GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การทำงานของสมอง “คน”

น่าเสียดายที่ว่า...เมื่อไหร่การค้นพบดังกล่าวจะเป็นการค้นพบของคนไทยบ้าง

     ผมได้ไป ลปรร.กับ อาจารย์ ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว ไว้หลายวันแล้วในเรื่องการทำงานของสมอง ประมาณนั้น ที่ Blog HUMAN MIND  โดยเฉพาะที่บันทึก “อะไรเป็นผู้คิดสร้างสรรค์” ลปรร.กันอยู่หลายรอบ ในบันทึกนี้ แล้วผมก็ค้างไป โดยหายไปเสียนาน มีครั้งหนึ่งอาจารย์ตอบผมมาว่า “สิ่งที่คุณชายขอบคิดมาทั้งหมดเป็นเรื่องเกี่ยวกับ (๑) สารต่างๆในเซลล์นิวโรน ซึ่งเป็นเรื่องของสาขาเคมี (๒) การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ก็เป็นเรื่องของสาขาฟิสิกส์ (๓) ชีวิตของเซลล์ ก็เป็นเรื่องของสาขาชีววิทยา  ทั้งหมดนี้หาใช่เป็น Psychology ไม่ แต่ถ้าเชื่อว่า Brain is mind  หรือ Brain เป็น Identity กับ Mind แล้ว การศึกษาทั้งสามข้อนั้นก็เป็นชื่อใหม่ว่า  Chemicophysiopsychology ไปเลย (ผมตั้งเองครับ) โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Brain Activities - Overt Behavior หรือ O – R"

     จากคำตอบของอาจารย์ที่ให้ไว้แก่ผม ตอนนี้ผมกำลังเสียสมดุลของการเรียนรู้อย่างรุนแรง จึงหายไปตั้งหลัก แต่ Review ในสิ่งที่คิดว่า “ใช่เลย ชอบจัง” ก็มีหลาย ๆ อย่างที่พอเริ่มจะจับทางความสนใจของตนเองในประเด็นนี้ได้บ้าง มีงานชิ้นหนึ่งที่ชอบมากอยากจะนำมาฝากไว้ก่อนเพื่อให้เห็นวิวัฒนาการของการศึกษาการทำงานของสมอง ที่ Mapping Human Brain Function ในบันทึกนี้ผมเอารูปภาพมาลงไว้ให้ดูก่อนครับว่าน่าสนใจเพียงใด หากท่านใดจะขอต้นฉบับก็คลิ้กเข้าไปดูได้เลยครับ

     เป็นการถ่ายภาพการทำงานของสมองโดยเครื่องมือ positron emission tomography (PET) ซึ่งได้จากการให้สีสะท้อนออกมาที่แตกต่างกันในแต่ละตำแหน่งของสมอง เมื่อสมองส่วนนั้น ๆ มีการเผาผลาญพลังงาน “glucose (sugar) metabolism” (ดูภาพประกอบ และศรชี้ตำแหน่งในภาพ) การสืบค้นมาพบงานชิ้นนี้ผมกำลังคิดว่าความเป็นไปได้ในการทดลองเพื่อตอบประเด็นคำถามที่ผมตั้งไว้ในบันทึกของอาจารย์ ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว ที่อ้างถึงข้างต้น มีความเป็นไปได้สูงมาก น่าเสียดายที่เมื่อไหร่การค้นพบดังกล่าวจะเป็นการค้นพบของคนไทยบ้าง อันนี้ผมจนปัญญาจริง ๆ พยายามนึก นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก และมองไม่ค่อยเห็นทางเลยครับ

     ปล.บันทึกนี้ถ้าจะให้ปะติดปะต่อกันดีต้องอ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว ที่อ้างถึงคือ“อะไรเป็นผู้คิดสร้างสรรค์” และ คห.ทั้งหมดมาก่อนด้วยครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 43495
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 18
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (18)

สวัสดีคะ..คุณชายขอบ...มาเสียดึกเลยนะคะ..แอบย่องมาทวงงานคะ...R2R กลุ่มสูติ

......

