หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการแบ่งแยกคนจนและคนรวย ?
เป็นนโยบายของรัฐเพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่เลือกคนจนคนรวย รัฐบาลนำเงินภาษีไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนประชาชน แต่การปฏิบัติจริงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนมากขึ้น สถานพยาบาลแบ่งแยกสิทธิของประชาชนคนไทยที่มีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลแตกต่างจากประชาชนที่จ่ายเงินค่ารักษาให้กับสถานพยาบาลโดยตรง
ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าต้องเลือกหน่วยบริการปฐมภูมิ (แห่งเดียวในเบื้องต้น) แต่ประชาชนที่เสียเงินค่ารักษาพยาบาลเองมีสิทธิเข้ารับการรักษาจากทุกสถานพยาบาล ดังนั้นผู้ป่วยที่ลงทะเบียนใช้หลักประกันถ้วนหน้าจะถูกปฏิเสธการใช้สิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ไม่ใช่หน่วยบริการปฐมถูมิ นอกเหนือจากนั้นถึงแม้นผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษาจากหน่วยปฐมภูมิแต่ไม่ใช่ในเวลาที่ให้บริการก็จะไม่ได้รับการรักษานอกจากจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง
รัฐจ่ายเงินให้สถานพยาบาลเป็นรายหัวของประชาชนที่ลงทะเบียนหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า ไม่ว่าประชาชนที่ลงทะเบียนจะไปใช้สิทธิหรือไม่ก็ตาม เข้าใจว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากที่รัฐจ่ายเงินให้กับสถานพยาบาลแต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ (ไม่มีใครอยากไปสถานพยาบาลถ้าไม่จำเป็นจริงๆ)
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ดูแลให้ประโยชน์กับประชาชนเป็นหลัก ปล่อยให้สถานพยาบาลกำหนดมาตรฐานของคนออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่เข้ารักษาโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพและกลุ่มที่จ่ายเงินให้สถานพยาบาลโดยตรง ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงดังนี้
วันที่ 16 เมษายน 2554 เวลาประมาณ 17.30 น ผมได้พาลูกชายที่ป่วยมีอาการไอมาเป็นเวลาร่วมเดือน ซื้อยากินมาตลอดเพราะเข้าใจว่าไม่ร้ายแรงอะไร แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงพาไปที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็น หน่วยบริการปฐมภูมิ ที่ลูกชายลงทะเบียนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ เมื่อไปถึงที่เคาน์เตอร์รับคนไข้และแจ้งการใช้สิทธิก็ถูกปฏิเสธเข้ารับการตรวจ โดยแจ้งว่าทางโรงพยาบาลให้บริการในเวลา 8.00 -17.00 น ดังนั้นต้องมาในวันพรุ่งนี้ ผมจึงพยายามอธิบายว่าการเจ็บไข้ไม่สามารถกำหนดเวลาได้ และลูกชายก็ป่วยมานานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่แยแส ปฏิเสธอย่างเดียว ผมขอพบผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ได้อ้างว่าตัวเขาคือผู้อำนวยการ ผมจึงขอดูบัตร และหลักฐาน ในที่สุดก็อ้างว่าเขาเป็นหัวหน้าเวรตรวจการณ์ ชื่อ สิริพร ชุ่มน้อย และไม่ยอมให้พบกับผู้อาวุโสกว่า ในที่สุดคุณหมอทนไม่ได้จึงออกจากห้องตรวจมาดู ผมจึงเรียนคุณหมอ คุณหมอก็พยายามช่วย โดยพูดกับเจ้าหน้าที่ว่าคุณหมอจะตรวจและสั่งยาให้และให้ลงเป็นฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็พูดว่าคุณหมอไม่สามารถสั่งยาให้กับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพได้เป็นหมอคนละชุดกัน คุณหมอจึงจำใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ขอขอบคุณในน้ำใจของคุณหมอ (ลืมถามชื่อคุณหมอ)
