สามารถเรียนทันกันได้ เรียนแล้วเป็นคนดีมั้ย สามารถสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมได้มั้ย นี่แลเป็นสิ่งที่จะต้องทำไว้ในใจ การศึกษาของคนเราทุกวันนี้เป็นการศึกษาที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ มีเฉพาะวิชชา แต่ขาดจรณะ มีความรู้ดี แต่ความประพฤติไม่ดี แต่คนที่ดีก็มีมากมาย

     อาตมาเองก็เป็นคนบ้านแห่ที่เคยได้เรียนประถมที่โรงเรียนบ้านแห่ ตอนนั้นมีอาจารย์จรูญ   เวชกามาเป็นอาจารย์ใหญ่    มีอาจารย์ประสาท   ทิวาพัฒน์   เป็นผู้ช่วยครูใหญ่    อาจารย์ที่จำชื่อได้   ก็มีอาจารย์ทองปาน   นาทันตอง   อาจารย์ทองมา   จำนามสกุลท่านไม่ได้   อาจารย์จันทร์   ผันอากาศ   อาจารย์เสถียร    บุญศรี   อาจารย์นวลจันทร์   อาจารย์อรจันทร์   อาจารย์ดรุณี   ศรีทอง   อาจารย์ยรรยง   จันทรา   อาจารย์อุรพงษ์   สิงห์ศรีโว    อาจารย์สมหมาย กลางท่าไคร้   อาจาย์นิตยา   อาจารย์ฉวีวรรณ   นิลผาย   อาจารย์ดวงใจ   อาจารย์ประสิทธิ์   สารเสวก    อาจารย์วีระศักดิ์   กลางบุรัมย์ และก็คุณโยมชัชวาล จังพล

 

     ในตอนที่เรียนก็คุ้นเคยกับอาจารย์หลายท่านอยู่   แต่มาบัดนี้ท่านเหล่านั้นก็ย้ายไปบ้าง   เกษียณไปบ้างตามธรรมดา    แต่เมื่อพบเจอท่าน   บางท่านก็จำได้   บางท่านก็จำไม่ได้   ส่วนมากท่านจำลูกศิษย์ไม่ค่อยได้    แต่ลูกศิษย์จำท่านได้   ในช่วงที่เรียนอาตมาเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก   เป็นคนที่ชอบอาย   แต่ก็ยังได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้อง   ในเวลาที่สอบก็สอบได้ที่  ๑   ที่สองกับเขาอยู่    วิชาที่ไม่ชอบก็คือการฟ้อนรำ   นาฏศิลป์   ร้องเพลง   รู้สึกไม่ค่อยจะถุกกับจริตเท่าไร   แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ 

 

     ทุกวันนี้ที่โรงเรียนก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว   ผู้บริหารก็ผ่านมาแล้วหลายท่าน   แต่คุณครูเก่าๆ   บางท่านก็ยังสอนอยู่   ไม่ได้จากไปไหน   พูดถึงเรื่องการบวช   ตอนนั้นอาตมาเรียนจบชั้น   ป. ๖   แล้ว   ก็เลยบวชเณรภาคฤดูร้อน   แล้วไม่สึก   ก็เลยไปขออนุญาตอาจารย์ใหญ่   อาจารย์จรูญ   ท่านเองก็ไม่อยากให้บวช   กลัวว่าจะสึกมากลางครัน   แล้วการเรียนจะเสีย   จะเรียนไม่ทันเพื่อน   หรือไม่ได้เรียนเลย   นั่นก็เป็นคำแนะนำด้วยหวังดีของท่านในขณะนั้น    แต่อาตมาก็บวชมาถึงจนบัดนี้ก็หลายปีพอสมควรอยู่    เรื่องการเรียนการศึกษาก็จบปริญญาตรีตั้งแต่ปี   ๔๙   ทางธรรมก็ได้เป็นมหาเปรียญ   มีความรู้เรื่องบาลี อ่านออก   แปลได้   รู้จักประโยคประธาน  กริยา   ตอนนี้ก็ยังอยู่ในวังวนของการศึกษา

 

     เรื่องการศึกษานี้ก็ไม่ได้อวดอ้าง   แต่ก็ให้เป็นเป็นทิฏฐานุคติ   ว่าการบวชเรียน   ไม่ได้เรียนแค่ทางธรรมอย่างเดียว   ทางโลกก็ได้เรียน   ได้ประพฤติปฏิบัติฝึกหัดจิตใจตนเอง   ให้รู้ดีรู้ชั่ว   ถ้าอาจารย์ท่านรู้ว่าอาตมายังบวชอยู่   และยังเรียนอยู่ท่านคงจะดีใจ   และภูมิใจ เรื่องการบวชนี้อาตมาชอบมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว    ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าบวชแล้วจะได้เรียน   ตอนเป็นเด็กคิดแต่เพียงว่า   อยากบวช   เห็นภาพพระเป็นภาพที่ถูกใจ   ต่อมาก็ได้บวชจริง  ๆ    สมใจอยาก   บวชมาแล้วก็เห็นคุณค่าของพระศาสนา   เห็นคุณค่าของการบวช   เห็นคุณค่าของธรรม   เห็นคุณค่าของการเรียน   เรื่องการเรียน   เราไม่ควรจะอวดอ้างว่า   เรียนโรงเรียนดัง   โรงเรียนดี   เรียนจบสูงๆ

 

