"เหตุการณ์สงกรานต์ปีนี้ 13 เมษายน 2554" เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนและครอบครัวต้องวิ่งวุ่นกัน นั่นคือ เมื่อเย็นวันที่ 11 เมษายน 2554 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าตัวเล็ก "น้องเพรียง" โทร. มาบอกผู้เขียน...แต่เนื่องจากผู้เขียนกำลังเดินจ่ายตลาด จึงไม่ได้นำโทรศัพท์ติดตัวไป โดยนำไว้ในรถยนต์...พอกลับมาเห็นเบอร์ของลูกโชว์อยู่...จึงโทร. กลับไป แต่ไม่มีใครรับ ผู้เขียนจึงโทร. กลับไปหาพ่อบ้านที่บ้าน...ทางพ่อบ้านก็บอกกับผู้เขียนว่า..."พ่อ ไม่สบาย ตอนนี้ให้เพรียงพาไปโรงพยาบาลพรหมพิรามแล้ว"...เพรียงบอกว่า...ตามีอาการแขนซ้ายไม่มีแรง เป็นลักษณะเดียวกับ "พ่อเร" เลย"... เท่านั้นเอง ผู้เขียนก็รีบขับรถยนต์กลับไปที่บ้านที่พิษณุโลก เพื่อนำกับข้าวที่ได้ซื้อไว้สำหรับมื้อเย็นไปให้พ่อบ้านก่อน...แล้วจึงชวนเจ้าตัวโต "พี่ภัคร" ขับรถยนต์กลับไปที่โรงพยาบาลพรหมพิราม...เมื่อไปถึงโรงพยาบาลพรหมพิราม เห็นพ่อนั่งบนรถเข็น ก็ได้ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง?...พ่อก็ได้แต่ตอบว่า "เบาแล้ว ตอนแรกมือข้างซ้ายไม่มีแรง เหตุเพราะนั่งรถน้ำต้นไม้นานเกินไป พอลุกขึ้นจึงเหมือนหน้ามืด หมดแรงไปเฉย ๆ...แต่หมอได้ฉีดยาให้ 1 เข็ม แล้วให้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน"...ผู้เขียนก็เลยขับรถยนต์ไปส่งที่บ้าน นั่งคุยกันได้พักใหญ่ ๆ พ่อบอกกับผู้เขียนว่า "ไม่เป็นไรแล้ว กลับไปเถอะ"...ผู้เขียนดูอาการก็น่าจะดีขึ้น จึงชวน "พี่ภัคร" กลับบ้านที่พิษณุโลก...ส่วนพ่อก็อยู่กับ "น้องเพรียง + น้องอ้อม"... พอถึงบ้าน ผู้เขียนก็เตรียมตัวอาบน้ำ เมื่ออาบเสร็จมาดูที่โทรศัพท์ เห็นเบอร์ของลูกเพรียงโชว์มาอีก เลยโทร. กลับ กลับได้ยินน้องเพรียงบอกว่า "แม่!!!...ตาเป็นอีกแล้ว...แม่มารับตาเข้าโรงพยาบาลพุทธชินราชเถอะ"... เท่านั้นเอง ผู้เขียนก็บึ่งรถเข้าไปที่บ้านที่พรหมพิรามอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 (คราวนี้ขับไปคนเดียว เนื่องจากพี่ภัครไปซื้อของที่ Lotus)...เลยโทร.บอกพี่ภัครว่า "แม่เข้าไปรับตามาโรงพยาบาลพุทธชินราชก่อนนะ แล้วแม่จะมารับ "พี่ภัคร" ที่บ้าน แล้วเราก็จะไปโรงพยาบาลด้วยกัน...(เพราะบ้านที่ผู้เขียนซื้อไว้เป็นทางผ่านระหว่างบ้านที่พรหมพิราม - โรงพยาบาลพุทธชินราช)... เมื่อมาที่โรงพยาบาลพุทธชินราช...