ในที่สุดผมจึงตัดสินใจให้ลูกเข้าทำการรักษาโดยเสียเงิน เมื่อลูกชายเข้าไปตรวจคุณหมอได้สั่งให้ไปเอ็กซเรย์ปอด ผมจึงคิดว่าถ้าคุณหมอสั่งเอ็กซเรย์แสดงว่าไม่ใช่ธรรมดา ถ้าเอ็กซ์เรย์ออกมาและเป็นโรคที่ต้องรักษาต่อเนื่องผมจะต้องใช้เงินมาก และในช่วงนี้ผมไม่มีรายได้มาปีกว่าแล้ว (ลาออกจากงานประจำหันมาทำงานให้สังคมมากมายแต่เป็นงานฟรีที่ไม่มีรายได้) จึงต้องพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย จึงของดการเอ็กซ์เรย์ในวันนี้และพรุ่งนี้จะมาตรวจเพื่อใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ คุณหมอไม่คิดค่าตรวจ แต่ผมต้องเสียค่าบริการพยาบาล และค่าบริการทางแพทย์ เป็นจำนวน 80 บาท
เมื่อกลับมาถึงบ้านลูกชายไอตลอดเวลาทำให้ผมสงสารลูกมาก จึงนอนไม่หลับ จนถึง เวลา ตีสองกว่าๆจึงค้นหารายละเอียดเรื่องหลักประกันสุขภาพ และทราบว่ามีสายด่วน โทรได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงโทรไปที่ 1330 และได้พูดสายกับคุณภัทธรพรรณ ได้เล่ารายละเอียดให้ทราบ และสอบถามข้อมูลต่างๆ และได้รับการยืนยันว่าทาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยินยอมให้ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ให้บริการผู้ใช้สิทธิเฉพาะช่วงเวลา 8.00-17.00 น ถ้าใช้สิทธินอกเวลาจะต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในการตัดสินใจของแพทย์ว่าจะยินยอมรับตรวจรักษาให้หรือไม่ ผมจึงขอให้นำเรื่องร้องเรียนของผมเสนอผู้ใหญ่ให้พิจารณา ว่านโยบายการปฏิบัติดังนี้เป็นการแบ่งแยกคน คนทุกคนควรจะต้องมีสิทธิได้รับการรักษาดูแลเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าคนมีเงินจะมีสิทธิมากกว่าคนไม่มีเงิน ทำให้เกิดช่องว่าง ประเทศไทยเสียหายมามากแล้ว ทุกคนควรจะหันมาคำนึงถึงความเป็นธรรม และให้คุณค่าของคนเท่าเทียมกัน ผมสะเทือนใจมากที่เห็นการตีคุณค่าของคนที่ไม่เท่าเทียมกัน คนมีเงินมีคุณค่ามากกว่าคนยากจนหรือ ผมเข้าใจเรื่องการค้าขาย แต่เรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนจะต้องได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
คุณภัทธรพรรณ แจ้งว่าถ้าผมจะร้องเรียนต้องทำเป็นหนังสือเข้ามา ผมจึงแจ้งกลับไปว่า การทำงานแบบนี้จึงทำให้ประเทศชาติไม่เจริญ ทุกอย่างปัดให้ผู้เดือดร้อนต้องทำเรื่องทั้งหมด ผมร้องเรียนไปทางโทรศัพท์และมีการบันทึกเสียง ก็ควรจะรับเรื่อง และนำเสนอไปตามขั้นตอนได้ ต้องการความแน่นอนก็ติดต่อสอบถามและเช็คข้อมูลได้ แต่นี่โยนเรื่องให้พ้นตัว ให้ผมไปติดต่อเจ้าหน้าที่ๆโรงพยาบาลเพื่อให้เขาช่วยติดต่อผู้บริหารโรงพยาบาล ผมจึงแจ้งไปว่าต้องแยกให้ออกที่ผมแจ้งมานี้เป็นสองเรื่องคือเรื่องที่ผมมีส่วนได้เสียคือเรื่องลูกชายของผมแน่นอนพรุ่งนี้ผมต้องไปดำเนินการที่โรงพยาบาลแน่ แต่ที่ผมแจ้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนผู้ด้อยโอกาสทั่วๆไป ผมยังพอมีปากมีเสียงและมีปัญญาแก้ไขในส่วนของผมได้ แต่ที่ผมต้องการร้องเรียนก็เพื่อประชาชนทั่วๆไปที่เขาไม่มีเงินและไม่มีปากเสียง ผู้มีหน้าที่จะต้องทำงานเพื่อรับใช้สังคม ช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาส ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของโรงพยาบาลเป็นสำคัญ
การเขียนบันทึกของผมในวันนี้ถือว่าเป็นการร้องเรียนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหวังผลให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการพิจารณาคำร้องของผม และแจ้งผลพร้อมเหตุผลให้ประชาชนทุกท่านรับทราบ ถ้าขัดข้องหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อผมได้ที่ e-mail address: [email protected] โทร 089-1381950
