สอนภาษาไทยเพื่ออะไร: แนวคิดเชิงปฏิรูปนิยม


การสอนภาษาไทยเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

 

มาร่วมสร้างประชาคมการสอนภาษาไทยให้มีหลักการ มีทฤษฎีและมีชีวิต 

 

เฉลิมลาภ ทองอาจ

 

          การเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายใน  เป็นเป้าหมายที่สำคัญของการศึกษาทั้งในระดับการศึกษาทางโลกและการศึกษาทางธรรม  การเปลี่ยนแปลงในระดับทางโลก  อิงกับหลักการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล  ซึ่งนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม (behaviorist) เรียกการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่ค่อนข้างจะถาวร  อันเนื่องมาจากการฝึกหัดหรือการได้รับประสบการณ์ว่า “การเรียนรู้” (learning) ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนที่อ่านไม่ได้  เขียนไม่ได้  ได้ระดับการสอนด้วยวิธีการต่างๆ จากครู  กระทั่งสามารถอ่านดีและเขียนเป็นนั้น ย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  หรือเกิดการเรียนรู้ในระดับทางโลก คือการเรียนรู้ในสรรพวิทยาการหรือ “ความรู้” สำหรับการดำเนินชีวิตปุถุชน ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก  

 

          ส่วนในทางธรรมนั้น  การเปลี่ยนแปลงภายใน ย่อมเป็นการปฏิรูปหรือการฟื้นฟูจิตวิญญาณของบุคคลให้เกิดการ “ตื่นรู้” ในสภาวะต่างๆ  Dalai Lama (2001: 17) ผู้นำด้านจิตวิญญาณของธิเบต         ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงภายในสรุปได้ว่า  เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงภายในคือ  การช่วยเหลือและให้บริการผู้อื่น  (service for others)  ดังนั้น  ผู้ที่ตื่นรู้หรือเข้าถึงธรรมจะต้องไม่โดดเดี่ยวตนเองออกมาจากสังคม โดยนัยนี้หมายความว่า  เป้าหมายของการเรียนรู้ในทางธรรมก็คือ  การมีจิตใจที่โอ่อ่าไพศาลเช่นมหาสมุทร  และมีปณิธานหรือแรงจูงใจอันใสบริสุทธิ์อย่างยิ่ง                   ที่จะช่วยเหลือบุคคลอื่นๆ ในสังคมให้ปราศจากทุกข์  ข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่งคือ หากเป้าหมายนี้คือผลผลิตหรือผลลัพธ์ (outcome) เดียวกันกับอุดมการณ์สูงสุดของการศึกษาชาติ  ที่นักการศึกษาหรือผู้มีใจใฝ่ในการศึกษายอมรับ  และต้องการให้เป็นคุณลักษณะของผู้เรียนไทยแล้วล่ะก็ ในฐานะที่เป็น         นักหลักสูตรและการสอนภาษาไทย เราคงจะต้องเผชิญกับคำถามที่ท้าทายความคิดหลายข้อว่า  เป้าหมาย เนื้อหาสาระ กระบวนการเรียนการสอน และการประเมินผลอันเป็นองค์ประกอบของหลักสูตรภาษาไทยที่เราคุ้นชินนั้น เป็นไปเพื่อผลลัพธ์ดังกล่าวจริงหรือไม่  มีตัวชี้วัดใดหรือมีสาระการเรียนรู้ใด      ที่จะพัฒนาผู้เรียนของเราให้เป็นผู้มีจิตใจเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  หรือจริงๆ แล้วตัวชี้วัดนั้น      วัดเฉพาะแต่เพียงว่า ผู้เรียนของเราจะมีคุณสมบัติพร้อมแล้วที่จะเป็น “ปุถุชน”  ในสังคมอันจอมปลอมนี้เท่านั้นกันแน่ 

  

          อาจมีผู้แย้งว่า  การพัฒนาหลักสูตรและการสอนภาษาไทยเป็นไปก็เพื่อ  “สอนภาษาไทย” คือให้ผู้เรียนทราบว่าภาษาไทยมีความเป็นมาอย่างไร มีธรรมชาติและโครงสร้างอย่างไร  เมื่อนำไปประกอบเป็นคำ ประโยค ข้อความควรจะเรียบเรียงหรือสื่อสารอย่างไรจึงจะถูกต้อง หรือมีความงดงาม กระทั่งสร้างเป็นวรรณคดีและวรรณกรรมที่ให้คุณค่าได้อย่างไร ซึ่งแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว จำเป็นด้วยหรือ ?      หรือเป็นไปได้หรือ ? ที่จะสอนภาษาไทยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธรรมดังที่สาธยายมา

 

          เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างชัดยิ่งขึ้น  นักหลักสูตรต้องเริ่มจากการไตร่ตรองคำถามที่สำคัญก่อนว่า       วิชาภาษาไทยที่ท่านคุ้นเคยนี้ เป็นความรู้ เป็นวัฒนธรรม เป็นมรดกสังคม  เป็นความเชื่อ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นอะไรแน่  สำหรับผู้เขียนในฐานะที่เป็นนักหลักสูตรที่ศรัทธาในปรัชญาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) และปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)    ได้นำเสนอแนวคิดมาตลอดว่า ภาษาไทยเป็น “กระบวนการ” และเป็น “วิธีการ” แห่งการเข้าถึงความจริงแท้   อุปมาได้ว่า  ภาษาไทยเป็นทั้งวัตถุดิบ อุปกรณ์ กระบวนการและผลผลิตของความคิดและปัญญา  และปัญญาของผู้เรียนที่   งอกงามท่ามกลางพื้นภาษานี้เอง ที่จะเติบโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มเงาให้แก่โลก  ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะนักหลักสูตรและการสอนต้องเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ผู้เรียนของเราทุกคนเรียนรู้ได้  และมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเจริญ การสอนภาษาไทยเพียงเพื่อให้ทราบว่า ภาษาของเรามีลักษณะ โครงสร้างและธรรมชาติอย่างไร  นำไปประกอบและใช้สื่อสารอย่างไร และมีความงามอย่างไรนั้น สำหรับผู้เขียนตอบได้ว่า  ไม่น่าจะเป็นเป้าหมายที่เพียงพอสำหรับสังคมไทยปัจจุบันที่ซับซ้อนขึ้น  ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดในภูมิภาคต่างๆ ของโลก  และไม่น่าจะเพียงพอสำหรับความเป็นมนุษย์ที่กำลังละทิ้งจิตวิญญาณของตนเอง 

 

          จากตัวอย่างของการใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน ทั้งในวงการการสื่อสารมวลชนและการใช้ในชีวิตประจำวัน  นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ที่เยาวชนของเราได้เห็นตัวอย่างของการใช้ภาษาในลักษณะ  “การทำลายล้าง” ซึ่งแท้จริงแล้ว  มีพลานุภาพที่ร้ายแรงกว่าการใช้คำสแลงหรือคำคะนอง  อันเป็นแค่การเปลี่ยนแปร (variation) ของภาษา  เพราะการใช้ภาษาเพื่อการทำลายล้าง  คือการใช้ภาษาโดยอคติ  เป็นความมุ่งร้ายที่แฝงความรังเกียจเดียดฉันท์  กล่าวคือ  ผู้ส่งสารเจตนาใช้ถ้อยคำทั้งในการพูดหรือเขียนที่มุ่งร้ายและเข้าข้างตนเองโดยลืมยกเหตุผล หรือใช้ “ข้อเท็จ”  มากกว่า  “ข้อจริง”  ไม่แปลกใจที่ว่าภาษาในการโฆษณาทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย (ผลิตภัณฑ์ของเราดีกว่า ถูกกว่า คุ้มค่ากว่า ฯลฯ)  ภาษาในการดำเนินรายการต่างๆ  ก็มุ่งร้าย  (รายการเราดีกว่า จริงกว่า  รวดเร็วกว่า ฯลฯ)  การใช้ภาษาไทยในลักษณะดังที่กล่าวมานี้เอง ที่เป็นประเด็นว่า เราจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาหลักสูตรและการสอนภาษาไทย ที่จะทำให้ผู้เรียนของเราไม่ตกเป็นสานุศิษย์ของความมุ่งร้าย  ความอวดดีเหรือศรัทธาในศาสดาที่มีนามว่า “อคติ” จะเรียนและจะสอนภาษาไทยอย่างไร ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเบิกบานทางความคิด  และเกิดแรงจูงใจที่จะเกื้อกูลและอนุเคราะห์จิตวิญญาณของตนเองเพื่อผู้อื่นบ้าง  นี่เป็นทั้งเป้าหมายและเป็นประเด็นที่เราต้องขบคิดให้แตก 

 

