การเขียนดุษฎีนิพนธ์ของลูกศิษย์ ป.เอก นวัตกรรมการสื่อสาร ม.เกริก..กฤษณะพงษ์ มีชูนึก

การทำดุษฎีนิพนธ์โดยใช้นวัตกรรมการสื่อสาร

สวัสดีครับชาวblog

ผมเปิด blog นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีให้ทุกท่านร่วมเเสดงความคิดเห็น หัวข้อวิทยานิพนธ์ของคุณกฤษณะพงษ์ มีชูนึก ลูกศิษย์ ป.เอก นวัตกรรมการสื่อสารที่ ม.เกริก ครับ

                                                                                                              จีระ หงส์ลดารมภ์

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira&Teaching Ph.D.



ความเห็น (7)

กุ๊ก กฤษณพงศ์
IP: xxx.77.228.250
เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณเป็นอย่างมากจริงๆครับอาจารย์

รายละเอียดของเรื่องดุษฎีนิพนพ์ผมอยู่ที่บ้านกรุงเทพ ตอนนี้ผมอยู่บ้านนอกครับ กลับไปจะเอามาโพสปรึกษาครับ กระทู้นี้เป็นประโยชน์กับผมมากเลยครับเพราะชีวิตผมช่วงนี้เกี่ยวกับหัวข้อที่จะทำมันกำลังสับสนวนเวียนเป็นอย่างมาก ถึงมากที่สุดครับ ผมมีสองเรื่องที่อยากจะทำ ที่ยังตัดใจไม่ลงว่าจะทำเรื่องไหน

 

ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยทั้งสิ้น คือ

1. Contemporary Likay Thai : Re-Produceed by Innovation Communication

เป็นเหมือนการที่ผมจะเอานวัตกรรมการสื่อสารต่างๆมาเป็นตัวช่วยรีฯลิเกไทย นาฎตระวัฒนธรรมประจำชาติที่กำลังจะตาย

กับอีกเรื่อง

2. ใช้ภูมิปัญญาไทยสร้างเป็นนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา Global Warming

ผมประทับใจในภูมิปัญญาของคนเก่าแก่ที่มีมากมาย เช่น การใช้ใบตองเป็นภาชนะใส่อาหาร ซึ่งคนปัจจุบันก็ควายมาก เอาถุงพลาสติกบ้าง กล่องโฟมบ้างมาใช้ ซึ่งอาหารที่ใส่ก็บูดง่าย(เพราะไม่มีรูเล็กๆระบายอากาศ แบบใบตอง) แถมยังสารเคมี สารตกค้างต่างๆที่มากับพวกพลาสติก และท้ายสุดก็ยังเหลือเป็นขยะที่ย่อยสลายยากมากกับโลกเราด้วย หรือเรื่องอาหารต่างๆ อาหารไทยอุดมด้วยเฮิร์ป สมุนไพรมีประโยชน์ต่างๆมากมายมานานแล้วก่อนที่ตอนนี้ฝรั่งกำลังบ้าอาหารฟิวส์ชั่นซะอีก คนไทยคิดไว้หมดว่ากินอะไรช่วยด้านอะไร อาหารไทยจึงอร่อย สวยงาม วิจิตร และมีคุณค่า และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจต่างๆ

แต่คนไทยก็มีนิสัยเสียอยู่อย่าง ไม่ชอบเผยแพร่ความรู้ ใครอยากรู้ครูพักลักจำเอาเอง ไม่ถ่ายทอด เคล็ดลับความรู้หลายๆอย่างมันก็เลยตายไปตามตัว เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้ก็ไม่เห็นคุณค่า อย่างเด็กเดี๋ยวนี้น้อยคนนักที่จะเคยกินข้าวสวยที่หุงด้วยหม้อดินว่ามันหอมนุ่มอร่อยลิ้นแค่ไหน หรือเวลาหั่นหอมให้คาบไม้ขีดไฟไว้น้ำตาจะไม่ไหล ทำไมต้องริ้วมะปราง สารพัด

เรื่องภูมิปัญญาไทยนี่ผมกำลังพยายามจับทางอยู่ครับ ยังจับไม่โดน วันนั้นครูเล็กสอนให้มองย้อนกลับลงไปถึงแก่น ถึงกระพี้ ของปัญหา ผมเลยมองว่าด้านหนึ่งคือภูมิปัญญาไทยซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่งดงามและกำลังจะเสื่อมสูญไปกับปีพ.ศ. อีกด้านหนึ่งโลกร้อนซึ่งเป็นเรื่องอินเตอร์ คนไทยสมัยก่อนเค้าจะไม่ทิ้งอะไรเลย ทำนี่เหลือนั่นมาใช้ประโยชน์ได้หมด เหมือนนายหลวงที่พระราชทานน้ำชีวภาพ(น้ำหมัก) ซึ่งก็เป็นการเก็บของทิ้งมาหมักเก็บ นำมาใช้ได้สารพัด ผสมน้ำรดต้นไม้เป็นปุ๋ย เอามาถูบ้าน ล้างจาน

