วัดจากปริมาณคนมาประชุม กิจกรรมนี้ผ่าน แต่วัดจากผลงานของโจทย์ต้องดูผลจากความคิดที่ระดมสมอง

     

         ฝนใต้หลงฤดู เทลงมาไม่ลืมหู ลืมตา ถึงกระนั้น คนอาสาทำงานชุมชน ก็ ฝ่าสายฝน มากันเต็มห้องประชุม วังโนราห์ "วัดจากปริมาณคนที่มาประชุม กิจกรรมนี้ผ่าน  แต่วัดจากผลงานของโจทย์ต้องดูผลจากความคิดที่ระดมสมอง"

 

      > ลงทะเบียนเสร็จผู้เขียนถูกจัดให้ไปอยู่กลุ่ม สภาองค์กรชุมชน พบหน้าคนกันเอง ทั้งที่เป็นสภาองค์กรชุมชน และคนร่วมรุ่น จากวิทยาลัยป้องกันชุมชน(วปช)

 กลุ่มเครื่อข่ายสภาองค์กรชุมชน

 

  > กลุ่มท้องถิ่นมองเห็นเด่นเป็นเอกลักษณ์

เพราะเขามักแต่งตัวเรียบร้อย ที่ขาดไม่ค่อยได้คือต้องใส่แจ๊คเก็ตสีดำทับอีกชั้น นั้นคือท้องถิ่น ท้องที่ 

     > หันมาทางนี้ ก็ดูดีเพราะมีกลุ่มครู และผู้สอนศาสนา

  >หันไปดูกลุ่มเด็กตัวเล็กเสียงใหญ่ พูดดังใช้ได้กลุ่มเครือข่ายเด็กและเยาวชนคนเมืองลุง

     > กลุ่มสุดท้ายที่ขาดไม่ได้หากจะสร้างเมืองลุงให้น่าอยู่ สู่สุขภาวะชุมชนคนเมืองลุงคือกลุ่มสาธารณสุข

เยาวชนคนร่วมสร้างพัทลุงให้น่าอยู่

 

ภาคเช้าตามที่ผู้เขียนมาทันปลายเหตุการณ์เหตุการณ์ ทันสร้าง ภาพ จับประเด็นภายใต้โจทย์ระดมสมอง"พัทลุงน่าอยู่เป็นอย่างไร"และจะทำอย่างไรให้พัทลุงน่าอยู่"

 กลุ่ม ครู / ผู้สอนศาสนา ก็สำคัญในการผลักดันให้พัทลุงน่าอยู่

  ช่วงบ่ายคิดต่อ ภายใต้โจทย์ที่น่าสนใจ"เราจะทำงานร่วมกันอย่างไรให้พัทลุงน่าอยู่"ซึ่งผู้เขียนได้ร่วมวงขายความคิดไว้หลายประเด็น โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่แห่งความปลอดภันในการพูดคุย แสวงหาพันธมิตร ชวนเครือข่ายมาคุยใช้เวทีของสภาองค์กรชุมชนให้เป็นพื้นแห่งความปลอดภัยในการพูดคุย ระดมสมองทดลองปัญญาตามกลุ่มต่างๆเสร็จก็มาถึงรายการสำคัญ ที่คนสำคัญเขามานั่งล้อมวงคุยกันให้ฟังว่า

      "พัทลุงจะน่าอยู่ได้อย่างไร ด้วยกลไกการทำงานแบบต่างๆ"

 >โดยมี คุณ เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผอ.สสส. สำนักที่ที่สนับสนุน สุขภาพเด็ก  เยาวชน และครอบครัว

>ท่านสมพร  ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหารแผนสสส.สำนัก 3 

> นายกโกสินทร์ ไพศาลศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง

>นายแก้ว สังชู หรือ น้าแก้ว(นายหัวผู้เขียน) ประธานศูนย์ประสานงานภาคีองค์กรเครือข่าย จ.พัทลุง

>โดยมีผอ.สสส.สำนัก 3 . คุณดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ดำเนินรายการ

   คนสำคัญ ล้อมวงคุยเรื่องสำคัญที่จะผลักดันให้พัทลุงน่าอยู่

 

      ผู้เขียนสนใจในความคิดของนายกโกสินทร์  ที่บอกว่าคนเมืองต้องอยู่แบบวิถีคนเมืองลุงแล้วเล่าให้ฟังว่าระบบพึ่งพาเอื้อเฟื้อในเมืองลุงยังมีอีกมาก การศึกษาดูงานต่างประเทศ ก็ไปดูประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย เพราะคนเมืองลุงเราอยู่กันประสานกันกับศาสนา พัทงลุงมีอิสลาม มาก มาเลย์ฯจึงเหมาะกับเรา ในความเป็นวิถีทั้ง ภาษากริยาท่าทาง คำพูดคนเมืองลุงพูดสื่อสารออกมายามเหตุการณ์ไม่ปกติก็เข้าใจได้ทันที เหมือนตอนนี้ที่น้ำท่วมที่ ลำปำ มีผู้หญิงโทรมาบอกให้ทางเทศเทศบาลออกไปช่วยเหลือ พอถามกลับไปว่า

"น้ำลึกแค่ไหนแล้ว"

เธอตอบมาว่า"เป็ดเปียกแล้ว"

คนเป็นนายกเทศบาลเมืองลุงได้ฟังคำนี้ รีบสั่งการให้พนักงาน อปพร.ไปช่วยเหลือทันที "เป็ดเปียกแล้ว"ระดับน้ำน่าจะอยู่ที่  เมตรครึ่งถึงสองเมตรตามระดับความสูงเจ้าของเป็ด

     คนสภาองค์กรชุมชนที่นั่งข้าง สะกิดผู้เขียนถามว่า"บังหีมปากยูนเป็ดเปียกแล้วหม้าย"ผู้เขียนก็ตอบว่า ตอนที่ออกจากบ้านระดับน้ำสูงเพียง หน้าแข้งเป็ด

     พัทลุงน่าอยู่เป็นอย่างนี้แหละเป็นวิถีคนเมืองลุง น้ำท่วมแค่ตายเราก็มาประชุมนั้นคือความน่าอยู่ของพัทลุง

คุณเพ็ญพรรณ ผอ.สสส.สำนัก 4

สองสาวกองเลขาสภาองค์กรชุมชนพัทลุง