          ความจริงที่อยู่กลางใจของเราเกี่ยวกับเป้าหมายการสอนภาษาไทยในปัจจุบัน  ดูเหมือนว่า     หน้าฉากก็คือ  การพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถในการสื่อสารได้ดีและมีประสิทธิภาพ  หลักสูตรการศึกษาของชาติได้กำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดภายใต้ทักษะการใช้ภาษา และใช้เป็นกรอบของการจัดกระบวนการเรียนรู้ในทุกระดับ  การสอนภาษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของ     การสื่อสารจึงเป็นเป้าหมายที่เราใช้ตกแต่งหลักสูตรเราให้งามงด  แต่หากเราจะซุกซนสักนิดแล้วมองจดจ่อเข้าไปหลังฉากอันงามนั้น เราจะพบความจริงว่า  เป้าหมายหลักของการเรียนการสอนภาษาไทยปัจจุบัน  คือ  การทำให้ผู้เรียนมีความรู้สำหรับการทดสอบในระดับต่างๆ   ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสังคมไทยถือว่าการสอบได้เป็นเครื่องชี้วัดความเป็นมนุษย์  หรือเป็นประตูที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ เช่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้  ด้วยเหตุนี้  เราจึงไม่แปลกใจที่ครูภาษาไทยและนักสอนภาษาไทยจะได้ยินคำถามจากผู้เรียนว่า  “เนื้อหาที่สอนออกสอบหรือไม่”  “งานที่ทำมีในข้อสอบด้วยหรือ” และหากครูสอนในสิ่งที่ไม่ออกสอบ  ผู้เรียนก็จะพาลถือว่า ครูทำให้พวกเขาต้องเสียเวลา แทนที่ใช้เวลาเพื่อสอนเสริมซึ่งน่าจะมีประโยชน์มากกว่า  เราคุ้นชินกับบรรยากาศเช่นที่ว่านี้หรือไม่  เราเคยได้ยิน ได้ฟังคำถามพูดหรือคำถามที่ได้ยกมาหรือไม่ ปรากฏการณ์เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของการพัฒนาหลักสูตรและการสอนภาษาไทย  เพราะหากเป้าหมายของการสอนภาษาไทย คือ  การสอนเพื่อให้สามารถทำข้อสอบได้แล้วละก็  เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีครูสอนภาษาไทยในสถาบันการศึกษา  เพราะเพียงแต่หา            นักสอนเสริมสักคนหนึ่ง  ที่มีความสามารถในการอธิบายแนวข้อสอบ โดยจัดรายการให้เขาดำเนิน      การสอนออกอากาศไปทั่วประเทศ  เช่นนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว  ด้วยเหตุนี้ ท่านทั้งหลายที่เป็นนักหลักสูตรและการสอนภาษาไทย จะต้องศรัทธาและเชื่อก่อนว่า เรามิได้มีหน้าที่เพียงการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ไปสอบ  การศึกษาและการสอนภาษาไทยมีคุณค่า  และมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นมาก  เพราะหากเราไม่ตั้งต้นความคิดของเราเช่นนี้  ที่สุดแล้วความเป็นคุรุของครูภาษาไทยก็จะหมดไป  คุณค่าของภาษาไทยจะหมดไป  และที่ร้ายที่สุดก็คือคุณค่าของผู้เรียนนั่นเองที่จะหมดไปเช่นกัน    

 

          เพื่อลดความมุ่งร้ายและเพื่อเพิ่มจิตสาธารณะ  การสอนภาษาไทยจึงต้องมีเป้าหมายแรก  คือ            เพื่อสร้างและพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียน  ผู้เรียนภาษาไทยต้องเป็นนักคิดและนิยมชมชอบในการสร้างความคิดใหม่ๆ  และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้  ผู้เขียนเสนอว่า  การสอนทักษะทางภาษาไทยและการสื่อสารทุกด้าน ทั้ง อ่าน เขียน  พูดและดู  ควรจะต้องเน้นที่การพัฒนากระบวนการทางปัญญาอันเป็นพื้นฐานของแต่ละทักษะอย่างแท้จริง  นักหลักสูตรและการสอน นักสอนภาษาไทยและครูสอนภาษาไทย จำเป็นที่จะต้องศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกระบวนการทางปัญญาต่างๆ ภายในบุคคล        ที่เป็นองค์ประกอบของทักษะการสื่อสารนั้น 

 

          ดังจะได้ยกตัวอย่าง  เช่น การสอนอ่านเพื่อความเข้าใจ  ครูจะไม่รู้ความหมายและพฤติกรรมที่แสดงการตีความ อธิบายความ สรุปย่อ  เปรียบเทียบหรือดัดแปลงข้อความที่อ่านไม่ได้ (ดูบทความที่เขียนไว้แล้ว เรื่อง การอ่านเพื่อความเข้าใจ  ประกอบ)  การสอนเขียน  ครูจะไม่รู้กระบวนการลำดับความคิด  การวางโครงเรื่อง หรือการสร้างย่อหน้าไม่ได้  การสอนพูด  ครูจะไม่รู้กระบวนการวิเคราะห์ผู้ฟัง  หรือกระบวนการสร้างเนื้อหา  และการใช้ลีลาและท่าทางประกอบการพูดไม่ได้  การสอนหลักการใช้ภาษา  ครูจะไม่รู้กระบวนการเกิดเป็นหน่วยเสียง หน่วยคำ ระบบประโยค ระบบการใช้ไม่ได้  การสอนวรรณคดีและวรรณกรรม   ครูจะไม่รู้แนวคิดหรือกระบวนการเพื่อตีความแนวคิดในงานวรรณกรรมไม่ได้  จะเห็นได้ว่าผู้เขียนใช้ทำว่า “กระบวนการ” มิใช่ “ความรู้” มาโดยตลอด ทั้งนี้ก็เพื่อจะเน้นว่า  การสอนภาษาไทยโดยแท้จริงแล้วก็คือ  การสนับสนุน  พัฒนาและช่วยเหลือผู้เรียน  ในขณะที่เขากำลังใช้ทักษะทางปัญญา (สังเกต แปล  เปรียบเทียบ  ย่อ ขยาย ตีความ  วิเคราะห์  ลดทอน ฯลฯ)  ระหว่างที่อ่าน เขียน พูด  ฟังและดู หรือกล่าวโดยรวมก็คือ ขณะที่ผู้เรียนกำลังใช้ภาษานั่นเอง  ด้วยเหตุนี้  การสอนอ่านจึงไม่ใช่เพียงการอธิบายความรู้ว่า การอ่านคืออะไร  นักเรียนควรจะอ่านอย่างไร และปล่อยให้นักเรียนอ่านตัวบทไปแต่เพียงลำพังเท่านั้น แต่ครูภาษาไทยจะต้องสาธิตวิธีการอ่าน  แนะนำกลยุทธ์ต่างๆ ที่พัฒนาทักษะทางปัญญาอันเป็นกระบวนการย่อยๆ ของการอ่านและช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรายบุคคล  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อผู้เรียนประสบปัญหาขณะอ่าน เช่น  ไม่เข้าใจความหมายของคำ ข้อความ หรือสิ่งที่อ่านไม่สอดคล้องกับประสบการณ์หรือความรู้เดิม  หรือในการสอนวรรณคดีและวรรณกรรม  ครูก็จะต้องมุ่งเน้นไปที่กระบวนการตีความและการวิพากษ์  อันเป็นผลมาจากการตอบสนองและการให้ความหมายที่ผู้เรียนสร้างขึ้น  มากกว่าการยอมรับในข้อคิดและคุณค่าที่เขียนไว้แล้วโดยนักวิชาการด้านวรรณคดี  เพราะมิเช่นนั้นแล้ว  เมล็ดพันธ์แห่งความคิดใหม่ๆ อันเป็นความสร้างสรรค์ของเยาวชนโดยธรรมชาติ  ก็คงจะมิงอกเงยขึ้นให้เราชื่นชมได้เป็นแน่แท้

