๑) “เซทระบบพลัง” คือ การสร้างระบบพลังลมปราณภายในร่างกาย
ก่อนที่จะบำเพ็ญบารมีด้วยการใช้พลังภายในเป็นเครื่องนำนั้น เราจะต้องสร้างระบบพลังภายในแบบใดแบบหนึ่งก่อน ปกติ ถ้าเป็นผู้หญิงมักนิยมให้ใช้ระบบอิม ชายให้ใช้ระบบเอี๊ยง แต่บางคนสามารถฝึกได้ทั้งอิมและเอี๊ยง ซึ่งหากต้องการฝึกประสานสองระบบควรเริ่มจากระบบอิมก่อนเอี๊ยง คือ เอาพลังภายนอกมาใช้ก่อนในช่วงที่ผู้ฝึกยังไม่ค่อยมีพลังภายในมาก จากนั้น ก็เรียนรู้พลังภายนอกที่เข้ามาภายในร่างกาย ใช้พลังภายนอกเป็นครู จนเลือกระบบพลังจากพลังภายนอกที่เหมาะสมกับตนเองได้แล้ว จึงค่อยฝึกสร้างพลังภายในของตนเอง โดยเลียนแบบจากพลังภายนอกแบบใดแบบหนึ่ง หรือหลายแบบที่ตนคิดว่าเหมาะสม เช่น สมมุติเริ่มจากขอพลังจากองค์ศิวะมาใช้บำเพ็ญบารมีก่อน หากทดลองแล้วไม่เหมาะสมกับตนเอง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนพบว่าพลังของโพธิสัตว์กวนอิมน่าจะเหมาะสมกว่า ก็เลียนแบบพลังกวนอิม แล้วสร้างพลังจากภายในแบบกวนอิมด้วยตนเอง เมื่อเข้าสู่ช่วงการฝึกเอี๊ยง ตามหลักพุทธศาสนานั้นไม่ยึดตัวใครของใคร แต่ละบุคคลเป็นไปตามกรรม ถ้าทำกรรมเหมือนกันก็รับกรรมเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเราบำเพ็ญเหมือนพระกวนอิม ก็จะมีลมปราณ มีพลังภายในแบบพระกวนอิมด้วย นี่คือ เคล็ดลับของการใช้พลังภายนอกมาเป็นแบบในการกระตุ้นและสร้างพลังภายใน หรือการใช้อิมสร้างเอี๊ยง ซึ่งเป็นเคล็ดลับเฉพาะของสายธรรมนี้ทีเดียว ในบางท่านฝึกอิมก้าวหน้ามาก ใช้พลังจากภายนอกได้มากมาย แต่เมื่อถึงเวลาที่พลังภายนอกย้อนกลับจากร่างกาย ก็จะมีความอ่อนแอมาก พลังเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่อาจยึดเป็นตัวกูของกูได้ การพยายามเก็บกักพลังภายนอกไว้ภายใน ไม่ให้สูญเสียไปนั้น บางรายส่งผลร้ายต่อตัวเองทั้งด้านสุขภาพและจิตใจ ทำให้พฤติกรรมแปลกไปได้เช่นกัน ดังนั้น การฝึกอิมจึงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แม้จะเพิ่มอิทธิฤทธิ์ได้รวดเร็ว แต่ของที่ไม่ได้เกิดจากบารมีของเราเอง ยืมเขามาก็ต้องใช้คืนเขาไป จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด การฝึกเอี๊ยงต่อจากฝึกอิม เปรียบเหมือน “บุบผาต่อหยก” ย่อมมีความมั่นคงและล้ำค่ายิ่งกว่าฝึกอย่างเดียว
๒) “สร้างแบบแผน” คือ การสร้างแบบแผนการบำเพ็ญภายในร่างกาย
เมื่อสร้างระบบภายในดีแล้ว ก็สามารถเผชิญโลกกว้างได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีอาจารย์คอยมาควบคุมดูแล เพราะลมปราณภายในที่เป็นผลจากการสร้างระบบนั้น นำพาชีวิตของผู้ฝึกให้ดำเนินไปเองโดยอัตโนมัติ สมมุติว่า ภายในของเรามีพลังกวนอิม เราก็จะมีรอยกรรมรอยเกวียน และความคิดและการตัดสินใจแบบพระกวนอิมด้วย พลังภายในจะขับดันให้เราทำแบบเดียวกับพระกวนอิม และพลังภายในนี้เองจะนำพากรรมแบบที่พระกวนอิมได้รับจนบำเพ็ญบารมีได้ก้าวหน้านั้นมาสู่เราด้วย ดังนั้น เราจึงได้ทั้งแบบทดสอบแบบกวนอิม และครูแบบกวนอิมในตัวของเราเอง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพลังภายในนี้เป็น “วิญญาณขันธ์” ซึ่งเป็นเครื่องนำพากรรมเข้ามาและเกิดขึ้นจากกรรมที่เรากระทำ ในขันธ์ห้าของเรานั้น อันได้แก่ หนึ่ง รูปขันธ์ จะเกิดจากสิ่งแวดล้อมสร้างทำมาก่อน เป็นสำคัญเราควบคุมไม่ได้ จึงละออกไปจากกระบวนการบริหาร, สอง เวทนาขันธ์ คือ ความรู้สึกสุขทุกข์นั้น เกิดจากใจเราปฏิบัติได้สุขสงบได้ด้วยธรรม, สามสัญญาขันธ์ คือ ความจำได้หมายรู้นั้นเป็นเครื่องปรุงแต่งความคิด ไม่ใช่ส่วนหลักของการบำเพ็ญ, สี่ สังขารขันธ์ จะเกิดขึ้นจากบุญกรรมเก่าและกรรมปัจจุบันทำให้ร่างกายเราดีหรือไม่ดี, และห้า วิญญาณขันธ์ ได้แก่พลังลมปราณที่ประกอบเป็นรูปร่างกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายสังขารของเรา ถ้าเราสามารถพัฒนาวิญญาณขันธ์หรือกายทิพย์ให้มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ ก็จะกำหนดชะตาชีวิตใหม่ให้แก่เราได้ เช่น จากเดิมอาจมีกายทิพย์แบบนาค ต้องรับกรรมแบบนาคเป็น แต่พอปฏิบัติธรรมพัฒนาจิตวิญญาณให้กายทิพย์เป็นพรหมและก็จะมีชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปเป็นแบบพรหมเลยทีเดียว ดังนั้น จึงไม่ต้องมีครูคอยควบคุมดูแลและปล่อยไปอย่างเสรีได้เอง ในขันธ์ห้านั้น มีสองส่วนที่เรานำมาปฏิบัติธรรมมาก คือ วิญญาณขันธ์ที่เราต้องพัฒนาเพื่อสร้างแบบแผนการบำเพ็ญบารมี และเวทนาขันธ์ที่เราต้องใช้พระธรรมคอยช่วยให้พ้นความทุกข์ ส่วนขันธ์ตัวอื่นๆ รู้แล้วละวางไม่ยึดก็พอ ไม่ต้องพิจารณามาก
๓) “ชำระซักฟอก” คือ การสร้างระบบการชำระซักฟอกพลังภายในร่างกาย
ดังที่กล่าวแล้วว่าเราจะพิจารณาขันธ์ห้าสามตัวเพื่อละวางการยึดมั่นถือมั่น แต่อีกสองตัวเราจะนำมาพิจารณาเพื่อใช้ในการบำเพ็ญบารมีและการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ในส่วนของการบำเพ็ญบารมีเราจะพิจารณา “วิญญาณขันธ์” เป็นสิ่งสำคัญ พัฒนาจิตวิญญาณจนมีกายทิพย์ตามแบบที่ต้องการบำเพ็ญบารมีแล้วก็ออกสู่โลกกว้างได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีครูควบคุม ส่วนการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์นั้น เราจะพิจารณา “เวทนาขันธ์” คือ ความรู้สึกสุขทุกข์ ให้ปรับสภาวะเข้าสู่สมดุลกลาง คือ “อุเบกขา” หรือ ไม่ทุกข์ไม่สุข ถ้าเราวางจิตอย่างนี้ได้ตลอดอย่างมั่นคง ก็จะทำให้พ้นทุกข์ได้แท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องตัดกิเลสเสียทั้งหมด เพราะการบำเพ็ญบารมีนั้น เราต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป หากไม่มีกิเลสแล้วก็ไม่ใช่วิถีการบำเพ็ญบารมี เป็นวิถีของพระอรหันตสาวกและต้องนิพพานไป ดังนั้น เราจึงไม่เน้นว่าต้องขุดรากถอนโคนกิเลส แต่เราสามารถใช้หลักทำจิตใจให้พ้นทุกข์ชั่วคราวมาช่วยในการบำเพ็ญบารมียามที่เกิดปัญหาหนักกับชีวิตของเราให้เบาบางจากทุกข์ลงได้นี่คือ การบำเพ็ญวิถีคู่ขนาน เพราะการมุ่งแต่บำเพ็ญบารมีสร้างผลงานจนไม่ดูแลความสุขทุกข์ของตนเอง จะทำให้มีจิตใจเศร้าหมอง หม่นหมอง และถูกครอบงำด้วยพลังมารได้ง่าย การชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ทำให้จิตใจนั้นเบาสบายหายทุกข์ได้ชั่วคราวหากทำอยู่เรื่อยๆ ก็ทำให้พ้นทุกข์ได้เนืองๆ แม้ยังมีกิเลสอยู่ก็ตาม ในสายธรรมนี้ ได้ให้วิธีการชำระซักฟอกจิตใจเมื่อยามจิตหม่นหมองเศร้ามีความทุกข์ ด้วยการทำ “สมาธิแบบธรรมจักร” คือสมาธิที่ปลุกพลังภายในให้หมุนวนแล้วอาศัยแรงหมุนนั้นเหวี่ยงทิ้งสิ่งต่างๆ ที่รบกวนร่างกายและจิตวิญญาณออกไปจนหมดสิ้น ดังที่ได้เสนอไว้ในส่วนอื่นนั่นเอง