ขอแค่นี้ก่อนครับ

เปิดรับความคิดเห็นของคนอื่นๆด้วยนะครับ ทั้งเพื่อนนักเรียนและใครก็ได้ที่เมตตา

กุ๊ก กฤษณพงศ์ 

กุ๊ก กฤษณพงศ์
IP: xxx.168.71.10
เขียนเมื่อ 

ระหว่างที่ผมรอความชัดเจนที่จะทำหัวข้อระหว่างสองเรื่อง

ทู้ก่อนผมพูดเรื่องภูมิปัญญาไทยไป คราวนี้ผมอยากเอาข้อมูลลิเกมาให้ดูบ้างครับ

********************************************************************

Contemporary Likey Thai:

Re-produced Model by Communication Innovation

........................................................................................... 

AbstractAfter internet the world of information had no-limited anymore, everyone knew everything then the Innovation world begins, so everything must change, every Product and Organize must find their way to Re-produce for better. And in order to survive this Innovation world one have to make a Model of comprehensive plan that evaluates the strategic of marketing. By 1.Re-create 2.Re-organized by IMC 3.Reduce+cutdown cost, to be Re-produced Model by Communication Innovation, which could apply to use with every Product and Organize. In this study authors will use Thai Old Style Folk performance as a sample Re-produced to be a Contemporary Likey Thai with yet still keep it identity charm.

Keywords—Re-produce; Re-create, Re-organized by IMC (Integrated Marketing Communication) and Reduce+cutdown cost.

 

Introduction

Why Likey Thai? เพราะ ลิเก เป็นหนึ่งในรูปแบบของการสื่อสารพื้นบ้านที่ใกล้ชิดประชาชนในชุมชนเป็นที่สุด เพราะ ลิเก ไม่มีรูปแบบในการแสดงที่ตายตัวแบบ โขน หรือ การแสดงในรูปแบบอื่นๆส่วนมาก แต่ลิเกกลับใช้วิธี “ด้นสด” ไปตามสถานะและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ทั้งการแสดงที่มีการ “ออดอ้อน” ผู้ชมให้คล้อยตามให้รู้สึกร่วม สามารถพูดได้ว่าลิเกเป็นการสื่อสารการแสดงที่สามารถ Touch ได้ง่ายกว่า แต่ในขณะนี้ ลิเก กลับถูกประเมินค่าให้เป็นสิงค้า “ตกรุ่น” และถูกกระแสสงครามทางวัฒนธรรมของชาติอื่นทำลาย

เมื่อกระแสโลกแห่งInnovation world is coming one can chose to change or die. กรณีของลิเกก็เช่นกัน ด้วยค่านิยมและมุมมองที่คนในประเทศเองมีต่อลิเก  สามารถช่วยให้Model of Re-produced by Communication Innovation ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการสร้างModelยุทธ์ศาสตร์เพื่อความเปลี่ยนแปลง

 

Re-create

สร้างให้เป็นสิงค้าที่สามารถส่งออก Road show ไปกับกระบวนการ Promote ประเทศของภาครัฐหรือเป็นสื่อของกระทรวงวัฒนธรรม (หรือวัฒนธรรมร่วมสมัย) สร้างสรรค์วิธีการแสดงแนวใหม่ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น ให้เนื้อเรื่องกระชับไม่ยืดยื้อ ซึ่งโดยปรกติในการแสดงครั้งหนึ่งของลิเกจะกินเวลาไม่ต่ำกว่าสี่ชั่วโมง เป็นการแสดงที่สั้นขึ้น(โดยใช้ทฤษฏีทางจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องของสมาธิในการชมการแสดงสดของคนดู-จะไม่เกินชั่วโมงครึ่ง-มาช่วยเสริม) ดูง่ายโดยอาจจะใช้ในการเป็นสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวก็ได้(โดยอาจนำทฤษฏีพร๊อบโพรกันด้ามาใช้) ทำให้เป็นโชว์ที่สามารถจะ Blend เข้ากับสถาณะการณ์ต่างๆได้โดยง่าย เช่น นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงของไทยในงานเวิล์ดเอ็กซ์โปร

สร้างสรรค์ชุดแสดงแบบใหม่ Modernize ขึ้น เช่นชุดของนางสาวไทยที่ชนะการประกวด หรือการปรับลีลาการร่ายรำใหม่ และการสร้างแนวดนตรีแบบใหม่ เป็นต้น

 

