ข้อคิดเห็นของพระมหาวินัย ภูริปญฺโญ ทิวาพัฒน์ จากบันทึก ชอบ - ชัง - ดิบ - ดี (๑) ๏เห็นเขาพูดวิจารณ์ตนให้ค้นคิด ถูกหรือผิดคิดตรองให้ผ่องใส ถ้าไม่ดีนี้รีบกลับปรับกายใจ ถึงดีไซร้ก็ต้องทนคนนินทา ๏ถึงสรรเสริญเพลินใจอย่าได้หลง อย่าทะนงหลงปลื้มลืมตนหน สิ่งเหล่านั้นเลือนหายคล้ายมายา เพียงผ่านมาผ่านไปให้บทเรียน ๏สิ่งใดดีที่เป็นคุณหนุนเนื่องชาติ ถ้าฉลาดให้ทำจริงยิ่งเสถียร ถ้าไม่ดีก็อย่าทำซ้ำวนเวียน เขาพากเพียรใสส่งจงคิดดู ๏การเมืองไทยในวันนี้ที่สับสน ถ้าทุกคนมัวแย่งชิงยิ่งอดสู ถ้าทุกคนรู้รักจักเชิดชู จงตรองดูสามัคคีพี่น้องไทย ๏มาเถิดท่านมารักกันฉันพี่น้อง มาปรองดองเพื่อชาติอาจสดใส มาร่วมกันพัฒนาประชาไทย ให้อำไพสงบสุขทุกโมงยาม ๏นอปอชอและก็แดงแรงเหลืองนี้ ล้วนน้องพี่คนไทยในสยาม ทำอย่างไรชาติไทยจักงดงาม ให้พยายามทำเพื่อชาติอย่าเพื่อตน... (๒) ๏เป็นผู้หญิงนิ่งไว้อย่าใจง่าย เมื่อผู้ชายมาจีบอย่ารีบหนา ให้สำรวมท่าทีมีจรรยา อย่าชะล่าเลินเล่อเผลอดีใจ ๏อันงานบ้านการเรือนอย่าเชือนชัก ให้ประจักษ์อย่าด่างพร้อยพลอยสวยใส อัธยาสัยให้งดงามต้องตามวัย แต่งกายใจให้อ่อนน้อมเพียบพร้อมดี ๏แม้นพูดจามีคะขาคงน่าฟัง จงยับยั้งพูดไม่งามหยามศักดิ์ศรี เหมือนได้รับการอบรมสมสตรี นวลน้องนี้สวยจรรยาน่าชื่นชม ๏เป็นผู้หญิงนิ่งไว้อย่าไหวหวั่น จงตั้งมั่นทำใจให้เหมาะสม มีความดีมากมายชายชื่นชม หมั่นอบรมตนเองชายเกรงกลัว (๓) ๏เห็นข้อสอบ จงตั้งใจ อย่าได้หวั่น สิ่งสำคัญ อ่านให้ดี ตีปัญหา ค่อยค่อยคิด ทีละตอน ก่อนจึงกา ถึงเสร็จช้า ไม่เป็นไร ทำให้ดี ๏สิ่งเหล่านี้ เคยสอนสั่ง จงยั้งคิด ถูกหรือผิด ตอบให้เห็น เป็นศักดิ์ศรี เหมือนได้รับ การศึกษา มาอย่างดี ถึงคราวนี้ ต้องทดลอง ไต่ตรองก่อน ๏ถ้านักเรียน เขียนถูก ทุกทุกข้อ ครูก็ขอ ชื่นชม สมสั่งสอน ฝากข้อคิด สะกิดใจ ไว้เป็นกลอน แทนคำสอน ก่อนจะจาก พรากไกลกัน
ใส่ ป้ายคำสำคัญว่า คำประพันธ์ จะได้อยู่ด้วยกัน น้องๆๆค้นคว้า ง่าย ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ครูอ้อย
รับทราบและปฏิบัติค่ะ
ขอบพระคุณพี่ครูอ้อย สำหรับดอกไม้กำลังใจและข้อเสนอแนะค่ะ
พี่ครูอ้อยสบายดีนะคะ ระลึกถึงเสมอค่ะพี่
อย่าทะนงหลงปลื้มลืมตนหนา
กลอนธรรมคติมีคุณค่า ให้ปัญญาพาให้ิคิดเกิดจิตใส
