เมื่อ วันที่ ๒๓ – ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ผู้เขียนได้ร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับการจัดการความรู้อีกงาน คือ งานสัมมนาอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนา ผู้บริหารสถานศึกษาให้เป็นผู้นำทางวิชาการสามารถพัฒนานวัตกรรมการบริหารการศึกษาสงเคราะห์ให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจัดขึ้นที่ บ้านปลาทับทิมรีสอร์ท อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ผู้เขียนได้มีโอกาสแบ่งปันความรู้ผ่านการบรรยายในหัวข้อ การจัดการความรู้(อย่าง)วิถีไทย ซึ่งผู้เขียนอยากชวนให้คนไทยโดยเฉพาะนักวิชาการที่ทำเรื่องส่งเสริมการจัดการความรู้ในหน่วยงาน และ ผู้ที่ต้องทำกิจกรรมการจัดการความรู้ตามนโยบายและกฎเกณฑ์ แม้ว่าจะต้องทำกันไปตามระเบียบ ซึ่งมักทำตามตามแนวคิด ทฤษฎีตะวันตก และต้องเครียดกับเรื่องของตัวชี้วัด หรือ KPI ที่หลายคนเรียกว่า กะปิ-น้ำปลา แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายอย่างการใช้กะปิ-น้ำปลาเสียเมื่อไหร่

ผู้เขียนกล่าวถึง การจัดการความรู้ที่ครบองค์รวม หรือ Total KM ตามแนวทางของ ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด แห่ง สถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม ที่จัดการทั้งความรู้แจ้งชัด Explicit Knowledge, Tacit Knowledge ความรู้ในตัวคนอันเป็นความรู้ที่แนบแน่นอยู่กับความชำนาญและความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ที่ความรู้นั้นมีต่อตนเองและผู้อื่น และ ความรู้สึกตัว (Consciousness) อยู่กับปัจจุบันขณะ

จากนั้นก็เชื่อมโยง Total KMเข้ากับ ความรู้-ปัญญาที่พาชาติไทยรุ่งเรืองได้มาตราบเท่าทุกวันนี้ นั่นคือ ภูมิปัญญาไทย-ภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นความรู้ที่ผู้คนใช้ในการดำรงชีวิต สร้างบ้านเมือง บ่มเพาะวิถีชีวิต จารีต ประเพณี ซึ่งมีความสัมพันธ์ในหลายมิติทั้งทางกว้างและทางลึก

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชาติไทยเรามีการใช้การจัดการความรู้อยู่ตลอดเวลา และเป็นการใช้อย่างครบมิติ ไม่ว่าจะมองในประเด็นไหน ไม่ใช่การคลั่งชาติและโหยหาอดีต กล่าวคือ

  • หากมองที่ ความรู้ ภูมิปัญญาไทย-ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีทั้ง มิติเทคนิค ในการทำสิ่งต่างๆที่เป็นปัจจัยสี่ และสุนทรียศาสตร์ในการดำรงชีวิตที่เป็น ความดี ความงาม เป็นความรู้ที่มี มิติจิตวิญญาณ หรือ ความศรัทธา ความเชื่อ คุณธรรม จริยธรรม นำพาการใช้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างศานติสุข ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาดีคนเดียว

 

  • ความรู้อย่างวิถีไทยนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่าง

มนุษย์ – มนุษย์

มนุษย์ – ธรรมชาติ

มนุษย์ – สิ่งเหนือธรรมชาติ

การตระหนักถึงความสัมพันธ์กันของสรรพสิ่งทั้งมวลเช่นนี้เองที่ได้ทำให้มนุษย์อยู่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและอยู่อย่างรู้สึกขอบคุณที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้และโลกใบนี้

 

  • การจะมีชีวิตที่มีความสัมพันธ์อันเป็นความกลมกลืนกับสรรพสิ่งดังกล่าวต้องอยู่อย่างมีความเข้าใจตนเองในการดำรงอยู่ตาม
    • ภูมิวัฒนธรรม หรือ ภูมิศาสตร์ที่เป็นตัวกำหนดการใช้ชีวิตในแบบต่างๆ ตั้งแต่ภูเขา ที่ราบลุ่มไปจนจรดทะเล
    • นิเวศวัฒนธรรม หรือการตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นชุมชนปรับทั้งตนเองรวมถึงจัดการทรัพยากรได้สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ที่ตนอยู่ เช่นการทำนาในที่สูง ทำนาในที่ราบ คนอยู่ริมน้ำ ริมทะเลทำการประมง
    • ชีวิตวัฒนธรรม หรือการดำรงชีวิต มีวิถีชีวิต แสดงออกทางวัฒนธรรม ประเพณี ที่สอดคล้องตามระบบนิเวศนั้นๆ เช่นประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว การละเล่นพื้นบ้าน หัตถกรรมต่างๆ