 

          การตื่นรู้ในความคิดอันเป็นเรื่องเฉพาะตนดังที่กล่าวมานั้น ย่อมไม่เพียงพอต่อเป้าหมายของ    การสอนภาษาไทยที่สูงกว่า ซึ่งในที่นี้จะเรียกว่า  เป้าหมายเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น อันเป็นเป้าหมาย     ทางธรรมหรือเป้าหมายของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  เป้าหมายในการสอนภาษาไทยในข้อนี้ คือ  การสอนภาษาไทยควรเป็นไปเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักถึงคุณค่าในความเป็นมนุษย์  คือการเห็นอกเห็นใจและปรารถนาอย่างแรงกล้า  ที่จะทำให้เพื่อนมนุษย์พ้นไปจากความทุกข์ที่เขา  เผชิญอยู่ หรืออย่างน้อยก็คือมีสภาพชีวิตและสภาพสังคมที่ดีขึ้น  แท้ที่จริงเป้าหมายในการสอนภาษาไทยเพื่อปรับปรุงสังคมนี้ได้เคยกล่าวไว้แล้ว  (ดูบทความเรื่อง ทฤษฎีหลักสูตรสู่การสอนภาษาไทย ประกอบ)  แต่สมควรที่จะอธิบายมากขึ้น  เพราะมักจะมีผู้ไต่ถามเสมอว่า ประโยชน์อะไรที่จะสอนภาษาไทยเพื่อให้ไปช่วยเหลือหรือปรับเปลี่ยนสังคม  นั่นคือหน้าที่ของครูสอนภาษาไทยจริงล่ะหรือ

 

          คำถามข้างต้นวินิจฉัยได้ว่า เป็นคำถามของผู้สอนหนังสือหรือ “ผู้บอกความรู้”  หาใช่คำถามของครู  (คุรุ) ผู้ยกระดับจิตวิญญาณของศิษย์ให้สูงขึ้นไม่  อันที่จริงผู้บอกความรู้ด้านภาษาไทยมีอยู่ทั่วไปในวงการการสอนภาษาไทย หลายคนมีใบอนุญาตบอกหนังสือ ซึ่งประกันคุณภาพโดยหน่วยงานของรัฐ    แต่ใบอนุญาตนั้นหาได้แสดงให้เห็นว่า บุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้ที่เข้าใจว่าหน้าที่โดยแท้ของเขาคือการทำให้ผู้เรียนมีโอกาสที่จะสร้างความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิต    ซึ่งไม่อาจหาได้จากความรู้พื้นฐานอันดาษดื่นในโรงเรียน  หรือในหลักสูตรการศึกษาปัจจุบัน  โดยส่วนตัวของผู้เขียน  เราคงไม่สามารถสอนภาษาไทยได้อย่างเป็นสุขในภาวะสงครามระหว่างภูมิภาคต่างๆ         ไม่สามารถที่จะสอนภาษาไทยได้  ในขณะที่อุบัติภัยนิวเคลียร์กำลังลุกลามและแผ่อาณาเขต  ไม่สามารถสอนภาษาไทยได้เมื่อรู้อยู่ว่า  ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศกำลังจะหมดไป  และไม่สามารถสอนภาษาไทยได้ทั้งที่ทราบอยู่ว่าสังคมไทยกำลังจะแยกแยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  ประโยชน์อะไรที่เราจะสอนภาษาไทยและเชิดชูวัฒนธรรมไทย  ขณะที่ฐานรากของสังคมและโลกของเราขณะนี้กำลังผุผังและพร้อมที่ถล่มลง  เราคงจะระรื่นกับการสอนภาษาไทยโดยไม่สนใจสังคมหรือแผ่นดินที่ยืนอยู่นั้นไม่ได้

