เป็นการฝึกฝน แต่อีกเรื่องมันผ่านการ "ภาวนา" ให้ความหมาย ปรับสติ ปรับทัศนะ ปรับจิตใจ

เป็นแบบไหนกันแน่?