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
17 เมษายน 2554
อ่านและรับทราบด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ทราบว่า รพ.ดังกล่าวเป็น รพ.รัฐ หรือเปล่าคะ หากเป็น รพ.รัฐ ไม่อาจปฏิเสธได้คะ
เราต้องช่วยกันพัฒนาประเทศของเราให้ดำเนินไปในทางที่ควรจะเป็น โดยเราต้องช่วยกันเสาะแสวงหาหนทางที่เหมาะสมด้วยนะครับ
เชษฐา เปรมานนท์
สวัสดีครับคุณธิดา และคุณเชษฐา
ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจแสดงความคิดเห็น ผมเข้าใจว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนครับ ที่ผมนำมากล่าวถึงเป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายๆอย่างที่แสดงให้เห็นว่านโยบายดี แต่พอมาถึงขั้นปฏิบัติ ซึ่งมีหลายขั้นตอนและหลายผู้เกี่ยวข้อง ต่างเอาแต่ความสะดวกของฝ่ายตนเป็นที่ตั้ง และไม่ได้ดูถึงประโยชน์ของผู้รับ ที่ไม่มีอำนาจต่อรองไม่มีปากเสียง ผู้ให้นโยบายก็ไม่เคยติดตามหรือลงไปสัมผัสให้เห็นจริง ในที่สุดประเทศชาติก็สูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่นกรณีของหลักประกันสุขภาพทั่วหน้า และเบี้ยบำนาญผู้สูงอายุเป็นตน คนเป็นทรัพยากรของแผ่นดิน รัฐบาลต้องให้การดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การดูแลพื้นฐานทุกคนต้องได้รับความเท่าเทียม ส่วนคนที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อการบริการในสิ่งที่มากกว่าไม่มีใครว่า
ลำพังผมและครอบครัวคงสามารถหาทางออกได้ แต่มีประชาชนเป็นจำนวนมากที่เขาไม่มีปากเสียงและอยู่ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เราจะต้องช่วยกันเอาใจใส่เป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขาเหล่านั้น
ดิฉันได้อ่านข้อความต่าง ๆ ข้างบนนี้แล้วก็รู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ งค่ะ เพราะก็อย่างที่คุณชาญโชติบอก ความป่วยมันไม่สามารถที่จะกำหนดหรือเลือกเวลาได้ ตอนนี้ดิฉันกำลังจะเข้าเวบของ สปสช.เพื่อติดตามเรื่องที่ดิฉันผากไว้ตั้งแต่เดอนสิงหาคม ปี 2553ค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องของค่ารักษาพยาบาลในส่วนของการล้างไต ซึ่งทางโรงพยาบาลแจ้งว่าการล้างไตด้ยเครื่องในกรณีของแม่ดิฉันนั้นไม่สามารถกเบิกจากสปสช.ได้ ผู้ป่วยต้องชำระเองซึ่งเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 20000 บาทก แต่เนื่องจากดิฉันเองก็ไม่ได้มีเงินเยอะ ก็เลยไปศึกษาในเอกสารของสปสช.เองซึ่งก็พบว่าในกรณีของแม่ดิฉันนั้น สามารถที่จะได้สิทธิเบิกกสปสช.ได้ ดิฉันก็ได้โทรไปแจ้งเรื่องกับเจ้าหน้าที่ call center 1330 แล้วก็ได้รับคำแนะนำแบบกคุณชาญโชตินั่นแหละค่ะว่าต้องทำเป็นเอกสารแจ้งเข้ามา ตอนนี้ดิฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เค้าให้ทำ เราก็ทำ แต่ก็ยื่นเรื่องไปตั้งแต่สองหาคม 2553 ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการของ สปสช. ซึ่งเข้าใจว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 เดือน แต่พอหลังจากคณะอนุกรรมการได้เห็นชอบควรจ่ายชำระคืนใฝห้ผู้ป่วยแล้เว ทางสปสช.ก็ต้องไปเรียกจากโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา (ซึ่งเป็นไปตามกข้อตกลงระหว่าง สปสช.กับโรงพยาบาล) ดิฉันก็ตามมาตั้งแต่ประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องและประสานงานคนเดิม ก็แจ้งว่าต้องรอทางโรงพยาบาลติดต่อกลับมาเองซึ่งอาจใช้เวลา ดิฉันก็พยายามอดทนรอ นี่ก็ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า ก็เลยตั้งใจว่าจะร้องเรียนผ่านเวบก่อน แล้วถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า ดิฉันจะแจ้งเรื่องผ่าน 1111 สายด่วนภาครัฐ ถ้าเป็นสมัยก่อน จะมีเวบ ระฆังทอง ซึ่งเป็นเวบของรัฐทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนทุกชนิด และดิฉันก็เคยใช้บริการกกมาก่อน เห็นว่าเป็นหน่วยงานที่ติดตามเรื่องได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส ในเหตุการณืครั้งนั้นทำให้มีเจ้าน้าที่ตำรวจกในท้องทีได้รับการตำหนิจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่าทำงานไม่โปร่งใส