 

          ภารกิจหรืองานที่เราควรทำสำหรับการสอนภาษาไทย  เพื่อให้ตอบสนองต่อเป้าหมายของ      การช่วยเหลือสังคม หรือการอนุเคราะห์แก่โลกก็คือ การนำ  “ความจริง” ของบุคคลหรือสถานการณ์ที่เป็นประเด็นหรือวาระเร่งด่วน เข้ามาสู่การศึกษาในชั้นเรียน  เพื่อเป็นสื่อสำหรับการพัฒนาทักษะภาษา และในขณะเดียวกัน ก็ใช้ทักษะภาษาทั้งด้านการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด  ในการที่จะแสวงหาแนวทางแก้ไขด้วยการวิเคราะห์ วิพากษ์ประเด็นต่างๆ เหล่านั้น เพื่อสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย  กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การคัดเลือกเนื้อหาสาระที่จะนำให้ผู้เรียนได้ศึกษานั้น ควรเป็นเนื้อหาสาระที่อยู่ในข่ายความสนใจ และมีประเด็นที่จะให้ผู้เรียนได้อ่าน ฟัง พูด เขียน ดูและคิดอย่างหลากหลาย  ชั้นเรียนภาษาไทย ควรเป็นชั้นเรียนแห่งการถกเถียง การวิพากษ์และการร่วมมือ     หากครูและผู้เรียนได้เข้ามาร่วมกันวางแผนในการศึกษา  และกำหนดเป้าหมายในการศึกษาภาษาไทย    โดยให้สื่อต่างๆ  หรือตัวบท  (text)  ที่นำมาศึกษา เป็นตัวบทที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น           หรือปัญหาของชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่  การศึกษาภาษาไทยเพื่อสังคมที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้

 

          ถ้าชุมชนหรือท้องถิ่นที่ผู้เรียนดำรงอยู่ มีปัญหาเนื่องมาจากการแผ่ขยายอิทธิพลของอุตสาหกรรมหรือกลุ่มทุน ที่รุกที่ทำกินหรือนำแรงงานไปสู่การเป็นลูกจ้างในที่ทำกินของตนเอง  เช่นนี้ ในการเรียนการสอนภาษาไทย  ในฐานะผู้จัดการหลักสูตรและการสอน  ครูภาษาไทยควรจะให้ผู้เรียนอ่านอะไร หากไม่ใช่บทความที่เกี่ยวข้องกับภัยของลัทธิบริโภคนิยม การดำเนินชีวิตภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ความเรียงหรือเรียงความเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการรักษ์ท้องถิ่น  กวีนิพนธ์หรือวรรณกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน หรือการเรียกร้องต่อสู้กับภัยของนายทุน 

 

          จะสอนเขียนอะไร  หากไม่ใช่การเขียนความเรียงในหัวข้อของการพัฒนาที่ยั่งยืน  เรียงความเพื่อเสนอแนวทางหรือความคิดเห็น  ที่จะช่วยเหลือหรือขับเคลื่อนท้องถิ่นของตนเอง ไปสู่การพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง  คำขวัญหรือข้อความเชิญชวนให้สมาชิกในชุมชนเข้มแข็ง  รู้จักการพึ่งตนเองและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ  คำประพันธ์หรือบทกวีที่แสดงพลังที่จะปกป้องและการแสดงสิทธิโดยธรรมในพื้นที่ชีวิตของตนเอง

 

          จะสอนพูดอะไร หากไม่ใช้การสอนพูดให้ความรู้และการพูดอธิบาย  ด้วยการพาผู้เรียนไปพูด  นอกห้องเรียนสี่เหลี่ยมอันเป็นเกราะปกป้อง “ความจริง”  เปิดโอกาสให้เขาไปพูดอยู่กลางท้องทุ่ง  พูดต่อหน้าผู้นำชุมชน  พูดต่อหน้าชาวบ้านและพูดต่อหน้าผู้ปกครองของเขา ว่าเขาต้องการให้บ้านและชุมชนของเขาเป็นอย่างไร  เขาต้องการอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบใด  หรือพวกเขามีข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องต้องการที่จะช่วยเหลือบ้านที่ให้ชีวิตแก่พวกเขาอย่างไรบ้าง 

 

          จะให้พวกเขาดูอะไร  ถ้าไม่ใช่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเขา  ดูว่าพวกเขามีรากเหง้ามาอย่างไร เติบโตมาได้อย่างไร  มี  “สายใจ”  และ  “ใยรัก”  อะไรในชุมชนที่ผูกพันร้อยรัดเขาบ้าง      และหากเป็นไปได้  ครูต้องให้พวกเขาได้ดูความลำบากของคนที่โอบอุ้มและเลี้ยงดูเขามาด้วยตา         และวิพากษ์กันเพื่อให้เขา “เห็นด้วยใจ” ว่า  การมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อตนเองนั้นเป็นทัศนะอันคับแคบของ   คนเขลา  เช่นนี้การสอนดูครั้งนี้จะถือว่ามีคุณค่ามากที่สุด  ซึ่งหากจัดไว้ในหลักสูตรการสอนภาษาไทยของสถานศึกษาแห่งหนึ่งแห่งใดได้  นั่นคือหลักสูตรเพื่อสังคมและเป็นหลักสูตรเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง      

