สมัยหนึ่งเพลง "อกหักอีกแล้วหนอเรา" กลายเป็นเพลงยอดฮิตของคุณปู่วัย ๗๕ ปีโดยเปลี่ยนเนื้อร้องเป็นว่า "ตกตึกสิบชั้นยังไม่ตาย  มิวายเราต้องอกหักเสียแล้วหรือนี่" พร้อมกับกอดขวดน้ำเก๊กฮวยมาด้วย  นำมาให้หลานสาวคือฉันที่ทุกคนเพ่งเล็งมองว่ากำลังอยู่ในภาวะคับขันเพราะ "อกหัก"  พ่อแม่และญาติพี่น้องกลัวว่าฉันจะต้องฆ่าตัวตาย  เพราะเป็นคนมีนิสัยพิเรน ๆ อยากจะทำอะไรก็ทำขึ้นมากระทันหัน

         เรื่องมีอยู่ว่า  เริ่มต้นขึ้นวัยรุ่นก็ต้องมีผู้มาจีบเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ไม่สามัญเพราะจะเลือกก่อนว่า "เมื่อเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรก็ปฏิเสธไป คนที่ถูกปฏิเสธปัจจุบันเขาได้ดิบได้ดีกว่าฉันมากมาย"  อีกอย่างกลัวคุณพ่อที่คาดหวังว่าไม่ให้มีรักในวัยเรียน  และปลูกฝังว่า "ลูกเขยจะต้องเป็นคนในเครื่องแบบอาชีพเดียวกัน จะทำให้ไม่ต่างวัฒนธรรมในการเลี้ยงดูลูกสาว"  คนนั้นดื่มเหล้า คนนี้เจ้าชู้  คนนี้ไม่มีระเบียบ และคนนี้รักแล้วไม่บอก  มาบอกเมื่อทุกอย่างมันสายเสียแล้ว  นี่แหละค่ะคือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้

        ฉันเรียนจบแล้วได้ไปทำงานที่บริษัทเอกชน ฯ  วันหนึ่งฉันได้ไปบ้านเพื่อนที่บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา  ฉันและเพื่อนยังไม่มีแฟนที่มาจีบบอกรักเป็นกิจลักษณะ จึงถือว่าหัวใจยังว่างทั้งคู่  คราวที่ศรรักจะยิงมาปักทรวงช่างเป็นบท "บ้านบ้าน" เหลือเกิน

        บังเอิญที่เราไปเจอกลุ่มชายหนุ่มทำงานอยู่บนถนน  พวกเขารุมมาช่วยติดเครื่องรถมอเตอร์ไซค์ที่เพื่อนขับแต่ฉันซ้อนท้าย  เมื่อเรียบร้อยแล้วฉันได้ "ยกมือไหว้" กล่าวขอบคุณ  แต่ในใจคิดว่าพวกเขาเป็นกรรมกรสร้างทาง   เพื่อนรักของฉันเป็นคนสวยแต่เสียตรงปากจัด และไม่อ่อนน้อมสักเท่าไร        

       ชายหนุ่ม  ๒ คน  ในกลุ่มสร้างทางนั้น เป็นนักศึกษาช่างสำรวจกำลังฝึกงานภาคปฏิบัติ   มีชายหนุ่มวิศวกรโครงสร้าง ๑ ท่าน  และหนุ่มวิศวกรโยธาอีก ๑ ท่าน  เขาคงสนใจเพื่อนของฉันมากกว่า  เพราะเธอมีความสวยแบบบาดใจชายเลยหละ   

        วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่ทราบขณะที่เราทำงานอยู่ที่กรุงเทพ  เราได้ต้อนรับชายหนุ่มวิศวกรทั้ง  ๒ คนนี้อีกครั้ง  แต่เราจำเขาไม่ได้แล้วเพราะเขามาในคนละบุคลิกภาพกัน  คราวนี้มาในมาดสะอาดสะอ้าน  เขามาที่บริษัทได้เพราะแม่ของเพื่อนบอกชื่อบริษัทและที่ตั้งให้ 

          ผ่านไปอีกนานมาก นานปานกลาง และไม่นานนัก  ก็ได้เจอกับเขาอีก  ตอนแรกฉันคิดว่า เขาคงมาติดต่อที่จะเดินทางไปต่างประเทศ  และได้ทราบว่า "เขาคือกลุ่มคนที่ช่วยเหลือเราซ่อมรถมอเตอร์ไซค์"  และบ่อย ๆ เข้าจนเกือบจะคุ้นเคย  แต่ยังไม่ทราบเจตนาว่าใครมาจีบใครกันแน่  และไม่มีการติดต่อกันเป็นส่วนตัว

       เวลาผ่านไปอีกปีกว่า ๆ ฉันได้ลาออกจากบริษัทและไปสอบบรรจุเข้ารับราชการครู  อยู่ที่โรงเรียนบ้านนอก  ฉันมีโอกาสได้ต้อนรับวิศวกรโยธาคนเดิม  เต็มไปด้วยสารรูปเหงื่อไหลไคลย้อยเต็มหน้า เสื้อผ้าเปียกชุ่มโชก  เพราะเขาไปหาฉันที่โรงเรียนบ้านนอก  โดยเดินไปตั้ง ๗ กิโลเมตร  เขาบอกว่ามาตามลายแทงของคุณย่าฉัน  เพราะเพื่อนรักให้ที่อยู่บ้านย่าที่ในเมืองไว้นั่นเอง