ใช่ค่ะ ยังมีประชาชนอีกมากที่ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยความไม่รู้หรือด้วยอะไรก็ตาม เราจึงควรช่วกยกันทำในสิ่งที่เราจะสามารถทำได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สิริลักษณ์
เรียนคุณสิริลักษณ์
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลทีเขียนมาเป็นประโยชน์อย่างมากครับ ผมคิดว่าประชาชนต้องร่วมกันผลักดันครับ ส่งข่าวต่อๆไปและช่วยแนะนำวิธีการ แบบสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้ผู้รับผิดชอบตลอดจนผู้เกี่ยวข้องหันมาให้ความสำคัญและช่วยกันแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องรวมตัวกันเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และจากชุมชนเอง รณรงค์ให้เห็นคุณค่าของประชาชนคนไทย ตลอดจนต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยบุญในแผ่นดินประเทศไทยอย่างถูกต้องให้ได้รับความเป็นธรรม ความเสมอภาคในสังคมและในทุกภาคส่วน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันทุกคนและทุกภาคส่วน อย่างบูรณาการและต่อเนื่อง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการระดมคนหรือปลุกม๊อบให้มาเดินขนวบหรือประท้วงปิดกั้นถนน เรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม มีมานานแล้ว ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เป็นความผิดของกระแสนิยมที่ผิดพลาดกันมานานแล้ว ถึงเวลาที่ต้องหันมาช่วยกันอย่างจริงจัง
ฟังแล้ว เห้นใจมากเลยคะ..เพราะตัวเองก็มีลูกเล็กๆเหมือนกัน เวลาลูกไม่สบายเป็นเวลาที่ พ่อแม่ทุกข์ใจที่สุดเลย หนูเป็นพยาบาลประจำ สถานีอนามัยในต่างจังหวัด ก็ไม่เคยนึกว่าระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบันจะทำให้คนในชุมชนเมือง ต้องเสียสิทธิ์ และถูกโรงพยาบาลเอาเปรียบได้มากขนาดนี้.. การเจ็บป่วยนอกเวลา เป้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ที่ต่างจังหวัด พวกหนูนอนเวรรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ พวกเราไม่ได้ OT แต่ถ้ามีคนไข้มานอกเวลา พวกเราก้ช่วยตรวจรักษาให้นะคะ และปกติ รพ.รัฐทุกแห่งจะเปิดห้องฉุกเฉินตลอด 24 ชม.อยู่แล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองควรสอดส่อง รพ.เอกชนที่เข้าโครงการเพื่อเอาค่าหัว แต่ไม่เต็มใจให้บริการนะคะ แล้วก็ควรพัฒนาระบบบริการของรัฐให้มีคุณภาพใกล้เคียง เอกชนด้วยคะ
ขอบคุณครับที่ช่วยแสดงความเห็น ก็อยากให้ผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้ามาอ่านครับ อย่างไรก็ตามถ้าเขาไม่อ่านก็ช่วยกันเผยแพร่และหาทางส่งผ่านสื่อใดก็ได้ที่ทำให้เขาได้อ่านครับ ผมเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม ใครทำอะไรไม่ดีไว้สักวันกรรมนั้นก็จะตอบสนองไม่เร็วก็ช้า บางครั้งกรรมนั้นไปตกกับลูกหลาน เดี๋ยวนี้เทวดาใจร้อน ไม่รอถึงชาติหน้า เห็นผลในชาตินี้เลยครับ ทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี ที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