   

          จะให้พวกเขาเรียนหลักการใช้ภาษาไทยอะไร  ถ้าไม่ใช่คำศัพท์และถ้อยคำ สำนวนหรือประโยคในท้องถิ่น ที่เต็มไปด้วยพลังและความงดงาม  เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ภาษาไทยและภาษาถิ่นควบคู่กันไป  และให้อยู่ในฐานะที่แสดงความเคารพต่อกัน  เราต้องช่วยกันสร้างค่านิยมว่า  โครงสร้างประโยคภาษาถิ่นไม่ใช่สิ่งผิด  ศัพท์ภาษาถิ่นไม่ใช่เรื่องน่าละอายหรือต้องขวยเขินเมื่อใช้  ผู้เรียนควรจะรู้ว่า เมื่อเขาต้องพูดกับผู้ใหญ่ในชุมชน จะใช้ภาษาอย่างไร จะติดต่อกับหน่วยงานราชการในชุมชนจะใช้ภาษาระดับใด หรือหากจะต้องติดต่อกับผู้นำศาสนา จะเลือกใช้ถ้อยคำและเรียบเรียงข้อความอย่างไร เป็นต้น    

          

          จะให้พวกเขาเรียนวรรณคดีและวรรณกรรมอะไร หากไม่ใช้วรรณกรรมเพื่อชีวิตและสังคม   กาพย์กลอนแห่งความคิด ที่สะท้อนผ่านความคิดอันตกผลึกของกวี ผู้ที่ได้สะสมอารมณ์แห่งยุคสมัยไว้มากต่อมาก  ถึงเวลาแล้วที่การถกเถียงและการสนทนาโต้แย้งในงานวรรณกรรม  จะกลายเป็นเรื่องปกติในชั้นเรียนวรรณคดีและวรรณกรรม เราอาจจะเคยได้ยินกวีนิพนธ์อันอุโฆษของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ได้กล่าวถึงความ  “ขมขื่นและเขียวคาว” ในชีวิตชาวนา  กวีในยุคหลังก็ได้สำแดงภาพเช่นเดียวกันนั้นผ่านประเพณีที่แฝงเร้นด้วยความเจ็บปวดของชีวิตคนและสัตว์ ดังนี้ 

 

 

               “ขอดน้ำตักจากตุ่มเข้ากลุ้มรด                  นางแมวขดหมอบครางหูหางสั่น 

          จวบจุ่งเช้าเข้ามารดจรดสายัณห์                     แสงตะวันเริ่มจะลับลงไรไร 

                 เทวดาลาหกกอดอกนิ่ง                        ทุกทุกที่ทุกทุกสิ่งมิติงไหว 

          มีแต่เสียงสะทกสะท้อนทอดถอนใจ                  ของผู้คนยากไร้กลางไร่นา 

                 เสียงฆ้องกรับรับฉิ่งก็ทิ้งเสียง                 เสียงหัวเราะแปรสำเนียงเป็นเสียงปร่า 

          ขบวนแห่นางแมวเลิกแถวมา                         เพราะเหลือแต่น้ำตาไว้รดแมว” 

                                                                          (คนขอฝน: คมทวน คันธนู) 

 

 

          กวีนิพนธ์ข้างต้นสามารถสร้างอารมณ์สะเทือนใจให้แก่ผู้อ่าน  เพราะกวีให้ภาพที่ขัดแย้งของประเพณีที่นำความ “ชุ่มชื้น” มาสู่ชีวิตกับจิตใจของของชาวนา ซึ่ง “แห้งผาก” และโรยแรงลงทุกที        จะเห็นได้ว่า  ปัญหาของการฝากชีวิตไว้กับฝนฟ้าของเกษตรกรดังภาพในกวีนิพนธ์นี้ยังคงดำรงอยู่       แต่คุณค่าของแนวคิดในกวีนิพนธ์จะมีคุณค่าขึ้นมาก  หากครูจะได้หยิบยกและนำมาขยายประเด็นเพื่อให้ผู้เรียนได้ขบคิดและต่อยอด สู่การวิพากษ์โครงสร้างของสังคมและสิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย   ซึ่งสามารถกระทำได้ผ่านการพูด การเขียนหรือการสื่อสารโดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆ  เช่นนี้ การเรียนรู้ภาษาไทยจึงจะมีคุณค่าขึ้นมาก  เพราะเป็นการเรียนที่เห็นอยู่ว่า  ไม่ได้ละทิ้งสังคมอย่างที่เราได้ทำกันอยู่ทุกวันนี้  อย่างไรก็ตาม  ผู้เขียนเห็นว่า  วรรณคดีมรดกยังคงจำเป็นที่จะต้องศึกษา  เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสัมผัสสุนทรียะทางภาษา  แต่แนวคิดในวรรณคดีนั้นจะต้องได้รับการขยายความต่อให้เกิดโภชน์ผลที่มีความหมายต่อชีวิตและสังคมให้จงได้    

