ประเทศของเรามีความมั่นคงเป็นไทยมาได้จนทุกวันนี้เพราะเรามีสถาบันครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น สมาชิกครอบครัวมีความรับผิดชอบร่วมกัน

ถอดบทเรียน ความรู้กลุ่ม"ดังลมหายใจ" บันทึกที่ 9 สุขภาวะในองค์รวมแห่งชีวิต

ของของ ผศ.ดร.วิรัตน์  คำศรีจันทร์ :

 http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/291923

               

ภาพ:ดร.วิรัตน์  คำศรีจันทร์

 การอ่านเรื่องเล่าของอดีตที่ผ่านมาทำให้เกิดการผสมผสานความรู้เดิม และความรู้ใหม่ขึ้นมา ด้วยการเปรียบเทียบความคิด ข้อปฏิบัติ จากเหตุการณ์ หรือความรู้เดิม กับความรู้ ใหม่ที่ได้ ในบันทึกได้กล่าวถึงกบฏบวรเดช ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีพศ.2475 จอมพลป.พิบูลสงคราม ผู้นำชาตินิยม เป็นแกนนำในการทำรัฐประหารและปราบกบฏ ทำให้นึกถึงยุคผู้นำพาไปแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยมองเห็นภาพชีวิตประจำวัน วัฒนาธรรมไทยในสมัยผู้นำพาไป นึกถึงภาพที่โกลาหลของผู้หญิงไทยที่คุ้นเคยกับการนุ่งผ้าโจงมากกว่า แต่แล้วเมื่อมีแถลงการณ์ประกาศให้หันมานุ่งกระโปรงก็ยังสามารถปรับตัวกลายเป็นแหม่มสวมกระโปรงตามผู้นำไปได้ไม่ยาก อีกทั้งห้ามกินหมากซึ่งคนไทยยุคก่อนนั้นพากันเคี้ยวหมากทั้งผู้หญิงผู้ชาย ให้หันมาเคี้ยวหมากฝรั่งแทน เคี้ยวหมาก ให้สวมหมวกก่อนออกนอกบ้าน บันทึกนี้จึงทำให้ได้ทบทวนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของไทยในสมัยที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อจอมพลป.พิบูลสงครามอีกครั้ง และทำให้รู้สึกภูมิใจไปด้วยกับการให้ความสำคัญภาษาไทย ถ้าจะต้องใช้ภาษาชาตอื่นมาเขียนป้ายก็ให้ใช้ภาษาไทยขึ้นก่อน ภาษาชาติอื่น แม้ว่าการนำคำว่า”สวัสดี”เมื่อพบกัน และพูด”ราตรีสวัสดิ์” เมื่อจากกันมาใช้แรกๆคงจะกระดากพิลึก แต่เมื่อนานไปๆ ก็กลายเป็นภาษาพูดที่นิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้วัฒนธรรมการแต่งกายมีการปรับเปลี่ยนจากสวมรองเท้าเฉพาะเจ้านายชั้นสูง และกลุ่มข้าราชการ  ก็อนุญาตให้ประชาชนสวมรองเท้า สวมหมวกก่อนออกจากบ้าน  กินผัดไทย ข้าวผัด นับว่าเป็นรัฐนิยมที่สั่งการอะไรออกมาประชาชนต้องทำตามทันที 

ความเจริญที่ยังไปไม่ถึงกล่าวในบันทึกนี้ ”แม่รวมทั้งคนรุ่นแม่และก่อนหน้านั้น จึงมีไม่น้อยที่ไม่รู้วันเดือนปีเกิดของตนเองเลย เพราะการตั้งชื่อ แจ้งเกิด ออกสูติบัตร และแจ้งการตาย เพิ่งจะเริ่มทำอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงหลังปี ๒๕๐๐ มาแล้ว ก่อนหน้านั้นชาวบ้านใช้จำเอาแล้วก็ให้ผู้ใหญ่หรือคุณครูไปแจ้งอำเภอให้ ซึ่งบางทีก็รวมกัน ๔-๕ ปีจึงจะไปทำให้กันสักครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จำสลับกันบ้าง ลืมบ้าง จำไม่ได้เลยช่วยกันคิดขึ้นเองเสียใหม่กับข้าราชการบนอำเภอนั่นเลยบ้าง”

ตรงจุดนี้ฉันอ่านไปก็ถึงญาติที่เกิดพร้อมกัน แต่เนื่องจากเขาเกิดที่ปากน้ำโพ  พ่อแม่ก็เพิ่งไปแจ้งเกิดภายหลังที่ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เขาเลยมีอายุน้อยกว่าฉันถึง 4 ปี เป็นเรื่องล้อกันจนทุกวันนี้ เพราะกว่าเขาจะเรียนป.1 ฉันก็ขึ้นป.4แล้ว