ผมรอการติดต่อจาก "สปสช" แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับมาเลย นี่คือจุดอ่อนของการทำงานในองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งโดยภาครัฐ ท่านไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการร้องเรียนของประชาชนเท่าใด ท่านมักจะดำเนินการเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้ที่มีอำนาจเหนือท่าน กรรมการองค์กรส่วนมากก็เป็นผู้ที่เคยรับราชการในตำแหน่งสูงๆเมื่อเกษียรอายุราชการท่านก็เข้ามารับตำแหน่ง หรือถ้าไม่มาจากหน่วยราชการก็มักจะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งแต่ละท่านรับเป็นกรรมการหลายแห่งด้วยกันจึงไม่ค่อยมีเวลาเท่าใด ผู้ที่รับเรื่องจะเป็นพนักงานประจำซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก จึงไม่สามารถทำงานเชิงรุกและรับได้ แค่ทำงานประจำให้ผ่านไปวันๆ ก็ไม่ค่อยจะทันแล้ว หรือถ้าเกิดมีจิตสำนึกอยากจะทำเพื่อประชาชนและผู้เสียผลประโยชน์จริงๆ ก็ทำไม่ได้เพราะยุ่งยากไม่มีอำนาจและเกินกำลัง ผมจึงหวังแค่ประชาสัมพันธ์ออกไป เพื่ออย่างน้อยทำให้สังคมเริ่มคิด และหันมาช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม เมื่อสังคมเข้มแข็ง จึงจะสามารถผลักดันปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับสังคมจริงๆให้ผู้มีส่วนได้เสียหันมาให้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของแต่ละท่าน
อยากให้กรรมการของ "สปสช" ได้อ่านบทความนี้ และยินดีให้ท่านเข้ามาชี้แจงให้ผมและประชาชนท่านอื่นๆได้รับทราบเหตุผลและการดำเนินการขององค์กรของท่าน ถ้าสิ่งที่เขียนในบทความนี้ทั้งส่วนของผมหรือส่วนของผู้แสดงความคิดเห็นถูกต้องและท่านเห็นด้วย ก็โปรดตอบรับและช่วยหาวิธีการที่จะแก้ปัญหา และมีสิ่งใดที่ผมและท่านอื่นๆสามารถช่วยเหลือได้ก็โปรดแจ้ง แต่ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็น ท่านโปรดชี้แจง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
นอกจากกรรมการหรือผู้เกี่ยวข้องในองค์กร "สปสช" แล้ว ผมอยากให้ท่านผู้บริหารโรงพยาบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวของในโรงพยาบาลแสดงความคิดเห็นด้วย
ขอความกรุณาท่านผู้ที่เข้ามาอ่านช่วยส่งต่อให้กับผู้เกี่ยวข้องด้วยครับ (สปสช หรือ โรงพยาบาล)
วันนี้ดิฉันได้พาลูกชายไปหาหมอที่โรงพยาบาลช้างเผือกเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาล 30 บาท ที่รักษาอยู่เป็นประจำเวลาที่ลูกป่วยและไม่มีเงิน ถ้ามีเงินก็ไม่เคยไป ไปแค่บางช่วงที่ขับสนเท่านั้น และทุกครั้งที่ไปก็มักจะเจอแต่สิ่งที่แย่ ๆ เช่น พยาบาลและหมอพูดไม่เพราะ บริการแย่สุด ๆ วัดไข้ก็ไม่ได้เรื่อง แต่จำเป็นที่จะต้องไปเพราะขับสนจริง ๆ ในบางเวลา และวันนี้ก็เช่นกันพาลูกชายไปเพราะนิ้วโป้งของลูกงอขึ้นลงไม่ได้ และทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลไม่ว่าโรงพยาบาลไหนดิฉันก็จะให้ลูกสวมหน้าอนามัยเสมอ และวันนี้ก็เช่นกัน พอไปจุดคัดกรองเสร็จซึ่งก็ได้รับการบริการแย่เหมือนทุกครั้งซึ่งก็ชินแล้ว และเมื่อเข้าไปพบหมอ หมอก็ดึงหน้ากากอนามัยของลูกดิฉันและส่งให้ดิฉันพร้อมพูดว่าไม่ต้องใส่หรอกจะใส่ไปทำไมหัดให้ลูกได้รับเชื้อโรคบ้างจะได้แข็งแรงดิฉันก็ไม่ว่าอะไรก็รับหน้ากากอนามัยไว้ พอหมอดูนิ้วมือลูกดิฉันแล้วก็พูดว่า นิ้วเป็นอย่างนี้ไม่มีวิธีรักษาหรอกก็ให้กลับบ้านแล้วเอาน้ำอุ่นประคบแล้วหมุนขึ้น หมุนลง พร้อมทำให้ดูลูกดิฉันก็ร้องว่าเจ็บ ๆ ดิฉันก็ไม่ว่าอะไร แล้วดิฉันก็ถามหมอว่า เอ๊ คุณหมอค่ะที่นิ้วลูกดิฉันเป็นอย่างนี้เกิดจากสาเหตุอะไรค่ะ หมอตอบยังไงรู้ไมค่ะ หมอตอบว่า “จะไปรู้หรอ เธอเป็นแม่เธอยังไม่รู้เลย แล้วหมอจะรู้หรอ” เป็นคำตอบที่ถูกต้องเลยค่ะ ดิฉันก็ลุกขึ้นจูงมือลูกออกมาเลย ไม่มีคำพูดอะไรหลุดจากปากดิฉันค่ะ ไม่รอสรุป ไม่รอนัดต่อไป ออกมาแล้วกลับบ้านเลยค่ะ ที่จริงคนที่เป็นหมอควรมีสำนึกความเป็นหมอบ้างก็ดีนะค่ะ เพราะหมอที่ดีไม่เห็นแก่เงิน จะเป็นหมอที่พูดจาไพเราะสามารถรักษาได้ทั้งกายและจิตใจของคนไข้ แม้แต่คำพูดก็สามารถให้กำลังใจคนไข้หรือญาติ ๆ คนไข้ได้ เพราะแค่คนไข้ไม่สบายญาติ ๆ ก็เป็นทุกข์มากพออยู่แล้ว แต่คำพูดของหมอยิ่งบั่นทอนความรู้สึกให้แย่ลงไปอีก ซึ่งเป็นหมอที่ไร้จรรยาบรรณ ไร้เมตตา ใจดำ