Re-organized by IMC

ปัญหาของศิลปะไทย(หรือสิงค้าและองค์กรต่างๆ)ใหญ่ที่สุดมักจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นกิจการในครัวเรือนขาดการจัดการที่เป็นระบบ โดยเราจะนำ IMC มาช่วยสร้างกระบวนการพัฒนาแผนงานการสื่อสารการตลาดที่ต้องใช้การสื่อสารหลายรูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เป้าหมาย คือ การที่จะมุ่งเน้นสร้างพฤติกรรมของกลุ่มผู้ชม กลุ่มผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาด โดยการพิจารณาวิธีการสื่อสารศิลปะ “ลิเก” นี้เพื่อให้คนโดยทั่วไป รู้จักและยอมรับ ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ ความคุ้นเคยและมีความเชื่อมั่น เพราะหัวใจหลักของ IMC คือ การกระตุ้นพฤติกรรม ไม่ใช่สร้างแค่การรับรู้ การจดจำหรือการยอมรับเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการสื่อสารเพื่อจูงใจในระยะยาวและต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ เช่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตลาดตรง การส่งเสริมการขาย การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า การตลาดเน้นกิจกรรม ฯลฯ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ

 

Reduce+cutdown cost

เราไม่อาจปฎิเสธได้ว่าอีกปัญหาหนึ่งของลิเก(หรือสิงค้าและอีกหลายๆองค์กร) มีความเทอะทะ สิ้นเปลือง อยู่และเกิดขึ้นได้ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างสูงซึ่งขัดกับระบบของเศรษฐกิจโลก การแสดงลิเกต่อรอบแสดงใช้นักแสดง 15-30 คน/ใช้คณะดนตรีกว่า 10ชีวิตและยังทีมงานที่รวมกันเบ็ดเสร็จในการเดินทางไปแสดงครั้งหนึ่งๆจะใช้คนถึงกว่าร้อยชีวิตกับค่าว่าจ้างเกือบแสนหรือเกินแสนกว่าบาท ถ้าเราสามารถทำ “ลิเกร่วมสมัย” (หรือสิงค้าและกิจการอื่นๆ) ให้ Reduce+cutdown costลงมาได้ โอกาสและตลาดในน่านน้ำอื่นๆก็ไม่น่ายากที่จะไปแสวงหา(โดยนำทฤษฏี Blue-Red-White Ocean มาช่วยเสริม)

กุ๊ก กฤษณพงศ์
IP: xxx.120.53.190
เขียนเมื่อ 

เปิดรับไอเดีย ทุกอย่างนะครับ

ขอบคุณล่วงหน้าในความเมตตา

กุ๊ก กฤษณพงศ์

กุ๊ก กฤษณพงศ์
IP: xxx.122.105.126
เขียนเมื่อ 

อันนี้เป็น First Idea แรกของผมครับ

*******************************************************

ลิเกไทย : ยุทธศาสตร์ร่วมสมัย

และคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประจำชาติ

************************************

ลิเก เป็นศิลปะพื้นบ้านที่เป็นอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยมาช้านาน สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต สภาพสังคม และขนบธรรมเนียมประเพณี ในแต่ละยุคสมัย ด้วยเนื้อเรื่อง เนื้อร้อง ที่มักหยิบยกเรื่องราวของคนในชุมชน ปัญหาบ้านเมือง หรือปัญหาทางเศรษฐ์กิจมาเสียดสี ทำให้เราเห็นอัจฉริยภาพและภูมิปัญญาของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ภาษา(“สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน”, คำนำ, บ.ด่านสุทธาการพิมพ์, กรุงเทพฯ,๑ มิถุนายน ๒๕๕๓)

ลิเกจึงเป็นเสมือนเครื่องบันทึกเหตุการณ์ต่างๆทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ลิเกยังทำหน้าที่เป็นสื่อพื้นบ้านในรูปแบบหนึ่ง “..ที่เกิดขึ้นพร้อมกับชุมชนมีความใกล้ชิดชุมชนดังนั้นชุมชนจึงให้ความเชื่อถือมากกว่าสื่อมวลชน ทว่าการพัฒนาสื่อพื้นบ้านเราสนใจแต่จะนำสื่อมาใช้เพื่อการพัฒนา แต่ไม่สนใจที่จะพัฒนาสื่อที่ถูกนำมาใช้ ผลที่ตามมาคือเราขาดองค์ประกอบความรู้ในเรื่องวิธีการใช้สื่อพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาอย่างเหมาะสม ทั้งยังขาดวิธีการพัฒนาตัวสื่อพื้นบ้านไปพร้อมๆกัน...” (เสกสรร พรหมพิทักษ์ คอลัมน์นานาทัศน์, นสพ.บ้านเมือง, 19 ตุลาคม 2009)

และเรายังพากันมองข้ามหยามเหยีดว่า ไดโนเสา ควรปล่อยให้ตายไปกับปีพ.ศ. ซึ่งนี่ก็คงเป็นเหตุผลหนึ่งของการแพ้สงครามทางวัฒนธรรม สงครามทางอัตลักษณ์ของชาติเรา ประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกแต่จะเห็นคนญี่ปุ่นใส่กิโมโน และยูคาตะ ด้วยความภาคภูมิใจ แต่วัยรุ่นไทยต่างพากันกระโจนออกมาบูชากราบไหว้ความเป็นเกาหลี หรือว่าเราจะปล่อยให้ความเป็นอัตลักษณ์วัฒนธรรมประจำชาติสิ้นสูญไป ใช่-เราอาจจะเห็นความสำเร็จของไชยยา มิตรชัย หรือกุ้ง สุทธิราช หรือ ศรราม*น้ำเพชร แต่นั่นเป็นความสำเร็จเพียงกลุ่มเล็กๆในขณะที่ลิเกทั้งประเทศมีเป็นหมื่นคณะกำลังตาย