        เรื่องดีหรือไม่ดี จะผิดหรือถูกที่เกิดขึ้นกับฉัน  ใครมารักมาชอบ รวมทั้งความเป็นสัมพันธภาพของเรา ฉันมักจะนำไปเล่าให้พ่อ แม่ ปู่ ย่าและญาติ ๆ ฟัง  เพราะหากกลับจากโรงเรียนวันหยุดฉันจะพักที่บ้านปู่ย่า  เพราะพ่อแม่ของฉันอยู่ที่เชียงใหม่ ทุกคนลงความเห็นว่า "ผู้ชายคนนี้คงจะมารักฉันแน่แล้ว"

       มันก็คงเป็นแรกรักที่อยู่ในวัยสมควร  โดยไม่ได้รับการกีดกันจากผู้ใหญ่ ตรงข้ามได้รับการสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษ  วันเวลาของมิตรภาพสืบสานเนิ่นนานต่อไป  โดยไม่มีข้อบกพร่องต่อกัน  เพราะฝ่ายฉันมีผู้ใหญ่ดูแลและสังเกตอยู่  ฉันได้ถามตัวเองแล้วและได้คำตอบว่า "ผู้ชายคนนี้แหละที่ฉันควรจะรัก"

          จุดของความแตกร้าวได้เริ่มขึ้นเมื่อคุณพ่อของฉันถามว่า "ลูกรักกันมากี่ปีแล้ว ทำไมไม่มาสู่ขอสักที  สมควรจะไปบอกให้เขามาขอได้แล้ว  รักกันนานไม่เบื่อบ้างเลยหรือ"  เพราะญาติ ๆ ผู้ใหญ่และพ่อแม่ของฉันได้ประชุมกันแล้วว่า "เขาเป็นคนดีที่เหมาะสมกับฉัน"

          คุณย่าบอกว่าจะจัดการเรื่องสู่ขอแทนฉัน  เพราะเขาสนิทกับคุณย่าเป็นพิเศษ  ยังไม่ทันไรฟ้าก็มาผ่าที่หน้าบ้านจนทุกคนทำตัวไม่ถูก  งุนงงไปตาม ๆ กัน "ภรรยาเขามาปรากฏที่หน้าหอพักให้เช่าของคุณย่า  เธอมาตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ปรากฏในบิลเรียกเก็บ เพราะโทรบ่อยและนานเกินจำเป็น"  ทุกคนไม่เชื่อเพราะเขาไม่เคยมีพิรุธให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

        แต่แล้วก็เป็นเรื่องจริง  เพราะมีภรรยาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี ๑ และตอนเรียนก็เลี้ยงลูกไปอ่านหนังสือไปด้วย  ความสับสนอลเวงเป็นไปอย่างเงียบ ๆ ทุกคนช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร

        เขาบอกว่า "เขาไม่ได้หลอกฉันเลย  และไม่ได้โกหกว่าไม่มีลูกหรือภรรยา  และไม่ตั้งใจที่จะปกปิดแต่อย่างใด  อยากจะเล่าความจริงเหลือเกิน  แต่กลัวเราเลิกกัน"

         ฉันมีโอกาสดีกว่าที่มีพ่อ แม่ ญาติ ๆ และปู่ย่าคอยดูแล  ชี้ทางถูกผิด  และไม่ได้ยื่นคำขาดว่าต้องเลิกลา  หรือให้แสดงความเกลียดชังกัน  ส่วนเขาได้รับอนุญาตให้ไปมาหาสู่และทานข้าวด้วยกับญาติ ๆ ได้  งานศพของคุณปู่คุณย่าเขามาเป็นเจ้าภาพด้วยการเคารพและให้เกียรติ

         แรก ๆ ฉันรู้สึกงงมากกว่าเสียอกเสียใจ  เพราะเขาไม่เคยทำร้ายจิตใจของฉัน ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ  เขามีความดีต่อฉันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และอีกอย่างหนึ่งฉันเปิดเผยเรื่องของตนเองให้พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ทราบทุกเรื่อง

        การที่ไม่ยึดความรักเป็นสรณะ  เกิดขึ้นได้จากมีผู้ใหญ่คอยให้กำลังใจ ให้การอบรมชี้แนะความถูกต้อง ความเหมาะสม  ให้การดูแล  และไม่ร่วมให้ร้ายหรือจงเกลียดจงชังอีกฝ่ายหนึ่ง  ปัญหาจึงดูเหมือนได้รับการคลี่คลายเหลือความรู้สึกดีต่อกันเสมอมา  กาลเวลาจะล่วงเลยไปสิ่งเหล่านี้เหลือเป็น "คุณค่า" ที่มอบไว้ให้ว่า "ครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน

        หากท่านที่ฉันกล่าวถึง "ติดตามอ่านบันทึกของฉันอยู่"  ขอให้มีความสุขทั้งยามหลับและยามตื่น