ไม่ล่องลอยปล่อยชีวิตจิตฟุ้งไป สะกิดใจให้ตรวจตราปัญญามี
เกิดเป็นภูมิคุ้มกันอันชีวิต ไม่หลงผิดคิดถูกทางเป็นอย่างนี้
ไม่ประมาทขาดสติมีชีวี สร้างความดีที่สมค่าคำว่า"คน"
อย่าทะนงหลงปลื้มลืมตนหนา ขอบคุณคุณครูที่นำมาทำเป็นบันทึก มีอะไรดลใจก็หัดแต่งหัดเขียน ว่างๆ ก็เขียน เป็นการฝึกทักษะ
นำภาษา มาร้อยเรียง เพียงตัวอย่าง พอเป็นทาง การประพันธ์ อันสดใส
ยามที่ว่าง จากการเรียน ขีดเขียนไป สะสมไว้ เป็นผลงาน การประพันธ์
แม้ไม่เพราะ เหมือนกวี ที่โดดเด่น แต่ก็เป็น ความภูมิใจ ที่ใฝ่ฝัน
แม้ไม่ใช่ นักกวี ศรีสำคัญ แต่ว่าฉ้น ก็รู้เรื่อง เบื้องกานท์กลอน
ตัวฉันเอง ก็มีครู ผู้สอนสั่ง เคยได้ฟัง ครูแนะนำ พร่ำสั่งสอน
ได้ความรู้ จากคุณครู ผู้อาทร เป็นดังพร ได้ต่อยอด ตลอดกาล
กลอนที่แต่ง แม้ไม่ซึ้ง ถึงขนาด เพราะว่าขาด ทำนอง ร้องขับขาน
สามสองสาม งามดี ชี้คำกานท์ คือตำนาน กลอนสุภาพ ซาบซึ้งใจ
ที่ว่าร้องขับขานก็คือ การอ่านทำนองเสนาะ การขับเสภา
ขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
"...พระมหาวินัย..."
ถ้านักเรียน เขียนถูก ทุกทุกข้อ ครูก็ขอ ชื่นชม สมสั่งสอน
ฝากข้อคิด สะกิดใจ ไว้เป็นกลอน แทนคำสอน ก่อนจะจาก พรากไกลกัน
ในบทนี้อาจมีการสัมผัสเป็นคำเดียวกัน ซ้ำในบทกลอนบทเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะ "พ้องรูปและพ้องเสียง" คือ คำว่า สอน ในวรรครับ กับคำว่าสอน ในวรรคส่ง ซึ่งตามฉันทลักษณ์ว่าเป็นข้อห้าม ต้องขออภัยด้วย ในที่นี้มุ่งความหมายมากกว่ามุ่งฉันทลักษณ์ คำว่า พร ก็มี แต่ไม่ใช้..
สวัสดีค่ะท่านวิโรจน์ พูลสุข
"ภูมิคุ้มกันชีวิต" คือผลผลิตครูทุกคนต้องค้นหา
และส่งเสริมให้ศิษย์คิดนำพา รู้วิชาควบคู่รู้ "คุ้มกัน"
สังคมไทยนับวันปั้นลวงหลอก คนกลับกลอกขุดหลุมพรางไม่สร้างสรรค์
การฝึกจิตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ให้เขามีภูมิคุ้มกัน "วันหลงทาง"
นมัสการพระคุณเจ้าค่ะ
ขอบพระคุณพี่ครูกี้
สำหรับดอกไม้กำลังใจค่ะ
ขอให้พี่ครูมีความสุขเสมอ ๆ นะคะ
อาจารย์บานเย็น ลิ้มสวัสดิ์ ท่านบวชเรียนมาก่อน ได้เป็นเปรียญ ๘ ประโยค จากวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ปัจจุบันนี้คงจะแก่ชรามากแล้ว หนังสือที่ท่านแต่ง ชื่อ "มหาชาติคำกลอน" เป็นร้อยกรองตั้งแต่เริ่มเรื่องจนจบ ครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เป็นหนังสือเล่มใหญ่พอสมควร ระบุไว้ว่าตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ ตอนนี้กระดาษที่ใช้พิมพ์ก็เก่าแล้ว เปิดแรงก็ไม่ได้ ต้องถนอมอย่างมาก