เคยมีการศึกษาทดลอง กระบวนการทางปัญญาของมนุษย์ ขณะที่มี Activate ทาง Cognitive หรือที่เรียกว่ามีการกระตุ้นทางปัญญา จนอาจให้ทำเกิดการเสียสมดุลทางปัญญาอย่างแรง อย่างที่คุณชายขอบกำลังเป็นอยู่นี่แหละคะ...แล้วเขาใช้เครื่อง PET นี้ scan ดูพยาธิสภาพทางสมอง จะเห็นความหัศจรรย์ในสมองและปัญญาของมนุษย์...

เมื่อกระบวนการทางปัญญาของเราเสียสมดุลอย่างแรง...ก่อให้เกิดความสงสัย แต่มนุษย์จะไม่หยุดกระบวนการทางปัญญา...แต่จะพยายามเชื่อมโยงความรู้ใหม่ที่ได้รับเข้ามานั้น ไปประมวลผลร่วมกับข้อมูลเดิม...แต่ถ้าหากข้อมูลเดิมไม่มีหรือมีไม่มาก...เขาก็จะเรียกว่าเกิดการเสียสมดุลอย่างแรง...

.......

เอาล่ะตอนนี้..มนุษย์จำเป็นต้องไปแสวงหา...ข้อมูลเพิ่มเติม...แล้วล่ะว่า...ไอ้ความสงสัยนั้นคืออะไร...จากข้อมูลที่ได้เพิ่มเติมมานั้น...แหละกระบวนการทางปัญญาก็จะเกิดการดูซึม...ซึ่งไม่ใช่เชื่อมโยงแล้วล่ะนะ...เมื่อดูดซึมเข้าไปก็จะนำไปใส่รหัสอาจจะเก็บไว้ทั้งในความจำระยะสั้น...หรือหากประมวลผลดีก็อาจนำไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว...เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้...คราวนี้แหละสามารถนำออกมาใช้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม...หากเมื่อพบข้อสงสัย...หรือเสียสมดุลทางปัญญาในทำนองเดียวกัน....

ลืมบอกไปนะคะ...เพิ่งตามไปอ่านที่บันทึกท่านอาจารย์ไสว...อาจนำมา ลปรร. ผิดประเด็นหรือเปล่าไม่แน่ใจ...หากแต่ที่ดิฉันร่วม ลปรร. ไปนั้นอยู่บนฐานทางทฤษฎีการเรียนรู้ของมนุษย์..ที่ก่อเกิดไปสู่กระบวนการสร้างความรู้ของมนุษย์

......

อธิบายบนฐาน schema theory และ mental model..คะ...ขออภัยนะคะ หากมาผิดประเด็น...

คุณชายขอบ...ตกลงว่าไงคะ..งานวิจัย...กลุ่มสูติ R2R รออยู่นะคะ...

....

มีอะไรหรือเปล่าคะ...ไม่ตอบ คห. ดิฉันเลยคะ...

Dr.Ka-poom

     ขอบคุณมาก ๆ เลยครับที่เข้ามาเติมเต็ม แต่ผมขอไปศึกษาเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ เพื่อต่อยอดกัน (ตอนนี้เสียสมดุลอีกแล้วครับ ต่อไม่ถูกเลย เก่ง ๆ กันทั้งนั้นครับ)

     งานวิจัยที่กลุ่มสูติ R2R ส่งมาขอปรับอีกนิดนะครับ คืนนี้จะส่งกลับทาง E-Mail ให้ครับผม

ผมตามมาดูแล้วครับ และขอร่วมวงด้วย

(๑) รูป Looking เป็นพยานว่าแดน(วัตถุ)การรู้สึกเห็น(จิด)อยู่ที่ท้ายทอย

บริเวณสีแดงเป็นเรื่องของวัตถุและกระบวนการทางวัตถุตาม(๑),(๒),(๓),ที่คุณอ้างไว้ข้างบน(ส่วนนี้ไม่ใช่จิตวิทยา ยกเว้นจะเชื่อว่าจิตกับสมองคือสิ่งเดียวกัน)

แต่ความรู้สึกเห็น(จิต)(Conscious)ที่มีชื่อใหม่ว่า Sensation นั้น เป็นจิตวิทยา(Psychology) กลุม Cognitivists,    แต่ถ้าคนนั้นเชื่อว่าจิตคือสมอง  เขาก็เป็น Psychologists  กลุ่ม Physiological Psychology,  และเขาจะไม่พูดถึงคำทางจิต    เช่น Memory, Thinking, ฯลฯ

