เราตื่นแต่ตีสี่ เก็บสัมภาระเตรียมพร้อมเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาพะเนินทุ่ง

สถานที่ชมหมอกอันงดงามอีกแห่งหนึ่งในเขตภาคกลางของเมืองเพชรบุรี

ออกจะตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสไอหมอก

หลังจากเมื่อคืนนอนสูดไอดิน ดมกลิ่นหญ้า

เราใช้บริการรถของอุทยานขึ้นเขาอีกเช่นเคย

ฝากรถของเราไว้ที่อุทยาน

05.05 รถมาถึงเจ้าของรถที่จะพาเราสองคนขึ้นพะเนินทุ่งเคยทำงานที่อุทยาน

ท่านเป็นผู้เกษียณอายุแล้วจึงคุ้นเคย และมีความรู้เกี่ยวกับอุทยานนี้เป็นอย่างดี

นับเป็นโชคดีอีกครั้งที่ได้พบมัคคุเทศก์เจ้าถิ่น

ตลอดระยะทางของการเดินทาง เราจึงได้ฟังเรื่องราวของพะเนินทุ่ง ช้าง

และสัตว์ป่าอื่นๆที่เป็นประสบการณ์ที่มุคคุเทศก์ใจดีเล่าให้ฟัง

คุยกันเพลินตลอดระยะทางที่มืดมิด สายตาภาวนาอย่าได้เจอช้าง

ทั้งๆที่สมุทรสาครมีช้างพาคนเลี้ยงออกหากินยามค่ำทุกวันๆ

ช้างที่สมุทรสาครจึงเชื่องมากๆ

แต่ที่นี่เป็นช้างป่าที่เราไม่คุ้นเคย เห็นมูลช้างกองโตตลอดทางที่รถวิ่งผ่าน

นึกถึงคนรุ่นก่อนท่านรู้จักเปรียบเทียบเปรียบเปรยได้เห็นจริง

เช่นคำพูดที่ว่า ช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง

รู้สึกขำอดที่หัวเราะไม่ได้

ก็ใครจะไปอึได้มากมายกองโตเท่าช้างเล่า

และหากจะเป็นเช่นคำพังเพยก็คงจะเหนื่อยหืดขึ้นคอทีเดียว

ทำการใดก็ให้พอน้ำพอเนื้อ  พอตัวพอเพียง เพียงพอ

นี่ช้างคำเดียวพาให้ใจวิ่งไปได้หลายทางทีเดียว

อีกทั้งประโยคที่ว่าช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิดนี่ก็เข้าที

อีกทั้งกลิ่นก็คงจะขจรไกลสุดโด่ง

คำพังเพยของไทยเรานี่เยี่ยมจริงๆ

เพื่อนฝรั่งฟังแล้วยังพูดว่าพี่ไทยเรานี้ช่างเปรียบเทียบช่างสรรหาคำมาพูด

เอ้าถึงกิโลเมตรที่ 36 แล้วหรือนี่ แล้วกิโลเมตรอื่นๆอยู่ที่ไหน

มัคคุเทศก์ศุงวัยบอกว่าเดี๋ยวขากลับจะพาไปส๋งให้ชมทุกจุดเลยครับ

แต่หมอกมันก็เหมือนๆกันหมดแหละครับ....สิ้นเสียงของมุคคุเทศก์

ก็พอดีตรงนี้เลยค่ะ

ทะเลหมอก