สวัสดีครับคุณอี๊
ได้อ่านข้อความที่ส่งมาแล้ว เห็นใจและเข้าใจจริงๆครับ จดชื่อหมอไว้หรือไม่ครับ ต้องแจ้งผู้อำนวยการเลยครับ เราเป็นลูกค้าของเขาหมอก็ไม่ได้รักษาฟรีมีเงินเดือน หรือได้ค่าตรวจ โรงพยาบาลก็ได้เงินจากทางรัฐ รัฐก็นำเงินภาษีไปจ่ายให้กับโรงพยาบาล ถ้าเกิดกับผมๆคงไม่ยอม จะต้องว่ากล่าวตักเตือนหมอ หรือขอพบกับผู้อำนวยการ (แต่รู้ว่าโอกาสได้เจอผู้บริหารน้อยมาก ก็จะมีตัวแทนมาอ้างว่าเขาเป็นเวรมีอำนาจในขณะนั้น ก็จะนั่งฟังเราและรับเรื่องไว้ หลังจากนั้นก็เงียบ) ร้องเรียนเท่าที่ทำได้ หลังจากนั้นก็ไปร้องเรียนกับ call center 1330 (ไม่ทราบว่าที่เชียงใหม่เบอร์เดียวกันหรือไม่) เขาก็จะให้เราพูดหลังจากนั้นก็อาจจะให้ทำเรื่องร้องเรียนเป็นเอกสาร อย่างที่ผมขียนในบันทึกก่อนหน้านี้ และเรื่องก็เงียบ
อย่างไรก็ตามคุณสามารถข่มใจได้ก็ดีกับคุณครับ ทำให้พวกคนที่ไม่มีจิตใจขาดจริยธรรมในอาชีพ ได้ใจ ก็ทำไปเรื่อยๆกับคนอื่นๆต่อไป นานๆก็จะเจอคนอย่างผมสักครั้ง ก็อาจจะทำให้เขารู้สึกตัวบาง อาจจะเบาๆลงไปบ้าง หรือบางคนใจหยาบมากไม่รู้สึกอะไรเลย
ผมไม่สามารถบอกได้ว่าควรจะทำอย่างที่คุณทำคือนิ่ง หรือทำแบบผมคือไม่ยอมเอาเรื่องจนถึงที่สุด ก็ไม่ทราบว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน ก็ขึ้นอยู่กับสถานะและปัจจัยความพร้อมของแต่ละคน คุณอาจจะไม่มีเวลาที่จะมาตอแยด้วย ผมเองก็ไม่อยากไปเสียเวลากับเรื่องแบบนี้เช่นกันยุ่งไปแล้วก็เสียเวลาและผลที่จะได้ตามที่เราอยากให้เป็นน้อยมาก แต่ก็ขอยืนยันว่าถ้าเจอกับผมตรงๆ ผมไม่ยอม อย่างที่เคยเกิดขึ้น อาจจะเสียเวลาบ้างและก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ แต่ก็ถือว่าได้ดำเนินการเพื่อให้คนที่กระทำแบบนั้นสำนึกบ้าง หรือเขาอาจจะไม่สำนึกเลย แต่ผมทำโดยไม่หวังผลเลิศ ทำเท่าที่ทำได้ แต่ไม่ถึงกับจะต้องเอาเป็นเอาตาย เมื่อถึงจุดหนึ่งก้ตัดออกไป ทำดีที่สุดแล้ว ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรกับเขาได้ คนที่มีอำนาจหรือผู้ที่มีอิทธิพลต่อเขาอาจจะไม่สนใจและถือว่าไม่ใช่เรื่อง แต่ผมเชื่อในเวรกรรมครับ เขาอาจจะไม่ได้ลบผลก็ทบจากผู้เดือดร้อนเลย แต่รับรองได้ว่าวันหนึ่งเขาจะต้องได้รับผลจากการกระทำของเขาอย่างแน่นอน และคนอย่างนี้จะไม่มีวันมีความสุข ดูข้างนอกอาจจะคิดว่าเขาสุขสบาย แต่เชื่อได้เลยครับเขาไม่สบายแน่นอน คนแต่ละคนมีทั้งเทวดาและยักษ์อยู่ในตัว อยู่กับการควบคุมและการกระทำของตัวเองทั้งนั้นครับที่จะทำให้เราเป็นเทวดา หรือเป็นยักษ์ ก็ขอให้ลูกหายไวๆ เจอหมอดีๆช่วยรักษาให้หายเร็วๆครับ
เห็นใจเลยครับ
เพราะทุกวันนี้ก็ประสบกับตัวเองอยู้ครับ
แต่ในกรณีของผม
ป่วยมาเป็นปีแล้ว หมอยังไม่วินิจฉัยแบบละเอียดให้เลยครับ
ทุกวันนี้รักษาฟรี แล้วรู้สึกเหมือนขอทานไม่มีผิด
ไอ้ผมก็คนจน ไม่มีปัญญาจ่ายเงินหรอก
ตอนนี้อยากทำเรื่องย้ายโรงพยาบาล แต่โควต้าเต็มหมด
หมดสิทธิ์ย้ายไปที่ไหนๆ ต้องทำใจรักษาที่เดิมต่อไป
ครับผมเชื่อว่ามีคนไทยเป็นจำนวนไม่น้อยที่เจอแบบเดียวกับคุณ ก็ขอแสดงความเห็นใจด้วยครับที่เหตุการดังกล่าวเกิดขึ้นกับท่าน เราคงต้องช่วยกันครับ โดยการสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนมอบความรักให้กับทุกคน ให้ความช่วยเหลือเผื่อแพร่ซึ่งกันและกัน ขอเอาใจช่วยครับ ขอให้หายไวๆ ครับ
