หลังจากเสร็จงานแต่งงานของน้องชายที่สงขลาในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ ผมจัดแจงเก็บของ กวาดบ้าน ถูบ้านฯลฯ และรีบจับรถประจำทางเดินทางขึ้นกรุงเทพฯ ในเย็นวันที่ ๑๘ มี.ค.ค๔ พยายามหลับในรถให้ได้ เพราะรุ่งเช้าวันที่ ๑๙ พ.ค.๕๔ จะต้องเดินทางไปโคราช..เมื่อมาถึงหมอชิต รีบไปที่พักเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่คงไม่รอด จึงขอนอนพักสักหน่อย เที่ยงกว่าๆ จึงหิ้วเต้นท์ กระเป๋า และสะพายเป้ขึ้นหลัง จับรถตู้ไปรอที่พระอินทราชา จากนั้นโทรหารถตู้อนุสาวรีย์-มวกเหล็ก (สระบุรี) รอประมาณสี่สิบนาที เมื่อรถตู้มาถึง จึงขึ้นรถตู้เดินทางมุ่งสู่มหาจุฬาอาศรมฯ เป้าหมายคือ การปฏิบัติธรรม (หมายเหตุ ผมไม่ใช่คนธรรมะธัมโมอะไร เพียงอยากรู้และอยากทำอะไรบางประการเท่านั้น) ตั้งใจว่า จะปฏิบัติสักสิบห้าวัน รถตู้นำส่งถึงมหาจุฬาอาศรม ตำบลพญาเย็น เขตจังหวัดนครราชสีมา ในเวลา ๑๗.๕๕ น. ของวันที่ ๑๙ มี.ค.นั่นเอง พอดีกับเสียงระฆังดัง จึงเอาสัมภาระวางไว้ที่ศาลาปฏิบัติธรรมก่อน และเข้าไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรมตามระเบียบที่ทางมหาจุฬาฯได้จัดไว้

  สามทุ่มครึ่ง กิจกรรมช่วงเย็นเสร็จสิ้นลง ผมจึงเอาสัมภาระต่างๆไปหาที่ปักหลัก แล้วไปกางเต้นท์ข้างๆพี่ๆ ที่รู้จักกัน เผื่อจะได้ปลุกตอนเช้า ซึ่งทำเลอยู่ใกล้ห้องน้ำ อันนี้น่าจะสะดวก และดูจะไกลผู้ไกลคนสักหน่อย กางเต้นท์เสร็จ จัดของเรียบร้อย อาบน้ำ ก่อนไหว้พระ บอกเจ้าที่เจ้าทาง และหลับ มาตื่นเอาตอนตีสาม

  อากาศที่มหาจุฬาอาศรมนี้แปลกๆ พี่ๆ บอกว่า ตั้งแต่วันที่ ๑๖ หนาวมาก พอถึง ๑๙ เริ่มอุ่น แต่ยังหนาว ๒๐-๒๑ ร้อนมาก แดดจ้า เหนื่อโทรม โดยเฉพาะเวลาเดินจงกรม ๒๒ ฝนตก จากนั้น อากาศหนาวและลมหนาวก็มาเยือนอีก 

  สิ่งที่ตั้งใจจะบันทึกวันนี้คือ การไปปฏิบัติธรรมนั้น เดิมทีผมจะวางใจไม่ใยดีทรัพย์สินใดๆที่นำไปด้วย ซึ่งเป็นความจำเป็นของฆราวาสในระดับหนึ่ง ผมจึงเอากระเป๋าเงินซึ่งมีบัตรต่างๆบรรจุอยู่ด้วย และโทรศัพท์ ๒ เครื่องไว้ในเต้นท์ เพราะไม่อยากเป็นภาระในการถือไปถือมา อยากปฏิบัติอย่างวางใจ ไม่มีอะไรเป็นปลิโพธ กับความตั้งใจนั้น แต่วันที่ ๒๑ มี.ค.๕๔ ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า หากยังครองฆราวาส เราจะวางใจแบบนั้นคงยาก

