ขอบคุณผู้ปกครองลูกดาวน์ 3 บ้านที่นัดหมายร่วมกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ดร. ป๊อป...น่าสนใจที่เด็กสามคนมีการพัฒนาที่ต่างกันตามประสบการณ์การฝึกที่ผ่านมาตั้งแต่ 10-18 เดือน

ผมเต็มใจที่จะไปเยี่ยมบ้านคุณแม่ท่านหนึ่งที่อยากปรึกษาลูกที่มีอาการดาวน์ และได้นัดหมายอีก 2 บ้านที่มีลูกเป็นดาวน์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันเดียวกัน

สองชั่วโมงผ่านไปรวดเร็ว เป็นครั้งแรกที่ผมต้องประมวลความคิดเพื่อหาสาเหตุของการพัฒนาเด็กที่ช้ากว่าวัยของน้อง 2 คน และอีกคนที่ไม่ได้มาให้ตรวจประเมิน แต่ฟังจากคำบอกเล่าของคุณแม่ท่านหนึ่ง ทั้งสามกรณีศึกษานี้ผ่านการฝึกแบบซ้ำไปซ้ำมา หลากหลายวิธีการ ทั้งจากนักบำบัดต่างๆ แต่ก็มีความก้าวหน้าอย่างช้าๆ น้อยครั้งที่จะได้รับคำอธิบายหรือความรู้ที่นำมาฝึกลูกที่บ้านได้สำเร็จผล เลยทำให้อยากเรียนรู้กับ ดร. ป๊อป ในโครงการหมออาสามาหานะเธอ

...ตอนแรกผมต้องบอกว่า โครงการฯตอนนี้มีกรณีศึกษารับบริการเต็ม 20 คนแล้ว ดร. ป๊อป ได้แนะนำโปรแกรมกิจกรรมบำบัดที่บ้านและประเมินความก้าวหน้าของโปรแกรมฯ เรียบร้อยใน 13 กรณีศึกษาแล้ว อีก 7 กรณีศึกษาได้ประเมินและแนะนำโปรแกรมกิจกรรมบำบัดที่คลินิกเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสไปปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านเพราะไกลจากที่ทำงาน/ที่พักมากและมีเวลาที่จำกัดในฐานะอาจารย์กับนักวิจัย ขณะนี้ยังคงเหลือ 5 ใน 13 กรณีศึกษาข้างต้นที่ ดร. ป๊อป เลือกที่จะศึกษาด้วยจิตอาสาเองไปจนถึงวัยเรียน เมื่อ 3 กรณีศึกษาใหม่นี้ติดต่อมา ผมเห็นว่า บ้านไม่ไกลนักเลยอาสามาช่วยเหลือ และมาด้วยความ "อิ่มใจ" และได้บอกผู้ปกครองของทั้งสามกรณีศึกษานี้ว่า "อยากเห็นความสำเร็จในการพัฒนาเด็กด้วยความคิดและความรักของคุณพ่อคุณแม่เอง และไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ในการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้"...

โดยสรุปแล้วเด็กกลุ่มอาการดาวน์นั้นมีความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ มีการรับรู้ข้อต่อน้อยกว่าปกติ มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย (อาจมีผลจากการรับสัมผัสที่น้อยเกินไปในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด และมีการบังคับในกิจกรรมการกิน การขับถ่าย และการนอน) มีกล้ามเนื้อริมฝีปาก-ลิ้น-อวัยวะในการกลืนอาหารถึงการสื่อสารทำงานได้ช้า