ขอแสดงความเห็นใจด้วยคนครับ เนื่องจากผมเป็นเภสัชกรอยู่ในหน่วยงานปฐมภูมิของรัฐ ในหน่วยงานของผมถือว่าโชคดี ตรงที่ทุกคนในหน่วยงานนั้น มีจิตสำนึกที่ดีครับ ไม่เห็นแก่ตัว เมื่อคนไข้มานอกเวลา พวกเราก็พร้อมให้บริการ และยา เราก็จัดหามาเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งเกรดยา จนทุกวันนี้ คนไข้มามาก และเจ้าหน้าที่เหนื่อยมาก เพราะคลีนิกเอกชนปัดภาระมาให้ ไม่ยอมบริการ อ้างว่าไม่มีหมอ ให้มารักษาที่หน่วยงานของรัฐ แต่คนไข้ก็เต็มใจจ่ายให้รัฐ เพราะราคาถูกมาก ไม่เกินร้อยบาท สบายใจกว่าการต้องมาถูกด่าจากเอกชน แต่ทางรัฐ ก็แทบจะไม่มีกำลังทำอะไรแล้วครับ เพราะต้องทำงานแทบทุกอย่าง ทั้งการประเมินคุณภาพ การดูแล การจัดหา การอบรม การประชุม และที่สำคัญ คือ การที่เงินเดือนน้อยกว่าภาคเอกชนมาก ผมทำงานมาเกือบสิบปี ตอนนี้เงินเดือนไม่ถึงหมื่นห้า แต่คนที่เข้ามาใหม่ ได้หมื่นห้า มากกว่าผมด้วย คือเทียบเท่ากัน แต่เด็กจบใหม่ ประสบการณ์และความเอาใจใส่คนไข้ยังต่างกันมาก ทำให้บางครั้งก็รู้สึกท้อแท้ครับ ผมเข้าใจและเห็นใจคนไข้มากๆ เพราะความจริงคือ เอกชน ก็ตีหัวเข้าบ้าน ได้เงินค่าหัวไป แต่ลดรายจ่าย ด้วยการไม่จ่าย ไม่ดูแล แต่ถ้าเอกชนที่ทำดีอยู่แล้ว ก็ต้องขอโทษด้วย ส่วนภาครัฐก็มีทั้งดีและไม่ดีครับ แต่ที่น่าเห็นใจ คือ คนทำงานภาครัฐเงินเดือนน้อยมาก ดังนั้นโปรดเข้าใจ และเห็นใจผู้ให้บริการ และทางที่ดี ผมอยากให้ สปสช ลงมาจัดการแก้ปัญหาต่างๆให้ชัดเจน ก็ขอฝากแค่นี้ครับ โชคดีครับ
เห็นใจทุกๆท่านเหมือนกันครับ เจอมากับตัวเองเลย เหตุมีอยู่ว่า แม่ของผมต้องผ่าตัดตาเนื่องจากเป็นต้อกระจกมานานมากแล้ว เริ่มจากแม่ของผมไปหาหมอแล้วตรวจพบว่าเป็นต้อกระจกตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่หมอพยายามยื้อและถ่วงเวลามาจนถึงทุกวันนี้ (สิทธิรักษาที่โรงพยาบาลบางมด) และในที่สุดวันก่อนแม่มีอาการไม่ค่อยดีกับดวงตา จึงพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า หมอตรวจว่าดวงตาของแม่เริ่มเป็นต้อหินแล้ว ได้ยินอย่างนี้เลยปวดหัวเลยครับ ไม่มีเงินรักษา เพราะต้องใช้เงินค่าผ่าตัดอยู่หลายหมื่นบาทเลยครับ จะใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หมอก็ไม่ยอมทำให้ หาข้ออ้างไปเรื่อย คือผมอยากจะย้ายสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า แต่พอไปเดินเรื่องที่สำนักงานเขตแล้ว ทางเขตก็บอกว่าเต็ม ไม่สามารถรับเพิ่มได้อีกแล้ว อย่างนี้ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ พอจะมีทางไหนที่พอจะทำเรื่องย้ายโรงพยาบาลได้บ้างครับ ขอความกรุณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ไปร้องเรียนกับสำนักประกันสังคมได้เลยครับ ถ้าแจ้งกับเจ้าหน้าที่ระดับล่างไม่ได้ก็ให้ไปขอพบระดับผู้บริหาร ผมเคยเห็นว่ามีโครงการหลายแห่งที่ช่วยเหลือผู้มีปัญหาเรื่องตา แต่จำไม่ได้ ผมเชื่อว่ามีหลายหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่มีปัญหาแต่ช่วยตัวเองไม่ได้ มีมูลนิธิหลายๆแห่งที่สามารถช่วยเหลือได้ ลองพยายามหาทางติดต่อหลายๆช่องทางครับ อย่างไรก็ตามผมจะช่วยหาหาข้อมูลและส่งข่าวให้เครือข่ายของผมช่วยส่งข่าวเผื่อจะพบคนมีเมตตาให้ความช่วยเหลือได้ ขอให้โชคดีได้พบผู้ที่มีเมตตาที่สามารถให้ความช่วยเหลือคุณแม่ของคุณได้ครับ