พ่อกลับไม่เป็นอะไร...พวกเราก็รอดูอาการพ่อสักพักใหญ่ ๆ แพทย์ก็ให้กลับบ้าน เพราะไม่เป็นอะไรมากแล้ว...(คงจะเพราะว่าดูอาการแล้วก็คงเป็นโรคลมของคนแก่ เนื่องจากพ่ออายุ 77 ปี แล้ว)...ผู้เขียนจึงขับรถยนต์พาไปส่งที่บ้านพรหมพิรามเป็นครั้งที่ 3 ของคืนนี้...เพราะให้พ่อนอนที่บ้านที่พิษณุโลก ก็ไม่ยอมนอน...บางครั้ง ตัวเราก็เข้าใจ "ยิ่งคนอายุมาก ๆ ถ้าไม่เคยจากที่อยู่อาศัยไปไหนไกล ๆ...จะให้ไปอยู่ที่ใหม่ ซึ่งไม่เคย นั้น ดูท่าทางจะลำบากอยู่" ผู้เขียนจึงต้องขับรถยนต์ไปส่งพ่อที่บ้านที่พรหมพิรามกับ "พี่ภัคร" อีกครั้งหนึ่ง (ระยะทางระหว่างพิษณุโลก - อำเภอพรหมพิราม ประมาณ 25 กิโลเมตร)...กว่าจะกลับมานอนบ้านที่พิษณุโลกได้ก็เกือบ ตี 1...พอรุ่งเช้า รีบโทร. ถาม "น้องเพรียง" ๆ ก็บอกว่า ตาดีขึ้น แต่ยังคงนอนเพราะหมดแรงอยู่...ก็เลยบอกลูกว่า ดูแลตา ให้ยาตาทานด้วย... ในช่วงของเช้าวันที่ 13 เมษายน 2554 ผู้เขียนก็ได้ตื่นตั้งแต่ตี 4 เนื่องจากทุกปีผู้เขียนจะไปทำบุญที่วัด ปีนี้ได้ชวนลูก ๆ + พ่อ + น้องสาว + หลาน ๆ ไปทำบุญสงกรานต์ให้กับยาย ผู้เขียนได้ลุกขึ้นมาเตรียมข้าวเพื่อไปตักบาตรที่วัดใหม่พรหมพิราม เนื่องจากปีนี้ต้องขับรถยนต์เข้าอำเภอพรหมพิรามด้วยตนเอง เพราะพ่อบ้านบอกว่า "ปีนี้ ขอไม่ไป จะอยู่เฝ้าบ้านที่พิษณุโลกให้ เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนมีขโมยขึ้นบ้านที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ จึงไม่อยากทิ้งบ้านไปไหน"...ผู้เขียนจึงต้องขับรถยนต์ไปเอง...เพราะลูก ๆ + น้องสาว + หลาน ๆ ไปนอนที่บ้านพรหมพิรามกันแล้ว... ผู้เขียนตื่นขึ้นมาประมาณ ตี 4 ได้ยินเสียงฟ้าร้องอยู่ทางทิศเหนือ เมื่อเปิดประตูบ้านออกมาดู ก็เห็นฟ้าแลบทางทิศเหนือ (เป็นทิศที่ตั้งของอำเภอพรหมพิราม) ยังบอกกับพ่อบ้านว่า..."สงสัย ที่พรหมพิราม ฝนตกแน่ ๆ เลย"... เมื่อเตรียมตัว เตรียมของเสร็จ ก็เกือบ 05.30 น. ผู้เขียนก็ขับรถยนต์มุ่งหน้าสู่วัดเพื่อทำบุญ...พอมาถึงกลางทาง ฝนเริ่มเทลงมา ตอนแรก ๆ ก็ไม่เท่าไร หนักเข้า ก็เริ่มหนาเม็ด...ขับรถยนต์ไป ก็คิดไปว่า "ฝนอะไร? มันมาตกหน้านี้ แล้วก็ตกตรงวันสงกรานต์ด้วย เกือบจะอายุ 50 ปี อยู่แล้ว ไม่เคยเห็นเลยว่ามีฝนตกตรงกับวันสงกรานต์....เพราะมีแต่อากาศจะร้อนในวันสงกรานต์...แต่ปีนี้ ฝนตก...เหตุการณ์ ทำไมมันวิปริต แบบนี้นะ ปีนี้...