แนวคิดในมุมลึกจากข้อมูลย้อนอดีต ที่ปรากฏในบันทัดต่อบันทัด ของบล็อก "ดังลมหายใจ" และความเห็นท้ายบันทึกหลายแห่ง ผู้เขียนได้แสดงความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ที่มีต่อชุมชนและสังคมที่มีความผูกพันอย่างแนบแน่น ด้วยการบอกเล่า การทำให้ดู และการอยู่ให้เห็น

 

 

 

 

 

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/291923

 

 

    หัวใจสำคัญของความเป็นปึกแผ่นของชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืน ล้วนพัฒนาเติบโตมาจากรากฐานของครอบครัวทั้งสิ้น ไม่สามารถข้ามขั้นตอนของความสัมพันธ์ที่มีกระบวนการที่ละเอียดอ่อนนี้ไปได้

 

    การรักษาและพัฒนาวัฒนธรรมของความเป็นครอบครัวสู่สังคมจึงเป็นปัจจัยที่ควรได้รับการเอาใจใส่อย่างยิ่ง ในการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง

 

    แนวคิดในมุมลึกจากข้อมูลย้อนอดีต ที่ปรากฏในบันทัดต่อบันทัด ของบล็อก "ดังลมหายใจ" และความเห็นท้ายบันทึกหลายแห่ง ผู้เขียนได้แสดงความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงความสำคัญของสถาบันครอบครัว ที่มีต่อชุมชนและสังคมที่มีความผูกพันอย่างแนบแน่น ด้วยการบอกเล่า การทำให้ดู และการอยู่ให้เห็น ดังนี้ :

 

๑.การอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นชีวิตชุมชนในระดับพื้นฐาน ทุกอย่างต้องสร้างขึ้นจากความเป็นส่วนรวมหมด แม้แต่รูปแบบการนั่งกินข้าวแบบสำรับข้าว เป็นวิธีกินอาหารอย่างเป็นชุมชน

 

...จะกินแต่ของอร่อยคนเดียวอย่างเต็มที่ไม่ได้ อยากกินของที่ตนชอบแต่พ่อแม่และน้องๆชอบ ต้องหันเหตนเองไปชอบสิ่งอื่น

 

๒.ชาวบ้านส่วนใหญ่ นอกจากชาวไทยจีนที่ทำมาค้าขายและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นแล้ว มักสอนเด็กๆว่าอย่าทะเล้นและกล้าแสดงออกต่อผู้ใหญ่หรือแขกที่มาเยือน เพราะเป็นการทะเล้น ไม่มีสัมมาคารวะ

 

  • ..เวลาผู้ใหญ่นั่งคุยกัน ห้ามไม่ให้เข้าไปใกล้ หากเป็นกลางค่ำกลางคืนก็ต้องให้เข้าไปนอน ..เด็กๆจึงไม่ค่อยมีทักษะในการสร้างสังคมกับผู้อื่น ย่อมอายและจัดความสัมพันธ์-ปฏิสัมพันธ์ไม่ถูก..

 

...การได้ประสบการณ์และการเรียนรู้เพื่อการติดต่อและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในวัยเด็กจึงมีส่วนสำคัญมาก

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/290078

 

 

๓.อยากให้คนบ้านนอกและชาวชนบท ที่อาจไม่มีโอกาสการศึกษาที่เป็นทางการมากนัก ได้เห็นการศึกษาเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งที่เกิดจากการดำเนินชีวิตและการเป็นผู้ใฝ่รู้ เพราะการดำเนินชีวิต ทำอยู่ทำกินของชาวบ้านนั้น ต้องใช้ทักษะชีวิตสูง อีกทั้งต้องพัฒนาจิตใจและปฏิภาณการแก้ปัญหาที่แกร่งกล้า

 

๔.เขียนโดยใช้เรื่องแม่เป็นแกนสัก ๑๒ ตอน โดยไม่เน้นความเป็นตัวคน แต่จะเป็นการบันทึกชุมชน ทำให้คนอ่านได้เรียนรู้สังคม และได้ความคิด-ความบันดาลใจ อาจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ของใครของมันได้

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/287832

 

 

๕.เรื่องราว ดังลมหายใจ ที่เขียนในบล็อกและที่สุดดึงออกมาทำเป็นหนังสือในชื่อเดียวกันกับบันทึกในบล๊อกนี้ ได้ตั้งใจทำเพื่อให้มีความหมายต่อครอบครัว ญาติพี่น้อง และชุมชนบ้านเกิดหลายอย่าง ที่สำคัญคือ ต้องการให้ประสบการณ์เชิงสำนึกการปฏิวัติตนเองและจัดวางตนเองในอีกภาวะหนึ่งของชุมชนและญาติพี่น้อง นับแต่แม่ ไปจนกระทั่งคนเฒ่าคนแก่และญาติพี่น้องอีกหลายหมู่บ้านที่บ้านตาลิน อำเภอหนองบัว นครสวรรค์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับการศึกษาน้อยเพียง ป.๔ และป.๖ อ่านหนังสือไม่ออกและไม่คุ้นเคยกับการอ่านแล้ว