ถ้า...ถ้านะ เรานำการบริหารจัดการที่ดีมาใช้สร้างให้เป็นนวัตกรรมการสื่อสาร สร้างยุทธ์ศาสตร์ร่วมสมัยและคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมประจำชาติ เพื่อเป็น Product หนึ่ง เพื่อเป็นสิ่งค้าตัวหนึ่งได้ มันจะวิเศษเพียงไร

กุ๊ก กฤษณพงศ์
IP: xxx.120.53.167
เขียนเมื่อ 

เรื่องภูมิปัญญาไทย อย่างเรื่องอาหารไทยก็น่าสนใจนะครับ

อย่างข้อมูลที่ผมไปอ่านเจอมา

********************************************

 

ในประเทศไทยกระแสความสนใจในเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องอาหารเข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนไทยมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันคนไทยเสียค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพค่อนข้างสูง การใช้ยาจากสารเคมีไม่ได้ทำให้ปัญหาสุขภาพสิ้นสุดลง และนอกจากนั้นยังมีความวิตกกังวลกับผลข้างเคียงที่จะได้รับเมื่อใช้ไปนาน ๆ และโรคบางโรคไม่สามารถรักษาให้หายได้ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้คนเราอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นอาหารจึงเป็นปัจจัยพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญในวิถีการดำเนินชีวิต อาหารไทยนั้นมีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม และทางภูมิปัญญา อาหารไทยจึงเป็นอาหารที่ทรงคุณค่า

 

ตัวอย่างเช่น

 

ในการรับประทานน้ำพริกของชาวลานนา ในฤดูฝนมีเห็ดหลายชนิด ชาวเหนือก็มีน้ำพริกเห็ดหล่ม รับประทานกับผักหลากชนิด พอเข้าสู่ฤดูหนาว ชาวลานนาก็มีน้ำพริกอ่อง ซึ่งเมื่อก่อนการรับประทานตามฤดูกาลนี้สอดคล้องกับภูมิอากาศด้วยเนื่องจากในฤดูหนาวร่างกายต้องการความอบอุ่น น้ำพริกอ่องให้ปริมาณไขมัน 9.46 กรัมต่อน้ำพริก 100 กรัม ขณะที่น้ำพริกเห็ดหล่มให้เพียง 1.51 กรัมต่อน้ำพริก 100 กรัม ซึ่งการรับประทานของคนไทยไม่ว่าภูมิภาคใดมักมีความสอดคล้องกับฤดูกาล และวัฒนธรรม รวมถึงคุณค่าต่อร่างกาย เพียงแต่ในอดีตไม่ทราบถึงค่าตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้ ในปัจจุบันการรับประทานอาหารไทยเริ่มเปลี่ยนไปตามสังคมที่แปรเปลี่ยนไป อดีตอาหารไทยทุกถ้วยมาจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เราจึงพูดได้ว่า

อาหารไทยอุดมไปด้วยคุณค่า และอาหารเป็นยาได้ ปัจจุบันวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปอาหารส่วนใหญ่ใช้สารเคมีเข้ามามีบทบาทในการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักในการบริโภค

 

ในอาหารไทยประกอบไปด้วยพืช ผัก ผลไม้ รวมถึงสมุนไพรเป็นองค์ประกอบ ซึ่งสารองค์ประกอบในพืชเหล่านี้เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพอีกด้วย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงพืชที่เป็นองค์ประกอบในอาหารไทยบางชนิด เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการนำไปปรุงอาหารเพื่อสุขภาพต่อไป โดยเฉพาะเครื่องเทศที่เป็นองค์ประกอบในเครื่องต้มยำ หรือน้ำพริกแกง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วโลกถึงคุณค่าเครื่องเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น ข่า ขิง ตะไคร้  

 

กระชาย (Boesenbergia pandurata (Roxb.) Schltr.) วงศ์ Zingiberaceae

ชี่อท้องถิ่น กะแอน ระแอน (เหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) กระชายเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดินเป็นรูปคล้ายกระสวยจำนวนมาก เนื้อในของเหง้าและรากมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสและสรรพคุณยาไทย รสเผ็ดร้อน ขม แก้ปวดมวนในท้อง แก้ชัก แก้ท้องอืดเฟ้อ และบำรุงกำลังเหง้ากระชายมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 0.08% ในน้ำมันหอมระเหยมีสารหลายชนิด ได้แก่ 1,8–cineol, α-thujene, α-pinene, camphene, myrcene, limonene, trans-ocimene, linalool, α-terpineol, borneol, camphor เป็นต้นและยังมีสารอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น boesenbergin A, dl-pinostrobin, alpinetin, chalcone สารจากเหง้ากระชายมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เช่น Bacillus subtilis, แบคทีเรียในลำไส้ น้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม ช่วยให้กระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวด้านพิษวิทยา กรมวิทยาศาตร์การแพทย์รายงานว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน

 

กระเทียม: (Allium sativum Linn.) วงศ์ Alliaceae

ชี่อท้องถิ่น หอมเทียม(เหนือ) เทียม หัวเทียม (ใต้) กระเทียมเป็นพืชล้มลุก สูง 30-45 ซม.เป็นพืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบรวมกัน โดยมีเปลือกหุ้มหลายชั้น สีขาวหรือสีขาวอมม่วง เนื้อสีขาว รสและสรรพคุณยาไทย รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหารกระเทียมสดมีน้ำมัน (Garlic Oil) อยู่ประมาณ 0.1-0.36% ประกอบด้วยอัลลิซิน (allicin) อัลลิลโพรพิลไดซัลไฟด์ (allylpropyl disulfide) และไดอัลลิล ไตรซัลไฟด์(dially trisulfide) เป็นสารหลัก นอกจากนี้ยังมีสารประกอบของกำมะถันและสารอีกหลายชนิด เช่น dimethysulfide, dipropyl-disulfide, allinase, scordinine พบว่าน้ำมันกระเทียมและกระเทียมมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ชนิดเชื้อแบคทีเรียที่ได้ผลคือ เชื้อที่ทำให้เกิดหนอง เชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบในคอ เชื้อไทฟอยด์ เชื้อคอตีบและอื่น ๆ อีกมากมายแต่ฤทธิ์การยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเก็บหัวกระเทียมไว้ 6 เดือน ส่วนฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราเป็นฤทธิ์ที่น่าสนใจ คือ หัวกระเทียมสามารถฆ่าเชื้อราที่ทำให้ลิ้นเป็นฝ้าขาว เป็นโรคระดูขาว และโรคกลากได้ ฤทธิ์ต้านเชื้อราแรงกว่าเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้กระเทียมยังมีฤทธิ์ขับลม ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอด และลดความดันโลหิต และยังมีฤทธิ์ฆ่าแมลง ไล่แมลง ลดการอักเสบด้วย จากผลการทดลองทางคลีนิคหลายเรื่องสรุปได้ว่า กระเทียมสามารถลดปริมาณไขมันในเลือดได้ทั้งในคนปกติ ผู้ป่วยที่มีคลอเรสเตอรอลสูงและผู้ป่วยโรคหัวใจ การทดลองได้ผลดี เมื่อใช้กระเทียมหรือน้ำมันหอมระเหยแต่ใช้น้ำสกัดกระเทียมไม่ได้ผล ดังนั้นสารที่มีฤทธิ์ในการทดลองปริมาณไขมันและคลอเลสเตอรอลน่าจะเป็นสารซึ่งละลายในน้ำมันได้ดีกว่าน้ำ (ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล : 2529)

 

ข่า (Alpinia galangga SW.) วงศ์ Zingiberaceae

ข่าเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีลำต้นสีขาวอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า เหง้ามีข้อและปล้องเห็นชัดเจน ช่วงเวลาที่เก็บมาใช้คือ ช่วงที่เหง้าแก่ รสและสรรพคุณยาไทย เหง้าข่า รสเผ็ดปร่า ขับลมแก้บวม ฟกช้ำ เหง้าแก่นำมาตำละเอียด ใช้ทาบริเวณที่เป็นโรคกลากเกลื้อน หรือผสมเหล้าโรง ใช้ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ ทาบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย เหง้าข่าประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (essential oil) 0.04% ในน้ำมันประกอบด้วยสารหลายชนิดเช่น methylcinnamate 48%,1, 8-cineol 20-30%, camphor, d-pinenes น้ำมันหอมระเหยจากเหง้าข่ามีฤทธิ์ขับลม มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และฆ่าเชื้อรา โดย1’–aectoxychavicol acetate เป็นสารที่ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา (fungicidal)

 

ขิง (Zingiber officinale Rosc.) วงศ์ Zingiberaceae

ขิงเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่าเหง้า เนื้อของเหง้าสีขาวนวล ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บในช่วงอายุ 11-12 เดือน รสและสรรพคุณยาไทย รสหวานเผ็ดร้อน แก้ลมจุกเสียด แก้เสมหะ บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียนอาเจียนเหง้ามีน้ำมันระเหย ประมาณ 1-2% ทั้งนี้ปริมาณเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับวิธีปลูกและช่วงเวลาที่เก็บ ในน้ำมันมีสารเคมีหลายชนิด ที่สำคัญมี zingiberene, zingiberol, ar-curcumene เป็นต้น นอกจากน้ำมันหอมระเหยยังมี สารพวกน้ำมันชัน(oleo-resin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและมีกลิ่นหอม ซึ่งมี gingerol และ shogaol เป็นองค์ประกอบสำคัญน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในขิงมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองและมีฤทธิ์ขับลม ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ยังมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดของขิงป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน เมารถ เมาเรือได้ดี ปัจจุบันกำลังพัฒนาเป็นยาแก้คลื่นไส้อาเจียน