ดังนั้น ดร.ป๊อป แนะนำกิจกรรมบำบัดเบื้องต้นแก่กรณีศึกษาทั้งสามที่แตกต่างกัน เช่น

  • การเปิดโอกาสเพิ่มทักษะการดูแลตนเองในกรณีที่หนึ่ง ได้แก่ ให้ฝึกสัมผัสอาหารที่เคี้ยวง่าย ใช้ช้อนกดลิ้นที่ยื่น ปิดปากและให้เวลาใช้ลิ้นสัมผัสอาหารประเภทผลไม้นิ่ม ดูดเนื้อส้มในหลายทิศทางอย่างช้าๆ (ไม่ต้องเทป้อนอาหารหรือกระตุ้นลิ้นเร็วเกินไป อาจสำลักได้เนื่องจากเพดานโหว่และอวัยวะช่องปากอ่อนแรง) แม้ว่าจะไม่ค่อยทานน้ำ ก็ค่อยๆ ให้จิบบ้างระหว่างวัน หรือใช้น้ำผลไม้สลับกับนม ขณะที่เด็กคืบหรือนั่งเล่น ผู้ปกครองต้องคอยจัดท่าไม่ให่สะโพกแบะหรือเท้าแบะ ขยับข้อสะโพกและเข่าให้มีการลงน้ำหนักบนเบาะเป็นช่วงๆ ได้
  • เพิ่มทักษะการเล่นที่ใช้แรงในกรณีที่สอง มีการเล่นพร้อมผู้ปกครองในการผลักบอล การกระโดด การจับเกาะเดินมองสำรวจสิ่งแวดล้อม การสัมผัสบนพื้นหญ้า-วัสดุจากกิจกรรมในน้ำตื้น จนถึงทักษะการเรียนรู้ ควรฝึกจากง่ายไปยากผ่านการสาธิต การชี้นำ การสังเคราะห์-วิเคราะห์ขั้นตอน การจัดกิจกรรมที่หลากหลายในธรรมชาติ การใช้สื่อ/เครื่องมือในระยะเวลาที่เหมาะสม และดัดแปรสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การทรงตัว และการทรงท่า อย่างค่อยเป็นค่อยไปและอย่างต่อเนื่อง จากสื่อ 3 มิติ (จับต้องได้ - ไม่ควรใช้เปิดให้เด็กดูทีวีมากจนเกินไป เลือกตอนที่น่าสนใจพร้อมให้ผู้ปกครองสื่อสาร/สอนลูกด้วย) มีการพักสั้นๆ หรือเบี่ยงเบนเด็กให้สนใจในสิ่งอื่นๆ มีการเพิ่ม Finger Food ระหว่างเล่น-เรียนได้ ผู้ปกครองต้องอดทนและเพิกเฉยในกรณีที่เด็กร้องเอาแต่ใจ มีการกอดลูกและสัมผัสลูกนานๆ และมีคนหลายคนเล่นเรียนกับเด็ก
  • ในกรณีที่สาม มีอาการชักมาก แนะนำให้ทดลองวิธีการผ่อนคลายหลังชัก โดยจัดท่าทางให้อยู่ในท่างอและกอดเด็กจนรู้สึกผ่อนคลายแล้วหยุดกระตุกชัก หรือจับโยกเด็กเป็นจังหวะช้าๆ มีการขยับงอเหยียดขาแขนเป็นจังหวะ เปิดเสียงเพลงช้าๆ นอกจากนี้มีการจัดเตรียมท่าทางทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น จากท่านอนหงายไปเป็นท่านั่ง มีการขยับข้อต่อเบาๆ ด้วยมือของผู้ปกครอง (ไม่นิยมให้ใช้เครื่องสั่น/เขย่า)

แนะนำให้ผู้สนใจติดตามอ่านข้อมูลจาก Link ต่อไปนี้

http://www.ds-health.com/occther.htm

http://www.ehow.com/how_2088394_treat-down-syndrome-occupational-therapy.html

หรือ Download เอกสาร PDF ของอาจารย์ของ ดร. ป๊อป คือ อ.ไพวรรณ สุดวรรค์ ในวารสารกิจกรรมบำบัด เมื่อปี พ.ศ.  2540 ที่ http://www.ams.cmu.ac.th/journal/index.php?option=com_content&view=article&id=123:-occupational-therapy-for-children-with-downs-syndrome&catid=34:published-articles&Itemid=57