สมัยนั้นประชากรไทยยังน้อย  รัฐส่งเสริมให้มีลูกมาก  ปี2499-2500 ธนาคารโลก ได้ส่งคนมาสำรวจภาวะเศรษฐกิจของไทย และได้สรุปผลการสำรวจมาว่าถ้าประชากรไทย เพิ่มมากขึ้นอย่างนี้จะเกิดปัญหาด้านที่เรียน อาหาร ที่อยู่ไม่พอ สาธารณูปโภคไม่พอ มีการแจกถุงอนามัยจำนวนมาก แต่ประชาชนก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องอับอายที่จะไปรับจากทางราชการ

    สำหรับเรื่องการคลอดโดยหมอตำแยในบันทึกของท่านอ.ดร.วิรัตน์  คำศรีจันทร์

ฉันไม่เคยเห็นนอกจากแม่เล่าให้ฟังเพราะแม่มีพ่อทำคลอดให้ จนมาถึงน้องๆจึงมีพยาบาลมาช่วยพ่อทำคลอด ฉันจึงไม่เคยเห็นแม่อยู่ไฟการคลอดโดยหมอตำแยนั้นน่าหวาดเสียวสำหรับฉัน และออกจะกลัวด้วยซ้ำ

การทำคลอดจะใช้ไม้ไผ่รวกที่คม ตัดสายสะดือ และอาบน้ำล้างคราบไขออกจากตัวเด็กให้นอนในกระด้ง คนดูแลจะเป็นญาติผู้ใหญ่หากมีพี่สาวคนโตที่พอจะช่วยแม่ได้ก็จะได้ช่วย นับเป็นวิถีแห่งความผูกพัน สร้างสายใยรักในครอบครัวที่สัมผัสได้ด้วยกายและจิตวิญญาณ

 เรื่องการอยู่ไฟ คนในเมืองจะกินยาขับน้ำคาวปลา แต่บ้านเรือนที่ห่างไกลไม่ต้องอาบน้ำนอนบนซีกไม้ที่พ่อบ้าน ก่อฟืนไฟบนแผ่นสังกะสี ให้ความร้อนเพื่อการอยู่ไฟ  แม้การเช็ดตัวเช็ดใช้ไพล ข่า ใบมะขามต้มในหม้อดิน รวมทั้งนำมาดื่มด้วย

 การขับถ่ายของหญิงคลอดบุตรใหม่นั้น อ่านแล้วรูสึกเข้าใจว่าความเชื่อต่อผีกระสือที่ชอบมากินอาจมนั้นทำให้เกิดภูมิปัญญาในการแก้ปัญญา ละจับกระสือขึ้นแม้ว่า ฉันจะเคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน

กิจกรรมสุขภาพแบบพึ่งตนเอง เป็นความฉลาดที่จะทำให้คนในสังคมนั้นมีความสุขใจ

“คือการต้อนรับจิตวิญญาณและผูกแขนรับขวัญ อีกทั้งการเตรียมลงอู่ก็น่าทึ่งนะคะ” หลังการเกิด ๓ วัน พ่อก็จะเตรียมอู่มาแขวน แล้วก็เอากล้วยน้ำว้าสุก ๑ ลูก ข้าวสวยปั้นเล็กๆ ๑ ก้อนวางลงในอู่เพื่อมอบเป็นของต้อนรับลูก จากนั้น ยายหรือญาติคนหนึ่งก็จะยกกระด้งขึ้นหมุนช้าๆ พร้อมกับร้องว่า “ลูกของใครหนอ หากเป็นลูกสู ก็ให้มารับเอาไปเถิด หลังจากนี้แล้ว ก็เป็นลูกหลานของกู” ร้องซ้ำๆและวนกระด้ง ๓ รอบแล้วก็วางลง จากนั้น ก็จะอุ้มลูกแม่ไปวางลงในอู่ให้พ่อและญาติๆเริ่มไกวเปล” เป็นความผูกพันความรัก ความรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้องที่มีให้กันโดยธรรมชาติ แสดงให้เห็ฯถึงจิตใจอันดีงามของคนสมัยก่อน

ในเรื่องอาหารหญิงหลังคลอด คือกินข้าวต้มกับเกลือหรือไม่ก็ปลาเค็ม ทำให้คิดไปว่าคนสมัยก่อนคงกลัวแสลงค่ะ

ประเทศของเรามีความมั่นคงเป็นไทยมาได้จนทุกวันนี้เพราะเรามีสถาบันครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น สมาชิกครอบครัวมีความรับผิดชอบร่วมกัน

มีกิจกรรมครอบครัวร่วมกัน มีความเคารพ และให้เกียรติกัน มีคุณธรรมประจำใจ อันเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาด้วยความเต็มใจและยึดมั่นศรัทธา เทิดทูนองค์พระประมุขของชาติเรา