 

ขมิ้นชัน (Curcuma longa Linn.) วงศ์ Zingiberaceae

ชี่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้นหมิ้น(ใต้) ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 50-70 ซม. มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะ รสและสรรพคุณยาไทย รสฝาด กลิ่นหอม แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ขับลม ท้องร่วง รักษาแผลในกระเพาะอาหารเหง้าขมิ้นมีน้ำมันหอมระเหย (essential oil) ประมาณ 2-6% เป็นน้ำมันสีเหลืองมีสารหลายชนิด คือ turmerone, zingiberene, borneol เป็นต้น และมีสารสีเหลืองส้ม คือ เคอร์คิวมิน (curcumin) ประมาณ 1.8-5.4% จาการศึกษาพบว่า

ขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้ำดี และฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้ำดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากสารเคอร์คิวมิน ขนาด 50 มก./กก. ทำให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งmucin ออกมาเคลือบกระเพาะ มีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้

 

ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapt.) วงศ์ Gramineae

ชื่อท้องถิ่น จะไคร้(เหนือ) ไคร (ใต้) คาหอม (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ตะไคร้เป็นพืชล้มลุก มีอายุหลายปี สูง 0.75-1.2 ม. ลำต้นตั้งตรง และอยู่รวมกันเป็นกอ ลำต้นมักอยู่ใต้ดินและอยู่ระดับดินเหง้าใต้ดินมีกลิ่นหอมเฉพาะ รสและสรรพคุณยาไทย รสปร่า กลิ่นหอม บำรุงไฟธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ เจริญอาหาร แก้คาวใบและลำต้นประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (essential oil) 0.2-0.4% สารสำคัญในน้ำมันคือ citral, myrcene, linalool, geraniol, dipentene methylheptenone, citronellal เป็นต้น น้ำมันนี้มีฤทธิ์เป็นยาขับลม แก้จุกเสียดและมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียและเชื้อราด้วย

 

ตำลึง (Coccinia grandis (Linn.) Voigt.) วงศ์ Cucurbitaceae

ชื่อท้องถิ่น ผักแคบ (ภาคเหนือ) แคเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ตำลึงเป็นไม้เถามีอายุได้หลายปี เมื่ออายุมากเถาจะใหญ่และแข็ง เถาสีเขียว ตามข้อมีมือเกาะ ใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบสลับ ใบมีรูปร่างคล้ายรูปห้าเหลี่ยมสลับกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ดอกสีขาวข้างในมีเกสรสีเหลืองอ่อน ผลคล้ายลูกแตงกวา แต่ขนาดเล็กกว่า ผลดิบสีเขียว และมีลายขาว เมื่อสุกเต็มที่สีแดงสด ปลูกเป็นผักขึ้นตามริมรั้วบ้านตามชนบททั่วไป รส

และสรรพคุณยาไทย รสเย็น ใบสดตำคั้นน้ำ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ที่ทำให้ปวดแสบร้อนและคันในตำลึงมีสารเคมีที่ตรวจพบคือ amino acid หลายชนิด β-sitosterol มีรายงานว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ใน

ระยะเวลาสั้น โดยใช้หนูตะเภา ไม่มีรายงานการศึกษาฤทธิ์แก้แพ้

 

บัวบก (Centella asiatica (Linn.) Urban) วงศ์ Apiaceae

ชื่อท้องถิ่น ผักหนอก (ภาคเหนือ) บัวบกเป็นไม้เลื้อย มีลำต้นเลื้อยไปตามดินที่เรียกว่าไหล มีรากงอกออกตามข้อของลำต้น ใบงอกออกจากข้อตั้งตรง สูงประมาณ 10-15 ซม. ก้านใบสีเขียว ใบเดี่ยว รูปร่างกลม ฐานใบโค้งเว้าเข้าหากัน ขอบใบเป็นคลี่นหยักมีดอกขนาดเล็ก สีม่วงเข้ม รสและสรรพคุณยาไทยกลิ่นหอม รสขมเล็กน้อย แก้อ่อนเพลียเมื่อยล้า สมานแผล ลดการอักเสบจากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกสารสำคัญที่สกัดจากบัวบกคือ madecassic acid, asiatic acid, asiaticoside, madecassoside เป็นต้น สารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการสมานแผลทำให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดหนอง ฆ่าเชื้อราและลดการอักเสบได้

พืชที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างของเครื่องเทศและผักริมรั้วที่ใช้บ่อยในครัวไทย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าพืชผักที่ใช้เป็นอาหารในครัวไทยเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีพืชอีกมากมายในการนำมาปรุงอาหาร ซึ่งไม่สามารถจะกล่าวในที่นี้ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศไทยก็มีผักพื้นบ้านอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นพืชผักที่มีคุณค่ายิ่ง

 

เอกสารอ้างอิง

1. ฉลาดชาย รมิตานนท์, ชวลิต เสถียรพัฒนาพงศา, ปัทมาวดี กสิกรรม ทิพย์รัตน์ มณีเลิศ. วัฒนธรรมการกินของคนเมือง

น้ำพริกและผักพื้นบ้านล้านนา.เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2543.

2. ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, กินดี สุขภาพดี. กรุงเทพฯ: บริษัทสำนักพิมพ์แสงแดด,2545.

3. นิจศิริ เรืองรังษี, เครื่องเทศ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.

4. บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล, อยู่อย่างยั่งยืน:ผลึกความคิด ทฤษฎีสู่ปฏิบัติ เพื่ออายุยืนยาว พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

รวมทรรศน์, 2543.

5. ศิริวรรณ สุทธจิตต์, ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อสุขภาพ เล่ม 1. เชียงใหม่: คณะเภสัชศาสตร์, 2540.

6. สำนักงานคณะกรรมการสำหรับสาธารณสุขมูลฐาน, ยาสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน. กรุงเทพ, 2537.__

กุ๊ก กฤษณพงศ์
IP: xxx.120.52.113
เขียนเมื่อ 

อย่างเรื่องภูมิปัญญาไทยในการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ก็น่าสนใจนะครับ

****************************************************

ใบตอง

ใบตอง กับ ความเชื่อ
ความเชื่อของคนสมัยก่อน มีใบตองเป็นตัวแทนถ่ายทอดความคิด ดังจะเห็นได้จากกระทงเซ่นสังเวย สำหรับสะเดาะเคราะห์ ซึ่งทำขึ้นเพื่อบูชาเทพารักษ์ หรือไหว้ภูติผี ปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้พ้นไปจากตัว

ใบตองที่มีการตัดใบมา จำหน่ายมี 3 ชนิด ได้แก่กล้วยตานีป่า กล้วยตานีหิน และกล้วยตานีหม้อ แต่พบว่าใบกล้วยตานีหม้อมีลักษณะพิเศษกว่ากล้วยตานีชนิดอื่น และได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีความทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ทนต่อความแห้งแล้ง สภาพน้ำท่วมขัง โรค และศัตรูพืชที่พบในใบกล้วย ลักษณะใบของกล้วยตานีหม้อ มีใบใหญ่ กว้าง และหนา ใบเหนียวไม่แตกง่าย

ในชีวิตประจำวัน ใช้ใบตองในการห่อผักสดและอาหาร เนื่องจากใบตองสดมีความชื้น  ดังนั้นเมื่อใช้ห่อผักสดหรืออาหาร ความชื้นจะช่วยรักษาผักหรืออาหารให้สดอยู่เสมอ นอกจากนี้ใบตองยังทนทานต่อความเย็นและความร้อน ดังนั้นเมื่อนำใบตองห่ออาหารแล้วเอาไปปิ้ง นึ่ง ต้ม ใบตองก็จะไม่สลายหรือละลายเหมือนเช่นพลาสติก จึงมีอาหารหลายอย่างที่ห่อใบตองแล้วนำไปนึ่ง เช่น ห่อหมก ข้าวต้มผัด  ขนมกล้วย  ขนมตาล  ขนมใส่ไส้  หรือเอาไปปิ้ง เช่น ข้าวเหนียวปิ้ง หรือนำไปต้ม  เช่น  ข้าวต้มมัด หรือข้าวต้มจิ้ม อาหารเหล่านี้เมื่อนำไปต้ม ปิ้ง หรือนึ่งแล้ว ยังทำให้เกิดความหอมของใบตองอีกด้วย สำหรับใบตองแห้งนำมาใช้ทำกระทงเพื่อใส่อาหาร ห่อกะละแม มวนบุหรี่ โดยใบตองแห้งก็จะมีกลิ่นหอมเช่นกัน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการทดลองนำเอาใบตองแห้งมาอัดกันแน่นหลายๆ ชั้น ทำเป็นภาชนะใส่ของแทนการใช้โฟมได้อีกด้วย

อีกประโยชน์ใช้สอย โรคฝีดาษ (ไข้ทรพิษ) ระบาดในหมู่คนไทย คนที่เป็น จะมีน้ำเหลืองไหลตามตัว แล้วแห้งติดที่นอน ติดผ้าห่ม เวลาพลิกตัวนับว่าทรมานมาก วิธีแก้ไขอย่างหนึ่งก็คือ เขาปูใบตอง ให้คนเจ็บนอน น้ำหนองที่ไหลออกมาก็ไม่ติดกับใบตอง คนเจ็บก็ไม่ทรมานมาก