ถ้าเขาไม่ศึกษา Brain Processes (วัตถุ)   แต่จะศึกษาและพูดเฉพาะคำทางจิตวิทยา เช่นคำ  ความรู้สึก ความจำ  ความคิด  ฯลฯ  โดยเก็บเรื่องของสมอง(วัตถุ)ไว้เบื้องหลังคำทางจิตวิทยา ไว้เป็น Theoretical Entities  แล้ว  เขาก็เป็น Cognitive Psychology 

แตถ้าเขาปฏิเสธทั้ง Brain และ Mind  และพูดเฉพาะพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior)  แล้ว  เขาก็เป็นจิตวิทยากลุ่ม Behaviorism

คราวนี้คงไม่เสียศูนย์แล้วนะครับ

(๒) ที่ Looking สีแดงจะอยู่แถวท้ายทอย  ที่ Listening สีแดงจะอยู่ที่ขมับ  ที่ Thinking สีแดงจะอยู่แถวหน้าผาก  เป็นพยานว่า  กิจกรรมของสมอง(วัตถุ)จะสัมพันธ์กับความรู้สึกเห็น(จิต) ความรู้สึกได้ยิน(จิต) ความรู้สึกคิด(จิต)   และเป็นพยานว่าแดนเหล่านั้นนั่นเอง(วัตถุ)ที่เป็นผู้รู้สึกรู้สึกเห็น  รู้สึกได้ยิน  และรู้สึกคิด   และเป็นพยานว่า  แดนเหล่านั้นนั่นเอง(วัตถุ)ที่เป็นผู้คิด !!

(๓) ในการแก้ไขคนบ้า  ถ้าเราเชื่อว่า สมอง(วัตถุ)เป็นสาเหตุของความรู้สึกบ้า(จิต) เราก็แก้โดยการใช้ไฟ้ฟ้าช็อคที่วัตถุ(กาย)  ถ้าเราเชื่อเรื่องความรู้สึก(จิต) เราก็แก้ด้วยวิธีของ ฟรอด์ แต่ถ้ายังเบาปัญญาอยู่ เราก็แก้ด้วยหมอผี  !  เทวดา !!

คุณชายขอบควรรีบไปเรียนปริญญาเอก นะ  เพื่อจะได้พบอาจารย์ดีๆ ที่แตกฉาน  จะได้แทนที่พวกเขาครับ

 

อาจารย์ ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว ครับ

     คห.ของอาจารย์ เป็นการต่อยอดให้ผมหูตาสว่างมากขึ้นอย่างแรงเลยครับ สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ให้มาคือ ผมไม่หลงทางในการที่จะ Review ต่อไป ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้ผมยังปน ๆ กันอยู่ในเรื่อง Brain และ Mind แต่ยังไงก็แล้วแต่ฐานคิดผมตอนนี้ผมเชื่อว่าเกี่ยวกันครับ ผมจึงยังไม่ลงไปในกลุ่มไหน กลุ่มใด เป็นการเฉพาะ คงจะจนกว่าผมจะ Clear Cut ได้นะครับ

     สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ให้ผมมาใน คห.นี้คือ แรงใจครับ ย่อหน้าสุดท้ายผมได้แรงใจมาก ๆ แม้จะยังมองไม่เห็นทางเท่าใดนักครับ

Brain vs Mind เป็นอย่างนี้ครับ

     ภาษาทางวัตถุ                   ภาษาทางจิตวิทยา

          ก้อนสมอง                               จิต(Mind)

          กิจกรรมของสมอง                    รู้สึกเห็น

          (ที่เป็นสีแดง)                             หรือรู้สึกได้ยิน

                                      ฯลฯ

พวกเชื่อทางวัตถุ(Materialists)จะนิยาม จิตว่าคือสมอง,กิจกรรมของสมอง, นิยามการรู้สึกเห็นว่าคือกิจกรรมของสมองที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้าไปทางตาที่วัดได้ด้วยแถบสีแดง, หรือ EEG

พวกที่เชื่อเรื่องจิตจะนิยามว่า จิตคือความรู้สึกที่มีต่อสิ่งเร้าต่างๆ ฯลฯ,   นิยามการรู้สึกเห็นว่า การรู้สึกเห็นคือ ความรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ตรงหน้าที่วัดได้ด้วยการบอกได้  ชี้ได้ ฯลฯ

คิดว่าคุณชายขอบต้องการคำตอบที่จุดนี้ใช่ไหมครับ

 

