สวัสดีครับคุณ small man

ขอบคุณครับที่กรุณาแวะมาเยี่ยมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ผมเองก็พบว่าการ facilitate คนอื่น กลับง่ายกว่าการทำเองกับคนใกล้ชิดรอบตัวที่บ้านด้วยซ้ำ ดังนั้นภายหลังเวลาไป facilitate ใคร ผมก็จะพยายามไม่กระทำแบบ idealistic เพราะทราบดีว่ามันยาก

facilitate คนอื่นที่ง่ายก็เพราะ ตอนเราพูด เราไม่ได้อยู่ในบริบทเดียวกับเขา ไม่ได้มี relationship อะไรมาก่อนแบบที่เขาจะมีกับลูก กับภรรยา ครอบครัว หรือคนอื่นๆ เปรียบได้กับผมวิพากษ์การรบบนกระดาษ มันก็แลง่าย แต่คนที่รบจริงๆจะทราบว่ามันไม่เหมือนกัน

ดังนั้นการ dialogue ที่ใช้เรื่องเล่า ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ลงมาจากหอคอยงาช้าง ฟังชีวิตจริง และเอาชีวิตจริงของเราไปแลก เรียกว่า "เรียนรู้ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต" ไม่วนเวียนอยู่ที่ "ฐานคิด" ได้แก่ protocol script map แต่อยู่กับเรื่องราวที่ผุดปรากฏอยู่เบื้องหน้า อ่อนไหว รำ่ไห้ หัวเราะ อย่างอ่อนโยนและปิติกับชีวิตข้างหน้า มิฉะนั้นถ้าพูดทฤษฏีเยอะๆ มันกลายเป็น wording swordplay เต็มไปด้วยบาลี สันสกฤต คำพูดที่ทั้งคนพูดและคนฟังก็ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไรไปได้ก็มีเหมือนกัน

พวกเราที่ลองทำเรื่องนี้กัน คงจะต้องพยายามเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน เป็นกระจกอันผ่องใส สะท้อนให้เห็นมุมมองหลากหลาย จำกัด blindspot ให้กันและกันครับ บนเส้นทางนี้จะได้ไม่เงียบเหงา แม้ alone ก็ไม่ lonely