อย่างในงานศิลป์ ปี 2008 มูลนิธิเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ส์ ได้จัดการประกวดชิงรางวัลด้านศิลปะ 'เอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ส์ ฟาวเดชั่น ซิกเนเจอร์อาร์ตไพรซ์ ปี 2008' สำหรับศิลปินเจ้าของผลงานที่แสดงถึงพัฒนาการที่สำคัญของศิลปะร่วมสมัย ซึ่งผลงานศิลปะชื่อ 'ร่างกาย-จินตนาการ-ใบตองแห้ง' ของจักรกริช ฉิมนอก ได้รับการเสนอชื่อเข้าประกวดครั้งนี้ด้วย โดยจักรกริชพร้อมผลงานของเขาได้รับเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก จากผลงานทั้งหมด 12 ชิ้น และยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีผลงาน ซึ่งได้รับเลือก เพื่อรับรางวัลเกียรติยศของวงการศิลปะ ของมูลนิธิเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ส์ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งสิงคโปร์ โดยจะมีการประกาศผลวันที่ 14 ต.ค.นี้

 การประกวดเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ส์ ฟาวเดชั่น ซิกเนเจอร์อาร์ตไพรซ์ ปี 2008 นั้น จะมีขึ้นมี 3 ปี เพื่อมอบรางวัลแก่ศิลปินไม่จำกัดอายุ ผู้ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันโดดเด่น ที่ต้องเป็นผลงานที่คลอดออกมาในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2005 ถึง 31 ธันวาคม 2007 โดยไม่จำกัดรูปแบบของศิลปะ ซึ่งรางวัลนี้เป็นให้ศิลปินจาก 12 ประเทศเข้าช่วงชิง ได้แก่ ประเทศกัมพูชา จีน อินเดีย ลาว มาเลเซีย มองโกเลีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิกินี สิงคโปร์ ศรีลังกา เวียดนามและไทย

จักรกริช กล่าวถึงผลงาน 'ร่างกาย-จินตนาการ-ใบตองแห้ง' ว่า เป็นงานศิลปะแบบงานติดตั้งสื่อผสม ซึ่งมีที่มาจากแนวคิดของตัวเองที่มีต่อวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยและความเปลี่ยนแปลงของค่านิยม รวมทั้งวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากใบตอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณ นอกจากนี้ 'ร่างกาย-จินตนาการ-ใบตองแห้ง' มุ่งเน้นค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนาอุตสาหกรรมกระแสหลักด้วย

'รู้สึกดีใจมากที่วัสดุธรรมชาติอย่างใบตองแห้งกับประเพณี และวัฒนธรรมการใช้ใบตองของไทยจะได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะ' จักรกริช กล่าวด้วยความปลื้มใจ

จักรกริชเป็นหนุ่มเชียงใหม่ วัย 30 ปี นับว่าเป็นศิลปินหนุ่มไฟแรง ที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สำเร็จการศึกษาระดับปริญาตรีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และปริญญาโทจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ใบตองแห้งยังนำไปใช้ในงานศิลปกรรมไทยได้อีกหลายอย่าง  เช่น นำไปทำรักสมุก  ในงานของช่างเขียน  ช่างปั้น  ช่างแกะ  และช่างหุ่น เพราะรักสมุกใบตองแห้ง ช่วยในการเคลือบและปกป้องเนื้อไม้ ขัดแต่งง่าย เมื่อแห้งผิวเป็นมัน น้ำหนักเบา เหมาะในการทำหัวโขน และการลงรักปิดทอง

ในสมัยโบราณ เมื่อยังใช้เตารีดที่เป็นเตาถ่าน หากเตาร้อนมากไปก็เอามารีดบนใบตองสด ก่อนนำไปรีดบนผ้า เพราะใบตองมีสารจำพวกขี้ผึ้งหุ้มอยู่ ขี้ผึ้งจะช่วยเคลือบเตารีด ทำให้รีดผ้าไม่ติด

สวัสดีครับคุณกุ๊ก นักศึกษา ป.เอก และ ชาวBlog ที่ให้ความสนใจเรื่องการทำวิทยานิพนธ์

ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าคุณกุ๊กเป็นนักศึกษาที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนมากครับ สำหรับเรื่องวิทยานิพนธ์ที่จะทำนั้น อาจารย์อยากให้ข้อคิดเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ว่าจะทำหัวข้ออะไรก็แล้วแต่ต้องเป็นเรื่องที่เราสนใจจริง อดทนในการทำและค้นหาข้อมูล ตั้งโจทย์ใน Hypothesis ให้เป็น

สิ่งที่คุณกุ๊กสนใจคือเรื่องวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าของคนไทย  ในงานวิจัยของคุณกุ๊กจะทำอย่างไรให้นำนวัตกรรมการสื่อสารไปต่อยอดได้ครับ

และสำหรับนักศึกษาคนอื่นๆ ผมจะให้คำแนะนำภายหลัง

                                                                                                          จีระ หงส์ลดารมภ์