อาจารย์ ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว ครับ

     ใช่แล้ว ใช่เลยครับ ขอบคุณอาจารย์มากเลยครับ ผมกำลังจะเรียบเรียงเพื่อต้องการการการตรวจสอบจากอาจารย์ว่าผมเข้าใจถูกไหม เพื่อจะได้เดินต่อ มาถึงตรงนี้ก็อยากจะวกกลับไปที่เดิม ที่ผมเคยตั้งคำถามอาจารย์เรื่องลางสังหรณ์ (หรือ สัมผัสที่ 6 ก็ได้) นะครับ คือผมเชื่อว่าลางสังหรณ์ เป็น Brain Processes แต่อะไรเป็นสิ่งเร้าให้เกิดขึ้น โดย Mind ก็ได้แสดงออกมาแล้วด้วยว่า รู้สึก... ต่อสิ่งที่สังหรณ์ใจ ผมเลยคิดมากไปจนถึงว่า สิ่งเร้านี้น่าจะเป็นอะไรสักอย่างไหมที่อาจจะไม่ต้องการ เวลา ที่ว่าง หรือ ... เป็นตัวนำ หรือเป็นตัวขับ ผมพยายามจะเรียกมันว่า "ความพูกพันธ์" ประมาณนั้นครับ

จากฐานความเชื่อเรื่อง Brain vs Mind ทำให้มีผลต่อเนื่องมาสู่กระบวนการบำบัดรักษา...ในกลุ่มคนที่มีความบาดเจ็บทางจิตใจ หรือที่เราคุ้นชินกับที่เรียกว่าเจ็บป่วยทางจิต...

....

กลุ่มที่เชื่อในเรื่อง Brain นั้น จะมองถึงพยาธิสภาพ และการหลั่งของสารเคมีในสมอง...แล้วนำสิ่งที่เป็นสารเคมีอีกเช่นกัน..ในการนำไปจัดการในสองนั้น ... อธิบายง่ายๆ คือ ใช้ยาที่เชื่อว่าจะไปจัดการกับตัวสมองเพื่อให้หายป่วย...แต่จากศึกษาและสนใจในการทำงานทางด้านนี้พบว่า...ตอนนี้ผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลก็ยังใช้ยา...มาร่วมกว่าสิบปี...แล้วเพราะอะไร ...ในส่วนนี้ดิฉันกำลังหาคำตอบ...แห่งคำถาม...ไปดูที่นี่นะคะ...

ส่วนกลุ่มที่เชื่อในเรื่อง Mind นักบำบัดในกลุ่มนี้มักจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการไปที่อารมณ์ ความรู้สึก...เพราะเชื่อว่า...หากเราสามารถจัดการควบคุมอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของเรา..ได้..น่าจะเกิดความยั่งยืนได้ นั่นคือ ไม่ว่าผู้ป่วยจะเจอตัวกระตุ้นแห่งปัญหาแบบไหนมาก็ตาม...ก็สามารถ...จัดการกับตนเองได้ดีกว่าการพึ่งยาไปตลอดชีวิต...

แต่อย่างไรก็ตามในกระบวนการรักษา ก็ยังดำเนินอยู่ภายใต้ฐานความเชื่อทั้งเรื่อง Brain vs Mind...

....

ไม่แน่ใจ..ว่ามาต่อ..ถูกเรื่องถูกราวหรือเปล่านะคะ...

แต่เพื่อนที่รักคนดีคนหนึ่ง...ขอร้องให้มาร่วมแจม...และขอไป self-study เพิ่มเติมก่อนนะคะ....เดี๋ยวมาใหม่อีกรอบคะ...

(๑) "รู้สึกสังหรณ์"  เป็นจิต  ตัวหนังสือ"รู้สึกสังหรณ์"ก็เป็น"คำ"ทางจิต, "กลุ่มนิวโรนที่แสดงกิจกรรมควบคุ๋กับการรู้สึกสังหรณ์" เป็นกระบวนการทางวัตถุ มีความหมายเดียวกันกับ กระบวนการสมอง  หรือ กิจกรรมของสมอง ที่เราเคยใช้มาหลายครั้งแล้วในการสนทนานี้.

