ไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปิดเสรีทางการเงิน

     จากการจัดการเจรจาการเปิดเสรีการค้า(FTA) ไทย-สหรัฐฯที่ผ่านมาได้มีการหยิบยกประเด็นในด้านการบริการด้านการเงินมาเจรจา โดยทางสหรัฐฯมีความสนใจเป็นอย่างมากเพราะมีนักลงทุนต้องการเข้ามาหลายฝ่ายแต่ทางไทยเองยังกลัวว่าผู้ประกอบการไทยจะแข่งขันไม่ได้ จนท้ายสุดจะถูกเอาเปรียบจากต่างชาติ ทำให้ไทยต้องเริ่มหันกลับมามองว่าไทยมีความรู้และความพร้อมเท่าใดใประกอบการในการรับมือกับการเปิดเสรีทางการเงินดังกล่าว เพราะการเงินในปัจจุบันนั้นเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เป็นการนำเสนอบริการใหม่ๆซึ่งทางผู้ประกอบการไทยยังไม่มีความพร้อมในด้านดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องประสบกับปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">     ในปัจจุบันประเทศไทยมีธนาคารพาณิชย์ 13 ธนาคาร ในจำนวนนี้เป็นธนาคารรัฐจำนวน 4 ธนาคาร เป็น hybrid bank จำนวน 3 ธนาคาร (DBS ไทยทนุ, Standard Chartered นครธนและ UOB รัตนสิน) ที่เหลือ 6 ธนาคารเป็นธนาคารเอกชน ซึ่งมีธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทยธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย เป็น มีสาขาธนาคารต่างประเทศจำนวน 20 ธนาคาร </p>

ธนาคารพาณิชย์ไทยที่ไปจัดตั้งสาขา หรือสำนักงานตัวแทนในต่างประเทศมีจำนวน 9 ธนาคาร (ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย

ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพิจารณาร่าง Financial Master Plan และร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินซึ่งจะเป็นตัวกำหนดนโยบายการเปิดเสรีด้านการเงินและการกำกับดูแลสถาบันการเงินของไทยในอนาคต เพื่อการผูกพันกิจกรรมในระดับลึกขึ้น (Deepening the existing specific commitments) ซึ่งจะเน้นการ upgrade ข้อผูกพันเดิมตาม modes of supply เช่น การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ (mode 3) การเพิ่มจำนวนบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติที่เข้ามาให้บริการในสาขาการเงิน เป็นต้น </span>