 

          คำถามประการหนึ่งที่อาจจะตามมาก็คือ  แล้วหากสอนดังที่ว่าหรือจัดการเรียนรู้ดังที่เสนอ  ผู้เรียนของเราจะสอบได้หรือไม่  จะเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่  ที่จริงแล้ว  เราคงจะต้องตอบอย่างเด็ดขาดว่า  เราไม่เห็นความสำคัญของคำถามนี้ และนี่ไม่ใช่คำถามที่ควรจะถามอีกแล้วสำหรับ          การพัฒนาคนในปัจจุบัน  เพราะเราได้ก้าวข้ามพ้นสิ่งที่เรียกว่าการบอกความรู้เพื่อให้คนสอบได้ไปเสียแล้ว  หากไม่มั่นคงหรือยึดหลักการเช่นนี้  การปฏิรูปใดๆ ในประเทศย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเรายังยอมรับที่เต็มใจที่หลงอยู่ในวงวนเดิมๆ  แต่หากจะตอบเพื่อเอาใจด้วยหลักวิชา  คำตอบนั้นคือ “ได้” เพราะการวัดผลการเรียนรู้ในปัจจุบันอิงกับมาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมของบุคคล  หรือกล่าวให้เข้าใจชัดเจนขึ้นคือ  การประเมินในปัจจุบันมุ่งประเมินที่ความสามารถในการสื่อสารแต่ละทักษะ    ไม่ได้ประเมินเนื้อหา (ยกเว้นในกรณีของหลักการใช้ภาษา ที่ยังยึดโยงกับเนื้อหาหรือส่วนที่เป็นความรู้อยู่มาก) ดังนั้น ผู้เรียนของเราจะมีความสง่างามเพียงใด หากเกิดทักษะทางภาษา  ที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการและเนื้อหาที่มีความหมายต่อชีวิตและสังคมที่เขาดำรงอยู่  เราสอนภาษาไทยไปเพื่ออะไร   ถ้าไม่ใช่ให้ผู้เรียนของเราตื่นรู้ในตนเอง  เบิกบานในการครุ่นคิดและอุทิศจิตเพื่อปวงชน 

 

          และในท้ายที่สุด ขอให้ท่านลองถามตนเองดูอีกสักครั้งก็ได้ว่า  เราสอนภาษาไทยไปเพื่ออะไร... 

 

_____________________________________________

 

รายการอ้างอิง 

คมทวน คันธนู (นามแฝง). นาฏกรรมบนลานกว้าง. พิมพ์ครั้งที่ 8.  เชียงใหม่: เคล็ดไทย.

Dalai Lama, His Holiness the.  2001.  Compassion & Wisdom. Singapore: Amitabha Buddhist Centre. 

 การนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปเผยแพร่หรือดำเนินการใดๆ ควรทำตามหลักวิชาการ จรรยาบรรณและความเป็นมนุษย์

 

หมายเลขบันทึก: 435572เขียนเมื่อ 17 เมษายน 2011 00:11 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:46 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (8)

Trend setting content. But too long to grasp. Perhaps, more readers can be captured, if it is more poetic (as in the example given). ;-) Thais have been conditioned to 'magic wand' expectation -- everything can be had in seconds.

ประทับใจและขอเดินตามเส้นทางนี้ด้วยคนนะคะอาจารย์.. ดิฉันเพียรพยายามยามทำความเข้าใจเรื่องนี้มาค่อนชีวิต การสอนภาษาไทยเพื่อความเป็นคนไทยที่สมบูรณ์นั้นว่ายากแล้ว แต่การสอนภาษาไทยเพื่อความเป็น"มนุษย์ที่สมบูรณ์"นั้นยิ่งยากกว่า แต่ครูภาษาไทยจะท้อมิได้และจะต้องเดินหน้าสร้างพลเมืองไทยที่มีคุณภาพ เพื่อความมั่นคงของชาติ(ที่ยังคงใช้ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ)ต่อไป  ดิฉันมีโอกาสได้เข้าอบรมภาษาไทยสำหรับครูประถมที่ กทม.คราวก่อน ประทับใจในความลึกซึ้งของอาจารย์ และกราบขอบพระคุณอาจารย์วิทยากรทุกท่านที่สละเวลามาให้การอบรมเป็นอย่างสูงนะคะ
ด้วยความเคารพและระลึกถึงยิ่งค่ะอาจารย์เฉลิมลาภ ^_^

Dear Khun sr, I really love and devote my life to this idea kha. Communication Literary is just one way to help our children. To help them to think, speak, read, and write in THAI.. I think we need something more. (I've to focus on Thai Usage Literacy leaw kha.) ^_^ Nice to meet you here.^_^

"Communication Literacy is not just one way to help our children."