เมื่อมันไม่ใช่วัตถุ  เราจึง Imply ว่ามันไม่ต้องการที่อยู่(Place/Space), แต่ความรู้สึกนี้มันเกิดแล้วก็"คงอยู่ต่อไปชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่จะหายไป"แสดงว่ามันต้องการเวลา(Time) มันจึงน่าประหลาด  บางคนจึง Assumeว่า เทวดาประทานจิตให้มา ! นักวิทยาศาสตร์ไม่พอใจจึงเลิกพูดเรื่องจิต  หันมาพูดเรื่องสมอง กับ พฤติกรรมแทน

แต่เราทุกคน "รู้สึกกับมันได้" หรือ "สัมผัสกับมัได้ทุกวัน" ดังนั้น  มันจึง "มีอยู่จริง" ผมจึง Postulate/Assumption ว่า "ความรู้สึก" ดังกล่าว "เกิดจากกิจกรรมของสมอง" ไม่ต้องตัดมันทิ้งไป  เสียดาย !! นักจิตวิทยาก็ไม่ควรละอาย  ที่พูดคำว่า "จิต"  โดยศึกษาภายใต้ร่มของ Cognitive Psychology ครับ

ส่วนที่ว่า  จะให้ "ความรู้สึก"(จิต) บางอย่างไป "เร้า" กลุ่มนิวโรนให้แสดงกิจกรรมนั้น  เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะว่า "ผลของตัวเองจะกลับไปเร้าตัวเองได้อย่างไรเล่า"  เพราะเมื่อกลุ่มนิวโรนหยุด  ความรู้สึกก็หยุดทันที  ไม่มีโอกาสที่จะหันมาเร้าตัวนิวโรนนั้นได้เลย!!นอกจากนี้แล้ว  "ความรู้สึก" เป็น "อสสาร" อสสารจะไปกระตุ้นสสารได้อย่างไรกัน เรื่องนี้นักปรัชญาได้ถกเถียงกันมานับพันปีแล้วครับ

เห็นไหม? เราไม่ต้องอ้างเทวดา ! เราก็อธิบายเรื่องจิตได้ ! และคนที่ไม่พูดเรื่องจิต จะกลายเป็นคนล้าหลังไปในอนาคตนะ จะบอกให้ !!

(๒)สำหรับการรักษาโรคจิตใน รพ.ทั่วไปนั้น  จะนิยมใช้วิธีการทางวัตถุ กับ วธิการทางจิต/พฤติกรรม  "ถ้าใช้ยา แล้ว ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ก็แสดงว่า ยา+กาย มีความสัมพันธ์กับจิตจริง   และถ้า"ใช้วิธีทางจิต จิตก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ก็แสดงว่า  วิธินั้นสัมพันธ์กับจิตจริงเช่นกัน  "เป็นจริงทั้งสองอย่าง"  แสดงว่าในธรรมชาติมีทางเลือก!   

ขณะที่กำลังหลับไหล...ในช่วงบ่างเหมือนถูกปลุมขึ้นมาแล้ว...รีบมาที่หน้าจอคอม...แล้วมาพบความเห็นของอาจารย์....เสมือนเป็น sense?....ลางสังหรณ์?....และจะเป็นบ่อยมากกับที่มีจิตผูกพัน....หรือที่เรียกว่าสื่อที่กันได้....พยายามหาคำตอบกับตนเอง...และอธิบายออกมา...ดีใจมากที่ได้มาเจออาจารย์ ณ เวทีเสมือนแห่งนี้และได้ติดตามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

อาจารย์ไสวคะ...มีประเด็นที่กะปุ๋มเคยสงสัยว่า...ที่ผู้ป่วยทางจิต....ที่บอกว่ามีอาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน...นั้นบางครั้งในความรู้สึกหรือภายใต้ความเชื่อของตนเอง..เคยคิดว่าน่าจะมีอะไรสักอย่างในกระบวนการในสมองของเขา ... แต่ในวงการบำบัดเรารีบตัดสินเขาเร็วเกินไป ด้วยการสั่งยาให้เขาเพื่อให้สารเคมีในยานั้นไปควบคุมกระบวนการทำงานของสมองเขา....พอเขาไม่มีอาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน...ผู้บำบัดก็จะพอใจ...แต่...พอหยุดยา...อาการนั้นก็กลับมาอีก..แล้วข้อเท็จจริงนั้นคืออะไร...?....กำลังหาคำตอบ...แก่ตนเอง....ว่าน่าจะมีอะไรที่ดีกว่าการเชื่อเรื่องสารเคมีในสมองหลั่งอย่างเดียว...

