ประกันสุขภาพ แบ่งแยกคนรวยคนจน

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการแบ่งแยกคนจนและคนรวย ?

เป็นนโยบายของรัฐเพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่เลือกคนจนคนรวย รัฐบาลนำเงินภาษีไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนประชาชน แต่การปฏิบัติจริงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนมากขึ้น  สถานพยาบาลแบ่งแยกสิทธิของประชาชนคนไทยที่มีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลแตกต่างจากประชาชนที่จ่ายเงินค่ารักษาให้กับสถานพยาบาลโดยตรง

ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าต้องเลือกหน่วยบริการปฐมภูมิ  (แห่งเดียวในเบื้องต้น) แต่ประชาชนที่เสียเงินค่ารักษาพยาบาลเองมีสิทธิเข้ารับการรักษาจากทุกสถานพยาบาล ดังนั้นผู้ป่วยที่ลงทะเบียนใช้หลักประกันถ้วนหน้าจะถูกปฏิเสธการใช้สิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ไม่ใช่หน่วยบริการปฐมถูมิ นอกเหนือจากนั้นถึงแม้นผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษาจากหน่วยปฐมภูมิแต่ไม่ใช่ในเวลาที่ให้บริการก็จะไม่ได้รับการรักษานอกจากจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง  

รัฐจ่ายเงินให้สถานพยาบาลเป็นรายหัวของประชาชนที่ลงทะเบียนหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า ไม่ว่าประชาชนที่ลงทะเบียนจะไปใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม เข้าใจว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากที่รัฐจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลแต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ (ไม่มีใครอยากไปสถานพยาบาลถ้าไม่จำเป็นจริงๆ)

  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ดูแลให้ประโยชน์กับประชาชนเป็นหลัก ปล่อยให้สถานพยาบาลกำหนดมาตรฐานของคนออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่เข้ารักษาโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพและกลุ่มที่จ่ายเงินให้สถานพยาบาลโดยตรง ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงดังนี้

วันที่ 16 เมษายน 2554 เวลาประมาณ 17.30 น ผมได้พาลูกชายที่ป่วยมีอาการไอมาเป็นเวลาร่วมเดือน ซื้อยากินมาตลอดเพราะเข้าใจว่าไม่ร้ายแรงอะไร แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงพาไปที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็น หน่วยบริการปฐมภูมิ ที่ลูกชายลงทะเบียนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ เมื่อไปถึงที่เคาน์เตอร์รับคนไข้และแจ้งการใช้สิทธิก็ถูกปฏิเสธเข้ารับการตรวจ โดยแจ้งว่าทางโรงพยาบาลให้บริการในเวลา 8.00 -17.00 น ดังนั้นต้องมาในวันพรุ่งนี้  ผมจึงพยายามอธิบายว่าการเจ็บไข้ไม่สามารถกำหนดเวลาได้ และลูกชายก็ป่วยมานานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่แยแส ปฏิเสธอย่างเดียว ผมขอพบผู้อำนวยการ  เจ้าหน้าที่ได้อ้างว่าตัวเขาคือผู้อำนวยการ ผมจึงขอดูบัตร และหลักฐาน ในที่สุดก็อ้างว่าเขาเป็นหัวหน้าเวรตรวจการณ์ ชื่อ สิริพร ชุ่มน้อย และไม่ยอมให้พบกับผู้อาวุโสกว่า ในที่สุดคุณหมอทนไม่ได้จึงออกจากห้องตรวจมาดู ผมจึงเรียนคุณหมอ คุณหมอก็พยายามช่วย โดยพูดกับเจ้าหน้าที่ว่าคุณหมอจะตรวจและสั่งยาให้และให้ลงเป็นฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็พูดว่าคุณหมอไม่สามารถสั่งยาให้กับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพได้เป็นหมอคนละชุดกัน คุณหมอจึงจำใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ขอขอบคุณในน้ำใจของคุณหมอ (ลืมถามชื่อคุณหมอ)

 