     เพราะเรื่องการเรียนการศึกษา   สามารถเรียนทันกันได้   เรียนแล้วเป็นคนดีมั้ย   สามารถสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและสังคมได้มั้ย   นี่แลเป็นสิ่งที่จะต้องทำไว้ในใจ    การศึกษาของคนเราทุกวันนี้เป็นการศึกษาที่ไม่ค่อยสมบูรณ์   มีเฉพาะวิชชา   แต่ขาดจรณะ    มีความรู้ดี แต่ความประพฤติไม่ดี   แต่คนที่ดีก็มีมากมาย   ครูก็สอนให้นักเรียนๆเก่ง  ๆ   แต่คนเก่งเหล่านั้น   กลายมาเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด    การแข่งขันนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าอยู่บนพื้นฐานของความมีน้ำใจ    

    

     "ที่ว่าการศึกษาสมบูรณ์นั้น   มิได้หมายถึงการศึกษาสูงอย่างเดียว   แต่หมายถึงความรู้และความประพฤติดีจะต้องควบคู่กันไป   คนที่มีความรู้ดี ความรู้สูง   แต่ขาดความประพฤติดีก็เหมือนไม้ที่สูง   แต่หาใบมิได้ ไม่ร่มเย็น   ให้ความสุขแก่ใครไม่ได้   ส่วนผู้มีความประพฤติดี   แต่ขาดความรู้   เป็นเหมือนไม้ที่มีใบมาก   แต่ต้นเล็กเกินไป   เตี้ยเกินไป พอคุ้มครองรักษาตัวได้   แต่เป็นที่พึ่งอาศัยแก่ใครไม่ได้   เพราะฉะนั้น   ต้องทำตนให้เป็นเหมือน  ไม้ที่มีลำต้นสูงใหญ่ใบหนา สะพรั่งด้วยดอกด้วยผล   เมื่อเป็นดังนี้    นอกจากจะมีความร่มเย็นในตัวแล้ว   ยังเป็นที่พึ่งให้ความร่มเย็นแก่ผู้อื่นได้ด้วย  บุคคลจะเป็นดังนั้นได้   ก็ต้องอาศัยการศึกษาอันสมบูรณ์    คือต้องศึกษาทั้งคดีโลกและคดีธรรม   การศึกษาทางคดีโลกก็เพื่อตั้งตัวไว้ในทางโลก    แสวงหาทรัพย์โดยทางที่ชอบธรรมมาเลี้ยงชีวิต แสวงหาทรัพย์ภายในมาหล่อเลี้ยงจิตใจ   ทั้งสองอย่างนี้จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้"

 

   เพราะฉะนั้นคุณครูก็ดี   พ่อแม่ก็ดี   เมื่อลูกศิษย์   หรือลูกของตนเอง   มีความศรัทธาอยากจะบวชเรียนในพระพุทธศาสนา   อย่าได้ไปห้ามปรามเลย   ต้องให้คำแนะนำในทางที่ดี   ครูทุกวันนี้ไม่อยากให้นักเรียนย้ายไปเรียนที่อื่น   ไม่อยากให้นักเรียนบวช   เพราะอะไร เพราะว่าจำนวนนักเรียนจะลดลง   เมื่อจำนวนนักเรียนลดลง   จากการที่เคยเป็นโรงเรียนระดับใหญ่ก็จะกลายมาเป็นโรงเรียนขนาดกลาง   และขนาดเล็กในที่สุด    เรื่องขนาดของโรงเรียนนี้ก็มีส่วนเนื่องด้วยงบประมาณสนับสนุนจากทางรัฐบาลเช่นกัน   เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยแนะนำนักเรียนว่าอย่าไปบวชเรียนเลย   บวชไปก็งั้น  ๆ   แหละ ไม่มีอนาคต   มองการบวชในทางที่ไม่ดี   ที่จริงก็น่าจะให้คำแนะนำเขาในทางที่ดี   ว่า   การบวชลำบากนะ   ต้องอยู่ในกฎระเบียบของพระธรรมวินัย   ไม่ได้กินอาหารค่ำ   ต้องอดต้องทน   งดเว้นในเรื่องราวของฆราวาส   หรือถ้าจะบวชจริง  ๆ    ก็ขออนุโมทนา   เรียนที่ไหนก็ดีเหมือนกันนั่นแหละ   ขอเพียงเราตั้งใจจริง   ขยัน   อดทน   ยิ่งบวชเรียนยิ่งได้ศึกษาธรรมะ    และได้ประพฤติปฏิบัติฝึกหัดจิตใจให้เป็นคนดี    แม้บวชแล้วไม่สึกก็เป็นศรีของพระศาสนา   สึกออกมาก็เป็นฆราวาส   เป็นคนดีมีศีลธรรมของสังคมต่อไป

 

     แต่ครูบางท่านไม่ได้แนะนำแบบนี้   อนิจจาครูไทยบางท่าน   อนาคตเด็กไทยในมือครูจริง  ๆ    เรื่องที่เขียนนี้ก็เป็นการรำลึกถึงพระคุณของคุณครูที่ท่านได้อบรมสอนสั่ง   จากการอ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น    ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี   อ่านออก   เขียนเป็น   คิดเป็น   จึงฝากบันทึกนี้มาบูชาครู   แต่ก็มีบางอย่างที่เป็นข้อคิดสำหรับครูเหมือนกัน   ต้องมองอะไรด้วยใจที่เป็นกลาง   ไม่มีอคติ แล้วท่านจะเป็นครูที่น่ารัก   น่าเคารพ   นับถือ ....   ปาฐกถาธรรม    “ เรื่องครูคือใครทำไมจึงสำคัญนัก”    ของพระปลัดนอบ   รักขิตตสีโล  เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก    เหมาะสำหรับครูและศิษย์...