.....

ในกระบวนการคิดของตนเองในตอนนี้...เกี่ยวกับจิตสัหรณ์...ได้พยายามนำกระบวนการศึกษาในจิตวิถีพุทธ...ทดลองใช้กับตนเอง...เป็นที่น่าสังเกต..ว่าจิตที่ว่านี้..จะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย...อารมณ์ไม่นิ่ง...จิตสื่อไม่ได้...หากเมื่อใดอารมณ์นิ่ง...จิตจะสามารถสื่อสัมพันธ์กับอีกบุคคลหนึ่งได้....อย่างมหัสจรรย์ยิ่งนัก....

ฝากไว้เท่านี้ก่อนนะคะ...ท่านอาจารย์ไสว...รอคุณชายขอบมาถกอีกว่าคิดเห็นประการใด....

     ขอเชื่อมโยงบันทึกที่เป็น "จิตสงหรณ์" ซึ่งผมเขียนไว้ที่บันทึก แม่...ที่เขียนไม่เคยจบ (2): ลางสังหรณ์ ครับ และที่ยังไม่ได้เขียนคือคืนที่แม่เสียชีวิต ก็รู้สึกรุนแรงมากเช่นเดียวกัน คล้าย ๆ กัน ผมจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจนานมากเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น จะอธิบายสิ่งนี้ได้อย่างไร
     ส่วนประเด็นที่จะขอต่อยอด...อีกสักครู่จะกลับมาครับ (ไปตั้งหลัก...ล่าวแหล๊ะ)

     1) อาจารย์พงศ์เทพ ได้ให้นิยามของลักษณะจิตวิญญาณ ไว้ตอนหนึ่งว่า "จิตวิญญาณมีคุณสมบัติเป็นพลังงาน  บางกลุ่มเชื่อว่า จิตวิญญาณ คือจิตที่มีพลังงาน และไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนในขณะนี้ว่าเป็นพลังงานประเภทใดจากแหล่งใด ซึ่งอาจจะเป็นพลังงานใหม่ที่จิตมนุษย์เองเป็นผู้สร้างขึ้นและเป็นพลังงานที่มีอิสรภาพ หรืออาจจะมาจากสนามพลังงานภายนอก" ที่บันทึก ตามหา “จิตวิญญาณ” ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผมสงสัย ใคร่รู้ และอาจารย์เคยตอบผมว่ามันไม่ต้องการที่อยู่ (Place/Space) แต่มันต้องการเวลา (Time)
     จากข้างต้นพอจะเชื่อมโยงกันได้ไหมครับ ในประเด็นเรื่องฐานคิด ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

     2) ที่อาจารย์บอกว่า ความรู้สึก (จิต) บางอย่างไป "เร้า" กลุ่มนิวโรนให้แสดงกิจกรรมนั้น  เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะว่า "ผลของตัวเองจะกลับไปเร้าตัวเองได้อย่างไรเล่า" เพราะเมื่อกลุ่มนิวโรนหยุด ความรู้สึกก็หยุดทันที  ไม่มีโอกาสที่จะหันมาเร้าตัวนิวโรนนั้นได้เลย!!นอกจากนี้แล้ว "ความรู้สึก" เป็น "อสสาร" อสสารจะไปกระตุ้นสสารได้อย่างไรกัน เรื่องนี้นักปรัชญาได้ถกเถียงกันมานับพันปีแล้วครับ
     จากข้างต้น งั้นอาจารย์ก็เชื่อว่า ความรู้สึก (จิต) เป็นผลพวงของ กลุ่มนิวโรนที่ได้แสดงกิจกรรมนั้นออกมา (ตามที่อาจารย์บันทึกและให้ คห.ไว้ก่อนหน้า) ผมก็เชื่อตามนั้นในขณะนี้ หากแต่คำถามที่ถามไว้คือ อะไรกันแน่ที่มาเร้าให้เกิดความรู้สึก (จิต) ขึ้นโดยเฉพาะขอโยงกลับมาที่เดิมคือ "รู้สึกสังหรณ์" หรือเกิดการรับรู้แบบสัมผัสที่ 6 (ที่เราชอบเรียก ๆ กัน) สิ่งนั้นต้องเป็นตัวเหตุ ทีนี้ใน คห.ก่อนหน้าผมพยายามจะสมมติชื่อเป็น "ความพูกพันธ์ (พิเศษ)" ไงครับ หรือจะเรียกเป็นอย่างอื่นก็ได้ เพราะเป็นเพียงสมมติบัญญัติในตอนนี้ครับ
     จากข้างต้น "ความผูกพันธ์(พิเศษ)" ที่ว่านี้ เป็นเหตุ และผลคือ "รู้สึกสังหรณ์" โดยมีกระบวนการที่ทำให้เกิดคือ Brain Processes ซึ่งอาจารย์บอกว่า เป็นการทำงานของกลุ่มนิวโรน และเมื่อกลุ่มนิวโรนทำงาน ก็จะมี Electrical Activities ทีนี้เราน่าจะวัดออกมาได้ด้วยเครื่องมือไม่ว่าจะเป็น PET หรือ EEG
     ที่จะถามอาจารย์คือ ผมสรุปมั่ว ๆ ไปไหมครับ อาจารย์ช่วยตกแต่ง ปรับปรุง ให้ด้วยครับ หรือว่าผิดไปไกลโขเสียแล้ว (ยิ้ม ๆ)

     ปล.ผมเขียน คห.นี้ เกิด Cognitive Lode สูงมาก แต่ไม่เครียดครับ การศึกษาอิสระ

ไปกันใหญ่แล้ว! ผมรู้สึกเวียนหัวแล้วนะ!!

(๑) คุยกับ Dr.Ka-Poom ก่อน  ผมเคยออกเสียง กะ-พูม  หรือ กา-พูม  เพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้เองว่าที่แท้คือ "กะปุ๋ม" ชื่อน่าเอ็นดูกว่า กา-พูมเป็นกองเลยทีเดียว

ขอบเขตของจิตวิทยาปัญญา หรือ Cognitive Psychology นั้น  มีขอบเขตเคร่าๆคือ "ความรู้สึกสัมผัส, การรับรู้,การจำ,การลืม, การคิดต่างๆ,รวมทั้งการคิดอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวไว้นี้ด้วย, และ การตัดสินใจ" ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมภายใน  เป็นเหตุการณ์ทางจิต คำดังกล่าวทุกคำเป็นคำทางจิต   ส่วนความผิดปกติทางจิตทั้งหลายนั้นเป็นขอบเขตของ Abnormal Psychology   ผมยังไม่ขอล่วงล้ำมาในเขตแดนนี้ครับ  แต่ผมคิดว่าสักวันหนึ่ง จิตวิทยาปัญญาสามารถช่วยอธิบายเหตุการณ์ทางจิตอปกติได้

(๒) สำหรับคุณคนชายขอบนั้น  ที่ถามตอนท้ายของข้อ(๑)นั้น ผมไม่เข้าใจคำว่าฐานความคิด,  สำหรับข้อ(๒)นั้น  "ถ้าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น  แล้วอีกสิ่งหนึ่งเกิดตามมาเสมอๆ แล้ว ของสองสิ่งนั้นโยงสัมพันธ์(Association)กัน"  จะเห็นว่า "การโยงสัมพันธ์หรือความผูกพันธ์" นั้น ไม่อาจะเป็นตัวเร้า หรือ เป็น สาเหตุ ของสิ่งใดได้

555...

ท่านอาจารย์ไสว...อย่าเพิ่งเวียนหัวเลยคะ...กำลังสนุกคะ...กะปุ๋มมาตาม sense คะ...รู้สึกว่าท่านมาต่อ คห. จึงได้เปิดเข้าดู..ซึ่งก็จริงๆ ด้วยคะ....(ฮา...บังเอิญแบบตั้งใจ)....

....

ข้อจำกัดของการอธิบาย...มักมาจากการสิ้นสุดในการศึกษาของนักทฤษฎีในรุ่นก่อนๆ...แล้วทำไมเราไม่ลองแหกกฏนั้น...เพื่อแสวหาคำตอบแห่งความสงสัย...กะปุ๋มเชื่อว่า...มีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเข้าไปใกล้ถึงคำตอบ...หากเราสามารถหลุดออกจากกรอบ..ของความ Normal หรือ  Abnormal นั้นได้...แล้วพยายามตอบความสงสัยนั้นได้...