 

      

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/351266?page=1

 

 

๖.เป็นโอกาสให้ประสบการณ์ชาวบ้านซึ่งก็คือญาติพี่น้องและชุมชนซึ่งเหมือนกับเป็นตัวผู้เขียนเอง เพื่อได้ความสำนึกและเห็นศักยภาพเชิงบวกอีกด้านหนึ่งของตนเองเพิ่มขึ้นมาอีกคือ เปลี่ยนฐานะจากคนบ้านนอก อ่านหนังสือไม่ออก ไกลห่างจากหนังสือและการอ่าน สู่การเข้าไปอยู่ในหนังสือ ได้ความสำนึกการเป็นเจ้าของความรู้ชุมชนของตนเองและเป็นเนื้อหาเรื่องราวในหนังสือเสียเอง ...

 

... ซึ่งการให้ประสบการณ์พร้อมกันของชุมชนในช่วงสงกรานต์อย่างนี้ จะเป็นประสบการณ์ที่มีความหมายต่อการเสริมสร้างทุนทางปัญญาให้กับชุมชนต่อไป

 

๗. อยากพาญาติพี่น้องและลูกหลานหาความหมายใหม่ของการทำบุญสงกรานต์และการกลับบ้านนอก รวมทั้งจัดความสัมพันธ์กับคนเฒ่าคนแก่ บุพการี และญาติพี่น้องที่เราเคารพนับถือเสียใหม่..

 

...จากการทำพิธีกรรมที่เน้นความเป็นตัวบุคคล บุคลาธิษฐาน ความสนุกสนานสิ้นเปลือง รวมทั้งขาดสติจากการดื่มกินของมึนเมา...

 

...ให้เป็นการพัฒนาเชิงสถาบันความเป็นครอบครัว สถาบันความเป็นผู้สูงอายุ รวมทั้งความเป็นชุมชน ทำกิจกรรมและเทศกาลเชิงพิธีกรรมให้เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ที่เป็นทุนชีวิตให้กับตนเอง

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/351266

 

 

๘.ได้ขนหนังสือ "ดังลมหายใจ" นี้ไปร่วมกับแม่และพี่ๆน้องๆทำบุญวันสงกรานต์กับญาติพี่น้องและชาวบ้านในชุมชนที่เคารพนับถือกัน แล้วมอบหนังสือนี้ให้แม่ พร้อมกับให้แม่แจกจ่ายแก่ทุกคนที่มาร่วมงานไม่ว่าจะอ่านหนังสือออกหรือไม่ออก..

 

 หนังสือนี้เขียนเป็นซีรี่ส์และมีรูปวาดให้ดู จึงเชื่อว่าแม้นไม่ต้องอ่านก็สามารถนั่งดูรูปให้เกิดหัวข้อพูดคุยและเรียนรู้ชุมชนตนเองสืบเนื่องไปได้

 

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/351266?page=1

 

 

๙.หน้าตาของหนังสือกับการมุ่งให้เป็นแหล่งประสบการณ์จากการอ่านของเด็กๆ แทบจะเป็นที่มาของเรื่องราวและรูปแบบของหนังสือเล่มนี้..

 

 ..พอนำไปแจกจ่ายแก่เด็กๆและชาวบ้าน ที่ชุมชนบ้านเกิด.. บ้านตาลิน อำเภอหนองบัว นครสวรรค์ ซึ่งถึงแม้เป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กในชุมชนเล็กๆ แต่ก็ได้ผลอย่างที่คาดหวังว่าอยากจะให้เกิดสิ่งเหล่านี้.. 

 

.. พ่อแม่เกิดหัวข้อคุยกันกับลูกๆในเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองและชุมชน ...

 

 ..ชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่เกิดวาระการได้คุย ทบทวนความเป็นมาของชีวิต ..

 

.. กลุ่มนั่งคุยกันของชาวบ้าน รวมทั้งเมื่อมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆของชุมชนก็เริ่มเกิดหัวข้อการคุยกันที่มีสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน ...

 

...ข้อมูลชุมชนหลายอย่างเกิดการตรวจสอบข้อมูลและปะติดปะต่อกันด้วยการบอกเล่า

 

๑๐.นับเป็นการลงทุนทางปัญญาในชุมชนที่เพียงมีคนอ่านและคุยกันเรื่องของตนเอง ทำให้ชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีกระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นแค่ ๒-๓ กรณีก็นับว่าเป็นผลสำเร็จที่มากมายสำหรับการทำอย่างนี้

 

http://gotoknow.org/blog/wirat-kamsrichan/351266?page=1