สวัสดีครับ คนตกงาน ผมไดเผยแพร่เรื่องความเดือดร้อนที่คุณพบ ไปให้เครื่อข่ายของผมบน facebook และได้รับการแจ้งกลับจาก คุณวัลลภ วิยะเศษ แนะนำให้ติดต่อโรงพยาบาล บ้านแพ้ว ซอยสุขุมวิท 39 โทร 02-2590333 แจ้งขอใช้สิทธิ์ "สปสช" ติดต่อดูครับ ขอให้โชคดี ดีความอย่างไรแจ้งด้วยครับ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
ได้รับความเห็นจากคุณชลัญธร ดังนี้ครับ
งง สิทธฺิหลักประกันสุขภาพเต็มได้ด้วยหรือค่ะ หรือเป็นเฉพาะในเมืองหลวง การผ่าตัดไม่ได้น่าจะมาจากสาเหตุอื่น เพราะที่โคราช มหาราชก็รับรักษาแทบทุกกรณี ขนาดไม่มีเงิน ก็ยังมีแผนกสังคมสงเคราะให้ช่วยเหลือ หรือต่างด้าวแท้ๆ เราก็ยังพยายามหาสิทธิรักษาให้ เรื่องนี้น่าจะต้องร้องเรียนที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพ ซึ่งทุกโรงพยาบาลที่รับสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องมีศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ของสำนักงานประกันสุขภาพค่ะ อยู่บ้านนอกไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิทธิการรักษา เพราะเกื้อกูลด้านมนุษยธรรม อยู่เมืองหลวงนี่ลำบากจริง ...เฮ้ย
ขอกราบขอบพระคุณ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท มากจริงๆครับ ที่ค้นหา และแนะนำข้อมูลให้ครับ จริงๆแล้วผมเคยโทรไปร้องเรียนกับ 1330 แล้วล่ะครับ แต่ทางนั้นก็อ้างว่าต้องไปแจ้งย้ายที่สำนักงานเขตเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่น ส่วนทางสำนักงานเขตก็อ้างว่าเต็มแล้ว ไม่สามารถใส่รายชื่อเพิ่มเข้าไปได้อีกน่ะครับ ผมเลยไปร้องเรียนกับแผนกพัฒนาสังคมของทางเขต เขาก็บอกว่าจะรับเรื่องไว้ให้ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีติดต่อกลับ คือจริงๆแล้วผมพยายามหาทางย้ายให้แม่ไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าตั้งแต่ปีก่อนแล้วล่ะครับ เนื่องจากแม่ของผมมีก้อนนิ่วอยู่ที่ท่อไตจนก้อนใหญ่มากแล้ว (เท่ากำมือเด็ก ลองคำนวนจากภาพเอ็กซ์เรย์) จนถึงทุกวันนี้ทางโรงพยาบาลก็พยายามยื้อไม่ยอมผ่าให้ ทั้งๆที่ตรวจแล้วว่าไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆเลย แต่ทางหมอก็พยายามบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยโอนไปโอนมาจนผมงงมากเลยครับ ต้องเดินเรื่องอยู่ตั้งนานก็ยังไม่ได้ จนผมหมดปัญญาแล้วล่ะครับ แต่สุดท้ายก็ยังโชคดีที่ยังไม่มีโรคหรืออาการใดๆมาแทรกซ้อน ตอนนี้ที่กลัวที่สุด คือกลัวแม่ผมเป็นโรคไตนี่แหละครับ เดี๋ยวผมจะลองติดต่อ ร.พ.บ้านแพ้ว ครับ สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท และทุกๆท่านที่ช่วยเสนอหนทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผมนะครับ
อยากเรียนถาม หน่วยงาน สปสช คือเรื่องมีอยู่ว่า คุณแม่ป่วยหนักและกระทันหันจึงมีความจำเป็นต้องรีบนำส่งโรงพยาบบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งคุณหมอก็รักษาเป็นอย่างดีจนคุณแม่หายเป็นปกติ และได้บอกคุณหมอว่าคุณแม่มีสิทธิในการเบิกตรงได้ ทางโรงพยาบาลก็ได้เรียกเก็บเงินค่ารักษา คุณแม่นอนที่โรงพยาบาล 1 คืน ทางเราก็จ่ายเงินไป และขอเอกสารแนบจากโรงพยาบาล เพื่อที่จะนำมาเบิกเงินจากต้นสังกัด เมื่อนำเอกสารทั้งหมดไปเบิกเงินจากต้นสังกัด เขาบอกว่าคุณแม่เข้ารับการรักษาหลัง วันที่ 1 เมษายน 2555 ต้องนำเอกสารไปติดต่อกับทางโรงพยาบาล เพื่อที่ไปแลกคืนกับเงินที่จ่ายไป พอโทรศัพท์ไปที่โรงพยาบาล เขาบอกว่าจะต้องสอบถามกับทาง สปสช. ก่อนว่าจะเบิกได้ไหม ก็อยากเรียนถามว่า เป็นอย่างไรกันแน่ เบิกได้หรือไม่ได้ ลืมบอกว่า คุณหมอลงความคิดเห็นว่า เป็นผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แล้วจะให้ทำอย่า่่งไรเงินก็จ่ายไปแล้ว เบิกต้นสังกัดก็ไม่ได้ ช่วยตอบทีอยากรู้คำตอบมากๆๆ ขอขอบคุณมาล่วงหน้า