  วันที่ ๒๑ มี.ค. ช่วงเวลา ๑๘.๐๐-๒๑.๕๐ ผมไปปฏิบัติร่วมกับนักปฏิบัติอื่นในศาลาปฏิบัติธรรม เมื่อกลับไปถึงเต้นท์ "พระเจ้าช่วย โดยเข้า่แล้ว" ประตูเต้นท์ถูกเปิดออกโล่ง จำได้ว่า ก่อนออกไปได้ปิดไว้แล้ว เข้าไปดูภายใน ดูทรัพย์สิน เกรงว่าจะไม่มีค่าโดยสารกลับ กระเป๋าเงินหาย โทรศัพท์หายทั้ง ๒ เครื่อง จึงบอกให้พี่รอบเต้นท์ทราบ ทำให้ต้องระวังทั่วกัน แน่นอนหากโทรศัพท์กับเงินหายไปเท่านี้คงไม่ใส่ใจ แต่มีบัตรต่างๆ ด้วย จึงต้องไปแจ้งความเพื่อหวังว่า จะเอาหลักฐานนั้นไปทำบัตรใหม่ เรียกว่า วุ่นวายกันจนเที่ยงคืน เจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูเต้น ๓ คันรถ (๓ คันรถจริงๆ) เพราะไม่เชื่อว่าจะมีของหาย ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครแจ้งความ นี่คือกรณีแรก เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพเก็บไว้ และบอกว่า รุ่งเช้าจะมาดูอีกที ส่วนพี่ๆรอบข้าง ที่เอารถส่วนตัวไป พี่ท่านหนึ่งไม่กล้านอนในเต้นท์ แม้แต่เปิดเต้นท์ยังไม่เปิด เกรงว่าจะมีการกลั่นแกล้งจากมือร้าย ทราบว่างูและตะขาบเยอะ คืนนั้นท่านจึงนอนในรถ พี่สามคนที่ตั้งใจจะปฏิบัติมากกว่า ๗ วัน ขอตัวออกจากกรรมฐานก่อน เพราะเกรงว่าไม่ปลอดภัยกับการต้องนอนในเต้นท์ ผนวกกับการเอาตำรวจมาดูที่เกิดเหตุ อันที่จริงไม่ได้ให้เขามาดู แต่เขามาดูที่เกิดเหตุเอง การไปแจ้งเพียงเพื่อเอาใบแจ้งความไปทำเอกสารที่หายไปเท่านั้น 

   อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนนี้ ทำให้นักปฏิบัติสองร้อยชีวิต ต้องระมัดระวังกับทรัพย์สินที่นำมาอำนวยความสะดวกของตน บางเต้นท์โทรศัพท์หายบ้าง โคมไฟหายบ้าง แต่ไม่ได้แจ้งความ 

  ส่วนผมโดนมากหน่อย แต่ไม่มากอะไร เมื่อเห็นว่าของหายไปแล้ว ก็พิจารณาตามความเป็นจริง ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้มากระทบความตั้งใจที่ตั้งไว้ จึงตัดใจจากสิ่งที่หายไปนั้น หายแล้วก็หายไป ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติต่อไป สองวันต่อมา เด็กวัดพบโทรศัพท์เครื่องที่หนึ่ง ที่สะพานนอกมหาจุฬาฯ นำมามอบกับพระอาจารย์ และบอกว่า รถเหยียบ ซึ่งสภาพโทรศัพท์ไม่ได้หัก กลางยังใช้การได้ แต่หน้ากากคงต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะมีรอยครูดแตกหักในบางส่วน ต่อมาอีกวันหนึ่ง ดาบตำรวจ (นักปฏิบัติธรรม) พบกระเป๋าเงินจมน้ำอยู่ในถังในห้องน้ำ ผมได้ของคืน แต่ก็ต้องนำไปแจ้งตำรวจว่าจะได้ของคืนแล้ว ที่หายไปคือ เงินและโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่ง คราวนี้ผมเดือดร้อนแล้ว เพราะต้องมาเดิน-นั่งกังวลกับทรัพย์สิน เรียกว่า ไม่เป็นอันนั่งอันเดินเท่าไร จึงตัดสินใจ ปฏิบัติแค่ ๗ วันก็พอ 

   เหตุการณ์นี้เป็นบททดสอบเราในระดับหนึ่ง อย่างน้อยผมก็รู้ว่าผมตัดใจได้ แต่สิ่งหนึุ่งคือ ผมยังกลัวถูกกลั่นแกล้ง จากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแล พี่ๆต่างคิดกันว่า หากโจรเอางูมาไว้ในเต้นท์สักตัว เราจะรู้ไหม พี่ๆรอบเต้นท์ขอกลับไปก่อน เมื่อครบเจ็ดวัน ส่วนผมและคนที่ยังต้องการปฏิบัติต่อ ขอย้ายเต้นไปใกล้ๆศาลาปฏิบัติธรรม

  หลายคนบอกว่า ผมฟาดเคราะห์ ผมบอกว่า ผมไม่มีเคราะห์ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นบททดสอบนักปฏิบัติทั้งสิ้น ผมมานั่งใคร่ครวญก่อนนั้น ทำไมเราต้องกลัวสัตว์ีร้ายด้วย ทั้งที่เมื่อสอบกว่าปีก่อน งูเลื้อยขึ้นแขนของผมและผ่านไป ผมรู้สึกเฉยๆ เดินผ่านงูก็เฉยๆ ผ่านสุนัขโกง สุนัขนั้นก็ไม่แวะเวียน แถมกระดิกหางให้ แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ซะแล้ว คงหมดบุญแล้วมั้ง

  อย่างไรก็ตาม การได้กระเป๋าพร้อมด้วยเอกสารและโทรศัพท์ที่แม้จะยับเยินคืนกลับมา ๑ เครื่อง มี ๔ ส่วนที่ผมต้องกราบขอบคุณคือ  เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อาจเป็นส่วนผลักดันให้โจรคืนของให้ หรือไม่เอาของไว้กับตัวเพราะเกรงกลัวการถูกค้น พระอาจารย์ที่เป็นธุระหรือเดือดร้อนแทนด้วย โจรที่อุตส่าห์ไม่เอาของไว้กับตัว และสุดท้ายอย่างยิ่งคือ จิตวิญญาณของผู้ที่ผมมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้