(ผู้เขียนได้เก็บเกี่ยวแนวคิดนี้มาจากการบรรยายของ อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม)

ผู้เขียนได้ยกเรื่องเล่า ผ้าย้อมครามแม่ฑีตา มาเล่าสั้นๆสะท้อนแนวคิดข้างต้น

จากพัฒนาการของประเทศและชาติไทยจึงเห็นได้ว่าตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษมีการใช้ความรู้ เป็นความรู้ที่มีการพัฒนาปรับปรุงตลอดเวลา ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงไปของยุคสมัย จนกระทั่งการเข้ามาแทนที่ของความรู้สมัยใหม่ของ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราแทบหมดไปหรือหยุดนิ่งในกาลเวลา

 

เมื่อถึงเวลาที่เราลำบากเราก็ไปเปิดกรุมหาสมบัติ(ภูมิปัญญาท้องถิ่น)นี้ออกมาใช้แบบไม่เข้าใจ ไปสนใจแต่ มิติเทคนิค เพื่อสามารถผลิตได้มากๆ เร็วๆทั้งๆที่หัวใจอยู่ที่ มิติจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นตัวกำกับว่าจะใช้ความรู้ ต่อยอดความรู้อย่างไรจึงจะเกิดสันติสุข เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และสรรพสิ่ง

 การจัดการความรู้ในยุคปัจจุบัน จึงน่าจะให้ความสำคัญของ การสร้างความรู้ เป็นการร่วมสร้างความรู้ของผู้คน ที่จะหมุน เกลียวความรู้ ไปได้ไม่รู้จบในแบบที่เป็นการสร้างปัญญาและเมตตาควบคู่กันไปอย่างวิถีไทยเรา

ศาสตราจารย์ อิคุจิโร่ โนนากะได้เขียนหนังสือเล่มล่าสุด คือ Managing Flow นำแนวคิด Phronesisโดย อริสโตเติล เทียบเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า  Practical Wisdom แปลคร่าวๆได้ว่า ปัญญาปฏิบัติ มาอธิบายความสำเร็จของบริษัทดังๆในญี่ปุ่นที่รู้จักกันในระดับนานาชาติ ผู้เขียนอ่านแล้วคิดว่า แนวคิดของ ปัญญาปฏิบัติ นี้กับแนวคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ Local Wisdom ของเรานั้นช่างละม้ายกันที่สุด เพราะ ความรู้นั้นไม่ได้มาโดดๆ เป็น สิ่ง เป็น ก้อน แต่ผ่านการให้คุณค่าและความสัมพันธ์ต่างๆโดยผู้สร้างและผู้ใช้ความรู้ เน้น here-now สามารถตอบโจทย์อย่างทันการณ์ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ Common Goodเกิดเป็น ความรู้/ความจริง – ความดี – ความงาม

ดังนั้นการทำ KM ขององค์กร สามารถเรียนรู้จากตัวอย่าง กระบวนการคิด วิธีการสร้างความรู้ ของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ที่แต่ละถิ่นก็มีแตกต่างกันไป และสามารถนำความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาการใหม่ๆ เข้ามาสนธิพลังกัน ในแนวทางนี้การพัฒนาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศจึงจะสามารถบรรลุความเป็นเลิศอย่างมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของตนเอง ทำงานอย่างมีความสุข แบบ คนสำราญ งานสำเร็จ  

บรรยายเสร็จ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านหนึ่งเดินมาหาและมอบกระดาษแผ่นหนึ่งให้ ผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึกปลื้มใจที่ได้รับกำลังใจเช่นนี้ค่ะ ท่านผู้นี้ลงชื่อว่า ผอ.สวัสดิ์ บรรจงพาศ  รร.ราชประชานุเคราะห์ ๓๖ ภูเก็ต ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ

 

 ขอบคุณคุณเอก-จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูรอีกครั้งค่ะ ที่ชอบมาชวนไปทำสิ่งดีๆและยังเป็นโอกาสให้ได้ลับความคิดของตัวเองอยู่เนืองๆ