ตอนนี้กะปุ๋มกำลังค้นคว้า...เกี่ยว Simulate Mind อย่างขนาดหนักเลยคะ...

เดี๋ยวมาต่อใหม่นะคะ....

ขอบพระคุณคะ

กะปุ๋ม

(๑)ในวงการสนทนาใดๆเราจะพูดกันอย่างระรื่นหูโดยไม่ต้องนิยามทุกคำที่เราสื่อสารกัน แต่ถ้าเจอคำใดที่จะต้องนิยามกันก่อน ก็ต้องนิยามกันก่อน ไม่เช่นนั้นก็คุยกันคนละเรื่อง เช่น คำว่า"คิดทะลุกรอบ" ตามความคิดของผมนั้นคือ คิดใหม่ แปลก ไม่เหมือนใคร แต่ยังอยู่ในเรื่องเดิม เช่น " ๑ + ๑ = ?" ดร.ก.ตอบว่า "๒", ดร.ข.ตอบว่า "๑๐" (สมมุติว่าเขาคิดคนแรกของโลก) ดร.ข.อธิบายว่า "ผมคิดฐาน ๒" ครับ! เขาคิด"ทะลุกรอบ" คือทะลุกรอบของ "เลขฐาน ๑๐" ไปเป็นเลขฐาน "๒"!! แต่ยังอยู่ในเรื่องเดิม คือ "วิชาคณิตศาสตร์" แต่ถ้า ดร.ข.ได้ปริญญามาทางคณิตศาสตร์ แต่ไปสอนเรื่องกฎหมาย อย่างนี้ผมไม่เรียกว่าทะลุกรอบ แต่เรียกว่า "ข้ามกรอบ" ผลก็คือ หมดความน่าเชื่อถือ อันที่จริง Cognitive Psychology กับ Abnormal Psychology นั้น อยู่ในกรอบของ Psychology เหมือนกัน แต่ Body of Knowledge ซึ่งได้แก่ Facts,Laws,Theories,นั้นต่างกัน ถ้าเราผลีผลามนำไปอธิบาย"ข้ามกรอบ" ก็อาจะผิดพลาดได้ง่าย หมดความน่าเขื่อถือไป คือพูดให้ง่ายเข้าก็ว่า "นำไปอธิบายข้ามกรอบได้ ใครจะทำไม แต่ไม่มีใครเขาเชื่อ" เช่นนำ Theory ของ Piaget ซึ่งเขาสร้างมาเพื่ออธิบายการพัฒนาการของปัญญา แต่เรานำไปอธิบายพฤติกรรมของคนที่บ้าคลั่ง คนที่เขาไม่รู้เรื่อง เขาก็เชื่อ แต่คนที่เขารู้ เขาก็ไม่เชื่อ ดังนี้เป็นต้น (๒)เรื่อง Simulate Mind น่าสนใจจริงๆ ครับ ถ้ายังไม่มีใครทำมาก่อนในโลกนี้ ก็ถือเป็นความคิดทะลุกรอบความคืดเดิม แต่ยังอยู่ในสาขาของตนอยู่ ยังมีจุดยืนที่มั่นคงอยู่ ขออวยพรให้สำเร็จนะครับ แล้วประกาศให้โลกรู้ต่อไป.

เรียน อ. ดรไสว

ดิฉันสนใจใคร่ร้ว่าที่ว่าสมองเป็นBio computer  ถ้ามีเหตุการณ์ใดผ่านเข้ามาสมองก็จะเก็บไว้ใน Bio RAM  หน่วยความจำชั่วคราวก่อนหาก เป็นสิ่งที่ไม่ต้องการจำก็ จะลบทิ้งDeleteไว้ในrecycle bin   หากสิ่งใดประทับใจก็จะเก็บไว้ในความทรงจำถาวรฺBio harddisk หากพื้นที่ว่างในสมองได้รับการจับจองด้วยสิ่งดีๆแล้ว พื้นที่สำหรับความไม่ดีทั้งหลายก็จะมีน้อยลง ใช่หรือไม่คะ เพราะถ้าหากเรานำความคิดนี้ไปพัฒนาเด็กโดยใส่สิ่งดีๆลงไปในสมองหรือจิตก้จะเป็นการตัดตอนความคิดที่ไม่ดีไม่ให้เข้ามาทำร้ายตนและคนอื่นได้ ขอบพระคุณค่ะ