บทกลอนตอนที่กัณหาชาลีซ่อนตัวอยู่ในสระบัวก็มีครับ ดังนี้
ฝ่ายกัณหาชาลีศรีสวัสดิ์ ถูกเฒ่าซัดผรุสสุดบัดสี
หลบหลีกมาหาแหล่งแฝงกายี สองชาลีกัณหาปรึกษากัน
เรื่องใจบาปหยาบช้าตาชูชก สัตว์นรกมากโลภโมห์มากโทสัน
เราพูดดีถี่ถ้วนสมควรมัน แจ้งจำนรรจ์ให้เพราะเหมาะทำนอง
กลับตะคอกออกท่าจนน่าเกลียด นึกแล้วเคียดแค้นใจไอ้จองหอง
หนอย ไปรับกลับประโดนตะบอง ถ้าไม่คล่องลอดเล็ดคงเสร็จมัน
ที่ไอ้เฒ่าเข้ามาเวลานี้ ดูท่าทีก็แผกแปลกมหันต์
ลองฟังให้ได้ชัดถนัดกรรณ แกจำนรรจ์อย่าไรฟังให้ดี
โอ้ กัณหาชาลีศรีกษัตริย์ ได้ฟังชัดทรวงสั่นพระขวัญหนี
ระย่ออาตม์หวาดไหวในอินทรีย์ ราวกับผีเข้าสิงออกวิ่งวน
ละเลิกลักพักตร์ซีดถึงขีดสุด อุตลุดปรึกษาโกลาหล
แย่แล้วน้องต้องคิดปกปิดตน อย่าให้ค้นหาเจอไปเถอะรา
ฉุดกระชากลากน้องประคองอุ้ม ให้กลัดกลุ้มตัวสั่นหวั่นหนักหนา
เหมือนลูกนกงกงันหวั่นวิญญาณ์ คราวถูกกาหรือเหยี่ยวโฉบเฉี่ยวกิน
วิ่งว้าวุ่นหมุนตัวกลัวทั้งนั้น อึดอัดอั้นระทมไม่สมถวิล
จะหลบซ่อนบ่อนไหนไหวหวั่นจินต์ สุดหาถิ่นพึ่งพักพำนักตน
ไปหลบนอนซ่อนบังหลังอาศรม นึกปรารมภ์ว่าไม่ลับเหลือสับสน
เปลี่ยนไปซุ่มพุ่มรังบังตาคน สาละวนไม่พบสงบใจ
กลัวไอ้เฒ่าเข้าค้นพบตนอีก สุดจะหลีกหลบซ่อนที่บ่อนไหน
จึงเตลิดเปิดเปิงเจิดเจิงไป ถึงสระใสก็จบสุดหลบเอา
หากเป็นนกผกผินสู่ถิ่นฟ้า จะเหาะพาเอาตนพ้นหงอยเหงา
นี่เป็นคนจนใจคิดไม่เบา เห็นต้องเข้าซ่อนไว้ในชลา
ชาลีจึงดึงน้องลงท้องสระ เอาใบปทุมปิดมิดเกศา
เห็นไม่รอบคอบเหลือเมื่อลงมา ลงหันหน้าสู่สระนี่กระไร
พระบิดามาค้นโดยหนนี้ รอยเท้าชี้แจงหมดปลดสงสัย
จึงขึ้นมาหาทางอย่างปลอดภัย แล้วลงใหม่ด้วยตั้งถอยหลังลง
อนิจาชาลีศรีวิสุทธิ์ เธอเป็นบุตรบัณฑิตพิศวง
ฉลาดรอบคอบนักประจักษ์องค์ ปกอนงค์น้องยาเวลาจน
หิมวาผาใหญ่พงไพรกว้าง หิมะค้างหนาวเหน็บเจ็บขุมขน
ซ้ำสระแคบแอบหวังกำบังตน กระแสชลเกือบแข็งเพราะแรงเย็น
สุดหนาวเหน็บเจ็บปวดรวดเร้าล้น เธอจำทนซ่อนไม่ให้คนเห็น
หนาวน้ำค้างพร่างพรมประสมเป็น หนาวกระเซ็นลมซ้ำซัดรำเพย
ขอบพระคุณ พระคุณเจ้าค่ะ