ในที่สุดผมจึงตัดสินใจให้ลูกเข้าทำการรักษาโดยเสียเงิน เมื่อลูกชายเข้าไปตรวจคุณหมอได้สั่งให้ไปเอ็กซเรย์ปอด ผมจึงคิดว่าถ้าคุณหมอสั่งเอ็กซเรย์แสดงว่าไม่ใช่ธรรมดา ถ้าเอ็กซ์เรย์ออกมาและเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่องผมจะต้องใช้เงินมาก และในช่วงนี้ผมไม่มีรายได้มาปีกว่าแล้ว  (ลาออกจากงานประจำหันมาทำงานให้สังคมมากมายแต่เป็นงานฟรีที่ไม่มีรายได้)  จึงต้องพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย จึงของดการเอ็กซ์เรย์ในวันนี้และพรุ่งนี้จะมาตรวจเพื่อใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ คุณหมอไม่คิดค่าตรวจ แต่ผมต้องเสียค่าบริการพยาบาล และค่าบริการทางแพทย์ เป็นจำนวน 80 บาท

เมื่อกลับมาถึงบ้านลูกชายไอตลอดเวลาทำให้ผมสงสารลูกมาก จึงนอนไม่หลับ จนถึง เวลา ตีสองกว่าๆจึงค้นหารายละเอียดเรื่องหลักประกันสุขภาพ และทราบว่ามีสายด่วน โทรได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงโทรไปที่ 1330 และได้พูดสายกับคุณภัทธรพรรณ ได้เล่ารายละเอียดให้ทราบ และสอบถามข้อมูลต่างๆ  และได้รับการยืนยันว่าทาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยินยอมให้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ให้บริการผู้ใช้สิทธิเฉพาะช่วงเวลา 8.00-17.00 น   ถ้าใช้สิทธินอกเวลาจะต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในการตัดสินใจของแพทย์ว่าจะยินยอมรับตรวจรักษาให้หรือไม่  ผมจึงขอให้นำเรื่องร้องเรียนของผมเสนอผู้ใหญ่ให้พิจารณา ว่านโยบายการปฏิบัติดังนี้เป็นการแบ่งแยกคน คนทุกคนควรจะต้องมีสิทธิได้รับการรักษาดูแลเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าคนมีเงินจะมีสิทธิมากกว่าคนไม่มีเงิน ทำให้เกิดช่องว่าง ประเทศไทยเสียหายมามากแล้ว ทุกคนควรจะหันมาคำนึงถึงความเป็นธรรม และให้คุณค่าของคนเท่าเทียมกัน ผมสะเทือนใจมากที่เห็นการตีคุณค่าของคนที่ไม่เท่าเทียมกัน คนมีเงินมีคุณค่ามากกว่าคนยากจนหรือ ผมเข้าใจเรื่องการค้าขาย แต่เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนจะต้องได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

คุณภัทธรพรรณ แจ้งว่าถ้าผมจะร้องเรียนต้องทำเป็นหนังสือเข้ามา ผมจึงแจ้งกลับไปว่า การทำงานแบบนี้จึงทำให้ประเทศชาติไม่เจริญ ทุกอย่างปัดให้ผู้เดือดร้อนต้องทำเรื่องทั้งหมด ผมร้องเรียนไปทางโทรศัพท์และมีการบันทึกเสียง ก็ควรจะรับเรื่อง และนำเสนอไปตามขั้นตอนได้ ต้องการความแน่นอนก็ติดต่อสอบถามและเช็คข้อมูลได้ แต่นี่โยนเรื่องให้พ้นตัว  ให้ผมไปติดต่อเจ้าหน้าที่ๆโรงพยาบาลเพื่อให้เขาช่วยติดต่อผู้บริหารโรงพยาบาล ผมจึงแจ้งไปว่าต้องแยกให้ออกที่ผมแจ้งมานี้เป็นสองเรื่องคือเรื่องที่ผมมีส่วนได้เสียคือเรื่องลูกชายของผมแน่นอนพรุ่งนี้ผมต้องไปดำเนินการที่โรงพยาบาลแน่ แต่ที่ผมแจ้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนผู้ด้อยโอกาสทั่วๆไป ผมยังพอมีปากมีเสียงและมีปัญญาแก้ไขในส่วนของผมได้ แต่ที่ผมต้องการร้องเรียนก็เพื่อประชาชนทั่วๆไปที่เขาไม่มีเงินและไม่มีปากเสียง ผู้มีหน้าที่จะต้องทำงานเพื่อรับใช้สังคม ช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาส ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของโรงพยาบาลเป็นสำคัญ

การเขียนบันทึกของผมในวันนี้ถือว่าเป็นการร้องเรียนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหวังผลให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการพิจารณาคำร้องของผม และแจ้งผลพร้อมเหตุผลให้ประชาชนทุกท่านรับทราบ ถ้าขัดข้องหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อผมได้ที่ e-mail address: [email protected] โทร 089-1381950

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

17 เมษายน 2554