เคยสังเกตไหมว่า ดอกไม้สวย ๆ กับแจกันที่รองรับช่อดอกไม้อยู่นั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่...ทั้ง ๆ ที่สองสิ่งนี้มีความแตกต่าง ทว่าในที่สุดแล้วกลับอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

นอกจากนั้นแล้วยังช่วยขับเน้นให้อีกฝ่ายหนึ่งดูดีมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก เช่น ดอกไม้ หากวางไว้ที่ไหนสักแห่งหนึ่งตามธรรมดาคงดูไม่โดดเด่น แต่หักปักไว้ในแจกัน ความโดดเด่นของดอกไม้กลับเป็นที่แจ่มชัด แจกันหากวางไว้เฉย ๆ โดยไม่มีดอกไม้ประดับ คุณค่าของแจกันก็ไม่สะท้อนออกมาเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้พบเห็น อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ในความแตกต่างมีความงามและเอกภาพอันสมบูรณ์

 

"การยอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง และเปิดใจกว้างยอมรับความต่างของคนอื่นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า" คือคำตอบ

 

คนทุกคนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อด้อยอยู่ในตัวเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดมาพร้อมกับความสมบูรณ์ในทุกเรื่อง แม้แต่คนที่ดูเหมือนว่าจะสมบูรณ์ที่สุดอย่างพระพุทธเจ้า พระองค์ยังทรงเป็นลูกกำพร้าตั้งแต่แรกประสูติได้เพียง ๗ วัน

ธรรมชาติของมนุษย์ก็คือ ไม่มีใครสมบูรณ์ที่สุด คนที่พยายามมองหาความสมบูรณ์แบบจากคนอื่น สุดท้ายจะผิดหวัง และมองข้ามสิ่งที่ดีของคนที่อยู่ตรงหน้าเราไปอย่างน่าเสียดาย

 

พระพุทธศาสนาสอนวิธีรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบเอาไว้ว่า

๑. ต้องตระหนักรู้ความจริงให้เท่าทัน ว่าธรรมชาติของมนุษย์ก็คือ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกเรื่อง

๒. เมื่อรู้เท่าทันความจริงแล้ว ควรฝึกยอมรับในความไม่สมบูรณ์นั้นอย่างมีสติ ไม่ใช่ยกเอาความไม่สมบูรณ์นั้นมาเป็นจุดอ่อนเพื่อทำลายตนเองหรือคนอื่น

๓. หัดมองโลกในแง่ดี กล่าวคือ มองหาแง่ดีแง่งามของทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องเอาไว้เสมอ อย่ามองคนในมิติเดียวเท่าที่ตาเห็น หูได้ฟัง หรือกายได้สัมผัส แต่ควรมองคนให้เป็นแบบสามมิติที่มีทั้งมุมลึก กว้าง และยาว แล้วเราจะค้นพบว่า ใครบางคนที่เราเห็นว่าเขาเป็นคนแย่ ๆ นั้น บางทีเขาก็มีข้อดีอยู่ตั้งมากมาย

๔. ในชีวิตการครองเรือนครองรัก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ศิลปะในการอยู่ร่วมกันเป็นอย่างสูงนั้น จำเป็นต้องฝึกมองโลกในแง่ดีเอาไว้เสมอ หากเราแสวงหาความสมบูรณ์จากคนที่เรารักไปเสียทุกเรื่อง สุดท้ายเมื่ออยู่ด้วยกันไป เราก็จะพบว่าคนที่เราเลือก นับวันดูขาดเสน่ห์ ส่วนคนที่เรายังไม่ได้เลือกกลับดูดีขึ้นทุกวัน ๆ ขืนคิดอย่างนี้กันบ่อย ๆ ไม่นานนัก รักก็จาง เสน่ห์ก็หาย และอาจลงเอยที่ทางใครทางมัน

๕. ศิลปะการมองโลกในแง่ดี ท่านพุทธทาสภิกขุประพันธ์เป็นกวีนิพนธ์เอาไว้อย่างไพเราะดังต่อไปนี้

 

"เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเอย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง"

 

คนที่เข้าใจความจริงของโลกและชีวิตมักเป็นคนที่อยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข แม้จะครองเรือนในฐานะหัวหน้าครอบครัวก็มีความสุข หรือแม้ขณะอยู่ในช่วงครองรักเพื่อร่วมกันสร้างครอบครัวแสนสุข ชีวิตก็ไม่ตึงเครียด สุดโต่งเกินไป

คนที่มองเห็นคุณค่าของความแข็งแกร่งจากแจกันท่ามกลางมวลดอกไม้ คนที่รู้ว่าดอกไม้จะงาม หากปักอยู่ในแจกันที่แตกต่างอย่างเหมาะสม คือ คนที่มีโอกาสครองเรือนครองรักได้อย่างยั่งยืน

ส่วนคนที่อยากให้แจกันอ่อนโยนเหมือนดอกไม้ และคนที่อยากให้ดอกไม้หลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกับแจกัน ชีวิตแต่งงานจะอายุสั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

 

 


 

การมีความรัก การครองเรือน ย่อมต้องมีศิลปะเป็นของตัวเอง

รักกันไม่ใช่เรื่องยาก แต่การรักษาความรู้สึกที่ดีเอาไว้ให้ยาวนานที่สุดยากกว่า

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;) 

 


ขอบคุณหนังสือดี ๆ

 

 

ว.วชิรเมธี.  ธรรมะทอรัก.  พิมพ์ครั้งที่ 12.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2551.