PS.Joe, Thanks for the corrections.
The ultimate goal of communication literacy is to create a good person. ^_^

ขอบคุณ อ.แอมแปร์ ครับ

ผมชื่นชมและแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ อ. ให้ความสนใจและแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย เพื่อร่วมเป็นประชาคมการสอนภาษาไทยกับผม อันที่จริงแล้ว บทความนี้เขียนขึ้นนี้ ก็เพื่อแสดงความคิดเห็นหากผมจะสอนภาษาไทยในมิติของการปฎิรูปโครงสร้างสังคม ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงมิติหนึ่ง ในหลายๆ มิติ ที่ในฐานะนักหลักสูตรเราจะต้องปฎิบัติได้ ผมอาจะเขียนบทความการสอนภาษาไทยในมิติของเนื้อหาก็ได้ หากต้องการให้ผู้เรียนของเราเป็นผู้รู้ภาษาไทยในเชิงวิชาการ แต่ผมว่าเป้าหมายนั้นค่อนข้างจะไม่ยุติธรรมต่อโลกนัก เพราะความรู้ที่ผู้เรียนได้ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครและไม่ช่วยให้อะไรในสังคมนี้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมอาจจะเห็นต่างไปหน่อยนะครับ ว่าการสื่อสารนั้นแหล่ะที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาตนเอง การสื่อสารคงไม่ใช่การฟัง พูด อ่านเขียน เท่านั้น แต่หมายถึง การใช้สัญลักษณ์เพื่อสร้างความหมาย การคิดตอบโต้ในใจ การค้นหาความจริงแท้ภายในของปัญญาชน การครุ่นคิด ก็ใช้การสื่อสารหรือสัญลักษณ์ด้านความหมายกับตนเองและสังคม ผมจึงย้ำว่า หากเราพัฒนาการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกของผู้เรียนได้ จะเป็นหนทางที่ประเสริฐสำหรับการพัฒนามนุษย์ แม้ว่าอาจะมีวิธีการอื่นๆ ก็จริง แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าไม่สำคัญเท่าครับ

สวัสดีค่ะอาจารย์เฉลิมลาภ

ขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงสำหรับข้อเขียนที่มีค่ายิ่งนี้ ดิฉันเคยสื่อสารครั้งหนึ่งแล้วในความเห็นข้างบน และเข้ามาอ่านบันทึกของอาจารย์ซ้ำหลายเที่ยว ด้วยความชื่นชม ข้อเขียนของอาจารย์เป็นกำลังใจแก่ครูภาษาไทย ที่ตระหนักในหน้าที่ว่าแท้ๆแล้วเรากำลังทำอะไร "ควร" และ "ต้อง" ทำอะไร ได้ดีมาก ที่เหลือคือต้องตระหนักรู้ว่าจะทำอย่างไร และต้องกล้าหาญที่จะลงมือทำจริงๆ สอนและสร้างการคุณภาพสื่อสาร ด้วยภาษาไทยแบบที่ทำให้ตระหนักรู้ รู้คิด เพื่อให้ลูกศิษย์ออกไปเป็นพลเมืองไทย "ทีมีคุณภาพ"ของชาติ ดิฉันคิดว่าเราต้องเชื่อว่ามีวันนั้น  (และมั่นใจว่ามีอยู่แล้วในวันนี้)

ขออนุญาตยกคำเขียนของอาจารย์กล่าวไว้ได้อย่างจับใจมาเป็นแรงบันดาลใจอีกครั้ง และขออนุญาตเรียงคำเพิ่มอีกสักนิดนะคะ
 
"การสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความจริงแท้ภายใน และการพัฒนาตนเองของมนุษย์ หากเราพัฒนาการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกของผู้เรียนได้ จะเป็นหนทางที่ประเสริฐสำหรับการพัฒนามนุษย์"

ขอบพระคุณสำหรับทุกถ้อยคำและทุกบันทึกของอาจารย์นะคะ

สุขุมาล จันทวี

ทั้งแนวคิดและมุมมอง ยอดเยี่ยมมากครับผม

ขอขอบพระคุณในกำลังใจของอาจารย์ทั้งสองท่านข้างต้นนะครับ ได้พบเพื่อนร่วมวิชาชีพแล้วรู้สึกว่า ความคิดและความหวังของผมยังพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราสอนภาษาไทยด้วยมุมมองใหม่ๆ

ผมยังพบกับปัญหาที่ทำให้ครูภาษาไทยของเราไม่อาจข้ามพ้นอุปสรรคทางปัญญาไปได้ แต่ก็หวังว่า บทความเล็กๆ เรื่องนี้จะทำให้เกิดการขัดแย้งทางปัญญา เป็นเหตุให้เกิดวิวาททางความคิด ด้วยหวังว่า การหามุมมองหรือคำตอบให้ตนเองนั้น จะทำให้ภาษาของเราวัฒนางอกงามในฐานะอุปกรณ์ที่สร้างความหมายให้แก่ชีวิต

ขอขอบพระคุณอีกครั้ง และหวังว่าอาจารย์จะได้ให้ขอเสนอแนะอันเป็นประโยชน์เพื่อสร้างประชาคมการสอนภาษาไทย ที่ใครหลายคนได้ลืมความสำคัญไปแล้วนะครับ

เฉลิมลาภ ทองอาจ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี