(ความเดิม) และแล้วผมก็ได้มานั่งรอหน้าประตูของเครื่องบินที่จะนำผม และเพื่อนร่วมเครื่อง ซึ่งเขาบอกว่าจุได้ถึง 200 กว่าคน ไม่นานผมก็ได้เข้าสู่เครื่องบิน พร้อมกับการทักทายด้วยการไหว้และการต้อนรับกับนักบิน และแอร์โฮสเตส ผมรีบรับไหว้คืนอย่างตกใจ ที่นั่งของผมอยู่โซนกลาง ๆ เสียดายไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง แต่อยู่ระหว่างกลางจริง ๆ ขนาบกับคนข้าง ๆ เหมือนแฮมเบอร์เกอร์ เที่ยวบินธรรมดา จึงทำให้คนขายาว ๆ อย่างผมอึดอัดไม่น้อย แต่ก็คิดว่า พอไหวครับ
ตอนนี้เวลาประมาณเที่ยงคืน และจะสู่วันใหม่ คือ วันพุธของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เมื่อนั่งเข้าที่เขาทางแล้ว ประตูเครื่องก็เปิดลง แอร์โฮสเตสคนสวย ก็เริ่มแนะนำตัว และสาธิตเครื่องมือช่วยชีวิต ราวกับผมต้องเจอเหตุการณ์นั้นจริง ๆ
หลังจากนั้น เครื่องบินเริ่มวนเวียนรอบ ๆ สนามบิน ผมมองออกนอกหน้าต่าง เจอแสงสว่างสีเหลืองเจิดจ้าเป็นหย่อม ๆ ส่วนหูนั้นก็เริ่มได้ยินเสียงเหมือนมีนกหวีดก้องในหู เครื่องบินเหมือนสั่น สะเทือนพอทำให้ผมที่ขึ้นเครื่องบินครังแรกตกใจไม่น้อย หลังจากนั้น ผมก็รู้สึกว่า เครื่องบินเริ่มลอยตัวบนท้องฟ้าแล้ว แต่ตื่นเต้าไม่นานก็เริ่มหลับเป็นช่วง ๆ แต่ในหูก็มีเสียงก้อง กลืนน้ำลายแล้ว รู้สึกกระดูกในหูลั่นเคลื่อนตัวไปมา ผมว่า การขึ้นเครื่องบินไม่สนุกเหมือนที่คิดไว้เลย
ประมาณตีสามกว่า ๆ ภายในเครื่องบิน ก็เริ่มเปิดไฟจ้าสว่างทั่วลำ เสียงปลุกให้ทุกคนทานข้าว ผมยังไม่หิว แต่เอาเถิด ต้องลองกินข้าวบนเครื่องบินบ้าง ผมเลือกกินข้าวไก่ทาน น้ำส้มคั้น มีโยเกริต์ ขนมปังหนึ่งก้อน และมีผลไม้สักประมาณ 4-5 ชิ้น เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ผมก็สอดส่ายหาห้องน้ำ ขอลองเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็ก โถส้วมเหมือนในรถทัวร์นี่เอง ตอนกดราดน้ำ เสียงทะลุทะลวงจนตกใจ
แล้วนางฟ้าแสนสวยบอกว่า จะถึงสนามบินอินชอน เกาหลีใต้แล้วนะ เวลาไทยก็ตี 4 แต่ที่เกาหลีใต้ จะเป็นเวลา 6 โมงเช้า ใช่ครับเวลาที่เกาหลีจะเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
ผมคิดในใจว่า ถ้าสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า จากปรากฎการณ์เวลาแบบนี้คงจะดี เราอาจจะช่วยให้เหตุการณ์ที่เลวร้ายให้คลี่คลายหรือไม่เกิดขึ้นได้ แต่มันคงทำไม่ได้หรอกนะครับ
ผมร่ำลาแอร์โฮลเตส สจ๊วต นักบิน และลาก่อนนะ...เจ้าเครื่องบินที่นำทางผมให้มาถึงจุดหมาย...
สนามบินนานาชาติอินชอน หรืออีกชื่อเรียกหนึ่งคือ สนามบินสีเขียว ตั้งอยู่บนเกาะยองจอง สนามบินนานาชาติแห่งนี้เริ่มเป็นทางการใช้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2001 หลังจากใช้เวลาในการก่อสร้างร่วม 8 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 โดยมีระยะทางห่างจากตัวกรุงโซลประมาณ 52 กม. โดยใช้พื้นที่ของเกาะยองจองและเกาะยองยู และมีสะพานยองจอง ซึ่งมีความยาวกว่า 4.42 กม. และมียอดโดมสูง 107 เมตร
ในอาคารสนามบิน ผมนึกว่า จะเริ่มสัมผัสอากาศเย็นแล้ว แต่กลับอบอุ่น ยิ่งกว่าในเจ้าเครื่องบินที่นำผมมาเสียอีก...
ผมมองออกหน้าต่างตัวอาคาร หมอกลงหนาจัดมาก เหมือนผมหลุดไปจากโลกหนึ่งที่ไม่รู้จัก ....
ผมเริ่มเหงา และกังวล เพราะไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของผม ผมจะต้านทานความหนาวเย็นของฤดูกาลของประเทศนี้ได้ไหม ?
ผมเดินทางตามผู้โดยสารชาวไทย ที่มาจากเครื่องบินลำเดียวกัน สังเกตป้ายภาษาอังกฤษบ้าง เดาไปบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ภาษาเกาหลี แถบไม่รู้เรื่องสักตัวอักษร แต่ชอบความน่ารักของตัวอักษร ที่ส่วนใหญ่ มีรูปสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลมและหยดน้ำ
ตอนจะเข้าสู่ ต.ม. ของประเทศเกาหลี จะให้ผู้เดินทางกรอกใบในการเข้าเมือง และให้กาเครื่องหมายถูก ที่ช่อง 'NO' เพราะเพื่อนบอกว่า ต้องติ๊กช่องนี้ให้หมด ที่ผมจับได้ เช่น คุณนำยาเสพติดมาด้วย คุณนำสัตว์มาด้วยไหม ?
และที่ผมชอบมาก เพราะที่ประเทศไทยของเราไม่มีเลย ในเวลาที่เรากรอกรายละเอียดข้อมูล เช่น ในธนาคาร ไปรษณีย์ โรงพยาบาล และอำเภอ และอื่น ๆ ก็คือ ที่นี้ เขาจะเตรียม 'แว่นตา' ไมว่า ทั้งสายตาสั้น หรือ ยาว หลายขนาด เตรียมให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้สามารถได้ใช้ ซึ่งผมคิดว่า จะนำมาใช้ในหน่วยงานของผม
นับเป็น 'นวัตกรรม' ที่ผ่านกระบวนการ 'R2R' ของคนเกาหลี
เรียบง่าย แต่...งดงาม
' อันย้ง ฮาเซโย่ ' ต.ม. กล่าวทักทายคำแรก
และผมก็กล่าวทักทายเขาด้วยภาษาเกาหลี ไทย และกูดมอนิ่ง
ผมถูกถามไม่มากครับ ด้วยภาษาอังกฤษ ที่ผมเข้าใจง่ายและสื่อสารให้เขาเข้าใจ เช่น คุณมาครั้งแรกหรือ ทำงานอะไร จะไปไหนบ้าง อยู่กี่วัน
และผ่านอย่างราบรื่น เพราะในใจผมคิดว่า จะถูกกักตัว และส่งตัวกลับทั้งที่ยังไม่ได้เหยียบพื้นดินเกาหลีเลย
บริเวณในตัวอาคารที่ผมชอบมาก คือ มีห้องสุขามากมายและสะอาด และมีน้ำดื่มที่เรากดแล้วพุ่งออกให้ปากเรารองรับน้ำ เขาเข้าใจทำครับ เพราะเขาไม่ให้เราพกน้ำขึ้นเครื่องบินใช่ไหมครับ หิวน้ำก็เลยได้ดื่มครับ ไม่เสียตังค์ด้วย (สุวรรณภูมิของไทยเรามีไหมครับ ผมไม่เห็นเจอ) แต่สำหรับโทรศัพท์ มีแบบการ์ด และหยอดเหรียญ แต่ไม่ได้เงินจากผมหรอกครับ เพราะเพื่อนบอกว่า แพงมากครับ นาทีเกือบร้อยบาทไทย
ผมเลือกใช้วิธีในการติดต่อถึงภรรยา ลูกชาย และบ้านแม่ ของผมทางเมลล์ ออนเอ็ม และใช้โกทูโนของพวกเรานี่แหละครับ (ผมใช้บันทึกของผม และอนุทินของผม ลองเปิดไปดูก็ได้นะครับ แต่ต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ นับเป็นเรื่องทรมานผมมาก และคิดว่า ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการเสียที)
ตอนเช้าตรู่ ในตัวอาคารไม่วุ่นวาย เงียบมาก แทบจะได้ยินเสียงหัวใจของผมเอง สะอาดมาก และระบบความปลอดภัยสุดยอดมากครับ
เมื่อออกมาจากตัวอาคาร ก้าวแรกของผม รู้สึกหน้าชาเพราะอากาศหนาวจัดมาก ผมมองเห็นเพื่อน ผมร้องอย่างลืมตัว เพราะรู้ว่า ผมคงไม่ตายที่เกาหลีแน่นอน เมื่อพูดออกไป ผมมีควันขาวลอยออกไป ราวผมพ่นไฟออกจากปากได้
ผมรีบวิ่งกระโจนเพื่อนข้ามถนนไปหาเพื่อน เพราะไม่เห็นมีรถอะไรผ่านเลย เพื่อนรีบร้องห้าม และชี้ไปข้างบน ผมมองเห็น 'ไฟแดง' ผมรับหยุดกึ้ก ผมกลับข้างหลัง พบคนเกาหลีมองผมอย่างตกใจ ผมโค้งคำนับ และหันหน้ากลับคืน เมื่อไฟเขียวสว่างขึ้น ผมรีบเดินอย่างแช่มช้าและเรียบร้อย
เมื่อข้ามฝั่งแล้ว.. ผมกอดเพื่อนราวจะขอกำลังใจและไออุ่นจากเพื่อนนานนับนาที
ความรู้สึกคนไทยที่ได้เจอคนไทยในแผ่นดินที่ไม่ใช่มาตุภูมิ
ช่างอบอุ่น... ตื้นตัน...ประทับใจ...และมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผม
' อันย้ง ฮาเซโย่ ' สวัสดีครับ เกาหลีใต้...
ขอบคุณค่ะ..นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเดินทางครั้งนี้..รออ่านตอนต่อไปค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอ
นับว่าเป็นการเดินทางที่ราบรื่นมากนะคะ ความสะอาดของสนามบินสามารถสื่อถึงนิสัยใจคอของผู้คนที่นั่น แสดงออกถึงการยินดีต้อนรับแขกผู้มาเยือน ได้อย่างสวยงามเกิดความอบอุ่นสบายใจและมั่นใจในความปลอดภัยนะค่ะ