อ่านคำบรรยายของ อมาตยา เซน เรื่อง The Idea of Justice : From Idea to Action ที่บรรยายเมื่อวันที่ ๑๘ ธ.ค. ๕๓ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่สฤณี อาชวานันทกุลแปลเป็นไทยในชื่อ “ความยุติธรรม : จากแนวคิดสู่วิถีปฏิบัติ” ประโยคที่ว่า “แนวคิดเรื่องความยุติธรรมจะต้องตั้งอยู่บนผลลัพธ์และผู้คน แทนที่จะตั้งอยู่บนสถาบัน” ทำให้นึกถึงการเสวนาที่ มรภ. พิบูลสงคราม พิษณุโลก บ่ายวันที่ ๑๔ ม.ค. ๕๔ ที่มีการคุยกันเรื่องการปฏิรูปการศึกษา และผมชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งในศตวรรษแรก และในศตวรรษที่สอง ที่กำลังดำเนินการอยู่ และใช้เงินไปมากมายเป็นแสนล้านนั้น เป็นการกำหนดเป้าหมายแบบ proxy ไม่ได้เล็งเป้าหมายแท้จริง
สังคมไทย (และสังคมอื่นๆ) จึงตกอยู่ในภาวะ “หลงรูปจูบเงา” อย่างที่การปฏิรูปศึกษา “จูบ” ไม่ถูกตัวจริง หลง “จูบ” เพียงเงา
ที่จริงจะว่า “หลง” ก็ไม่ถูก น่าจะเป็น “ฉลาด” มากกว่า แต่เป็น “ฉลาดแกมโกง” คือ “จูบ” ที่ผลประโยชน์ของตนเอง การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาและกำลังดำเนินการ ให้ผลประโยชน์แก่คนในวงการบริหารการศึกษาและศึกษาศาสตร์ มากกว่าแก่เด็กนักเรียน เด็กนักเรียนยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นด้วยซ้ำไป
อ่านรายงาน How the World’s Most Improved School Systems Keep Getting Better ของ McKinsey แล้ว ผมบอกตัวเองว่า คำตอบของ How ที่ชัดเจนที่สุดคือ “จูบ” ให้ตรงเป้า และ “เป้า” ของการศึกษา คือผลสัมฤทธิ์ในการเรียน ของนักเรียน ไม่ใช่ครูปริญญาโท ไม่ใช่ครูพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่ปลดหนี้ครู ไม่ใช่ คศ. ระดับ ๘ – ๙
ส่วนที่ “ไม่ใช่” แต่วงการปฏิรูปการศึกษาจัดให้ “ใช่” คือ “เงา” หรือ proxy กินเงินงบประมาณแผ่นดินไปมากมายเหลือคณา แต่ไม่ทำให้ผลสัมฤทธ์ทางการศึกษาของนักเรียนดีขึ้น
จะ “ใช่” ต่อเมื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนดีขึ้น ผลนี้ส่งผลให้ครูได้ คศ. ได้เรียน ป. โท (หรือเอก) ได้เงินโบนัส ได้เงินเดือนขึ้น ฯลฯ สภาพเช่นนี้แหละที่ผมเรียกว่า “จูบตัวจริง” ไม่ใช่จูบเงา หรือพัฒนา proxy
ยากนะครับ ที่คนเราจะหลุดไปจากการครอบงำของมายา หรือความหลง เพราะความหลงนั้นเอง มันให้ผลประโยชน์ส่วนตัวแก่เรา
ยกตัวอย่างการปฏิรูปการศึกษา เอามาอธิบายปรากฏการณ์หลงรูปจูบเงาของมนุษย์ ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่น และกราบขออภัยหากไประคายท่านผู้ใดหรือกลุ่มใด ที่จริงสภาพหลงรูปจูบเงานี้ครอบงำมนุษย์ในทุกวงการ และเกือบทุกผู้ทุกนาม ผมเองก็ไม่ได้เป็นบุคคลยกเว้นแต่อย่างใด
วิจารณ์ พานิช
๑๙ ม.ค. ๕๔
หลายปีก่อน มีการจัดสอบล่วงหน้าก่อนการสอบรวม เพื่อคัดเลือก "เด็กเก่ง" เพื่อเข้าสถาบันการศึกษาของตน มหาวิทยาลัยจัด อีกมหาวิทยาลัยก็จัดบ้าง อีกมหาวิทยาลัยก็จัดบ้าง เพราะนี่ดูจะเป็น "ทางลัด" ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการสอน? เพราะสัมฤทธิผลจากเด็กพวกนี้จะแสดงว่าเขาสอนเก่ง สอนดี ได้ง่ายที่สุด การันตีมากที่สุด
ก็อาจจะเข้ากันได้กับบทความนี้นะครับ
สวัสดีค่ะ
ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ควรเริมจาก..........ครับ
ครูทั้งหลาย ก็อย่าหลง รูป ตามแบบที่มีคนจัดให้