เมื่อเดือนมีนาคม ก็หนาวเย็นเกือบเข้ากระดูก...มาวันนี้ก็ฝนตกอีก..." ผู้เขียนแวะไปซื้อขนม + กับข้าวที่ตลาด เพื่อไปทำบุญให้กับแม่ที่วัด แล้วก็เลยแวะไปรับลูก ๆ ที่บ้านที่พรหมพิราม เมื่อมาที่วัด...ฝนก็ยังไม่หยุดตกอีก...และเมื่อเสร็จแล้ว ก็เลยชวน "พี่ภัคร" + "น้องเพรียง" ไปรดน้ำ กระดูกยายที่เก็บไว้ในเจดีย์ที่วัด ฝนเริ่มตกแรงมาก...เมื่อมาถึงเจดีย์ที่เก็บอัฐิของแม่ ผู้เขียน + ลูก ๆ ก็รดน้ำให้กับเจดีย์ที่เก็บอัฐิ ปากก็บอกว่า "ปีนี้ ไม่ร้อนหรอกนะแม่...เพราะฝนตก แปลกดีน่ะ สงกรานต์ฝนตก เกิดมาก็เพิ่งจะเคยพบเคยเห็นนี่แหล่ะ..." เนื่องจากวันที่ 11 - 12 เมษายน 2554 มีการบวชนาค แล้ววันที่ 13 เมษายน 2554 ก็มีการฉลองพระใหม่กันด้วย... ภาพฝนตกเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2554 ผู้เขียนขับรถยนต์กลับบ้าน หลังจากที่ไปทำบุญที่วัดเสร็จแล้ว... ฝนตกหนักมาก...กว่าจะหยุดได้ก็เกือบเที่ยงวัน...น้อง + หลาน ขับรถยนต์ไปเที่ยวที่ตำบลหนองตม บอกว่า สองข้างทางมีแต่ต้นกล้วย ซึ่งเขาจะนิยมนำมาทำซุ้มเพื่อเล่นน้ำ สงกรานต์กัน แต่ปีนี้ มีแต่ต้นกล้วยตั้งอยู่...ไม่มีคนสาดน้ำ เพราะกลัวความหนาว...กว่าจะสาดน้ำกันได้ ก็จะเล่นน้ำสงกรานต์ กันในตอนช่วงบ่ายที่ฝนหยุดตกกันแล้ว... นับเป็นเหตุการณ์ที่แปลกดี!!!..."ฝนตกวันสงกรานต์"... เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น...แต่ก็กลับมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น นับแต่ผู้เขียนเกิดมาเกือบจะอายุ 50 ปี แล้ว เพิ่งจะเคยเห็นนี่เอง!!!...
สวัสดีค่ะคุณบุษ
สวัสดีค่ะ ผอ.บุศย์
สวัสดีค่ะ...คุณยาย...
...
สวัสดีค่ะ...ครูอิงจันทร์...
...
ขอแสดงความเห็นใจเข้าใจ ขอให้เหตุร้ายกลายเป็นดีนะครับ
สุขีวันปีใหม่ไทยนะครับ
สวัสดีค่ะ...อาจาย์โสภณ...
...
ฝากเยี่ยมคุณพ่อด้วยนะคะ
ทางเชียงใหม่ฝนก็ตกช่วงสงกรานต์เช่นกัน ทำเอาคนมาเที่ยวเซ็งไปตามๆกัน
แต่ก็ยังเล่นน้ำกันท่ามกลางสายฝนคิดดูซิ...คนเรา
แต่พออีกสองวันที่เหลืออากาศร้อนมาก เล่นน้ำกันสนกไปเลย..
สวัสดีค่ะ...พี่ krugui...
...
สวัสดีค่ะน้องบุษยมาศ แวะเข้ามาอ่านบันทึกของน้องบุษค่ะ...
เปลี่ยนแบล๊คกราวน์อีกแล้วขยันจัง...สวยนะคะ
อาการของคุณตาคงดีขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ...
พี่นีนาถขอส่งกำลังใจนะคะ...
สวัสดีค่ะ...พี่นีนาถ...