ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เมื่อวันที่ ๑๒ มี.ค. ๕๔  มีวาระ เรื่อง “ระเบียบมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ว่าด้วยการไปเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ พ.ศ. ...”  ให้สภาฯ อนุมัติ   ทำให้มีการอภิปรายหลักการเรื่องการไปเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ (sabbatical leave)   ว่าเป็นมาตรการ ที่มหาวิทยาลัยไทยเอามาจากต่างประเทศ   แต่เราเอามาใช้โดยที่หลักการเพี้ยนไปมาก จนเกือบไม่ เหลือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงทางวิชาการ    ที่เน้นใช้เป็นกลไกสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการของ สถาบัน  เพี้ยนเป็นเน้นผลประโยชน์ของบุคคล เช่น กลายเป็นสวัสดิการ  เป็นสิทธิของบุคคล  เป็น โอกาสไปทำงานหาเงินพิเศษ  มีผู้อภิปรายว่าไปเลี้ยงลูกก็มี

 

          สภา มวล. มีมติให้กำหนดหลักการว่าการไปเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการเป็นกระบวนการพัฒนาวิชาการ ผลหลักตกแก่องค์กร เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานบุคคล   ไม่ใช่สวัสดิการหรือประโยชน์เกื้อกูล ไม่ใช่ สิทธิส่วนบุคคล   ให้เขียนหลักการนี้ไว้ในส่วนอารัมภบทของระเบียบให้ชัดเจน

 

          ท่านนายกสภาฯ ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน เล่าเรื่อง sabbatical ที่องค์กรเป็นผู้เริ่ม ที่ท่านได้รับสมัยที่ท่านเพิ่งกลับจากเรียนปริญญาเอก กลับมาทำงานที่จุฬาฯ ได้เพียงปีเดียว   มีมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกามาเฟ้นหาตัวบุคคลที่จะไปเข้าหลักสูตรฝึกเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย   และต้องการตัวท่านไปฝึก แต่ติดที่ท่านเพิ่งกลับมาทำงานได้เพียงปีเดียว   ในที่สุด จุฬาฯ ก็ให้ท่านไป โดยใช้หลักการ sabbatical   ต่อมา จุฬาฯ ต้องการพัฒนาระบบแพทยศาสตร์ศึกษา ก็ได้ส่ง รศ. นพ.  ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์  และ ศ. นพ. ประพนธ์ ปิยรัตน์ ไปเรียนปริญญาโท ที่ U of Illinois โดยใช้หลักการเดียวกัน 

 

          ท่านนายกสภาฯ ได้แนะนำว่า ควรใช้ให้หลากหลายกิจกรรม เช่น postdoc 

 

          ผมได้ให้ความเห็นหลักการใน ๔ ประเด็นคือ
๑. มีประโยชน์เพื่อช่วยให้อาจารย์ และมหาวิทยาลัยติดตามวิชาการที่ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด   เปลี่ยนชุดของเทคโนโลยี หรือเครื่องมือ   sabbatical จะช่วยให้มหาวิทยาลัยและอาจารย์ไม่ล้าหลังทางวิชาการ

๒. การไป sabbatical ควรเป็นผลของการหารือระหว่างเจ้าตัว กับหัวหน้าส่วนงาน จนเห็นพ้องกันว่า มีความจำเป็นต้องไปเรียนรู้อะไร เพื่อกลับมาทำอะไร เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการของหน่วยงานและบุคคล   ไม่ควรมีลักษณะที่เจ้าตัวคิดคนเดียวแล้วเสนอเรื่องต่อหัวหน้าส่วนงานให้อนุมัติ

๓. มีแผนงานชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะกลับมาทำอะไร   และต้องมีการประเมินในภายหลัง ในเวลา ๑ ปี และ ๓ ปี หลังจากกลับมา

๔. ต้องไม่ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล
วิจารณ์ พานิช
๑๒ มี.ค. ๕๔