๔) “พิจารณาธรรม” คือ การพิจารณาหลักสัจธรรมเพื่อเพิ่มพูนปัญญา
เนื่องจากการบำเพ็ญบารมีโดยใช้พลังภายในเป็นเครื่องนำทางร่างกายและจิตใจนั้น เป็นการบำเพ็ญที่เน้นอิทธิฤทธิ์นำทางก่อนนี้ จะไม่มีทางสมดุลได้หากไม่มีการพัฒนาปัญญาควบคู่ไปด้วย ดังนั้น ขณะที่เผชิญโลกกว้างอย่างเสรี ตามแต่พลังภายในจะนำพาไปแล้ว ก็ต้องรู้จักเคล็ดการเสริมสร้างปัญญาควบคู่ไปด้วย นั่นคือ “หลักการพิจารณาสัจธรรม” ที่ได้พบเห็นจากโลกกว้างเพื่อเพิ่มพูนปัญญาญาณนั่นเอง ดังนี้ ก็จะไม่ต้องนั่งอ่านตำราแต่สามารถมีปัญญาความรู้ได้จากการมีประสบการณ์ชีวิตจริงในโลกแห่งความจริงในปัจจุบันขณะ หลักการง่ายๆ คือการถามตัวเองง่ายๆ ซ้ำๆ จนจิตเกิดสมาธิแน่วแน่อยู่ในคำถามนั้น จิตผู้รู้ก็จะตอบคำถามออกมาให้เราทราบ เราจะก็รู้เอง เช่น เราอยากทราบว่าศัตรูของเรานี้เราควรกำจัดเลยดีไหม เราก็ถามคำถามในใจเราซ้ำๆ ว่า “เราควรกำจัดศัตรูดีไหม” ซ้ำๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คำตอบออกมา เหมือนเราบริกรรม “พุทโธ” ซ้ำๆ ในใจของเราจนเกิดสมาธินั่นเอง แต่นี่เรายกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณ ก็ต้องใช้คำบริกรรม เป็นคำถามที่เราต้องการทราบคำตอบ ในขณะที่ถามนั้น ให้ทำจิตให้ว่างเบาสบาย เหมือนทำเล่นๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่จริงจังเกินไป ไม่ให้ใจหนักเกินเสียจนแน่นิ่ง ไม่มีกระแสสัมผัสรู้ ต้องทำเล่นๆ เบาๆ ไปเรื่อยๆ ไม่บีบคั้นให้ต้องได้คำตอบ หากคำตอบจะมาเมื่อไร มันจะแวบเขามาในหัวเราเอง ณ จุดนั้นแหละที่เรียกว่า “ปัญญาเกิด” ในระดับหนึ่งที่เราต้องการรู้
สรุปลักการปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องนั่งสมาธิ
เริ่มจากต้องปรับระบบพลังงานภายในให้เข้าสู่ระบบพลังลมปราณแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งควรเข้าสู่แบบอิมแล้วต่อด้วยแบบเอี๊ยง ก็จะเกิดการหมุนเวียนพลังภายในและภายนอกอย่างสมดุล จากนั้น จึงพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้นจนเข้าสู่ความมีเสถียรภาพอย่างใดอย่างหนึ่งที่พร้อมในการบำเพ็ญ คือ ได้กายทิพย์ในแบบที่ตนเองต้องการบำเพ็ญบารมี ต่อมาก็ฝึกการขจัดความทุกข์โดยไม่ต้องขุดรากถอนโคนกิเลสจนหมด เพื่อใช้ลดความทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นจากการบำเพ็ญบารมี ก็จะทำให้สามารถผ่านด่านทดสอบจิตใจที่แสนทุกข์ยากไปได้ สุดท้าย คือ หลักการพิจารณาธรรมในทุกๆ สิ่งที่เป็นแบบทดสอบต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็จะทำให้ปัญญาของเราก้าวหน้าไปพร้อมกับพลังภายในด้วย กระบวนการทั้งสี่นี้ เป็นกระบวนการที่สายธรรมนี้จะถ่ายทอดให้แก่ผู้เข้าศึกษาจนสามารถเปิดตัวเองสู่โลกกว้างได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องมีครูคอยควบคุมดูแลในท้ายที่สุดนั่นเอง