สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ภัยใกล้ตัว...สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

สารเคมีที่เจือปนอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในหมู่เกษตรกรและผู้ผลิต จากข้อมูลของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนวิจัยและประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพเกษตรกรทั้ง 4 ภาคของประเทศที่ได้รับสัมผัส สารเคมีกำจัดแมลง ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,217 คน พบว่า เกษตรกรไทยกว่าร้อยละ 30 มีปริมาณสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปนอยู่ในกระแสเลือดและกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย !!

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เกษตรกรกลุ่มที่ใช้สารเคมีกำจัดแมลงมีแนวโน้มหรือมีความเสี่ยงที่จะพบความผิดปกติทางคลินิกหรือมีอาการพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และมีแนวโน้มเกิดโรคมะเร็งมากกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และจากผลการวิจัยยังพบว่าเกษตรกรที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะมีอาการพิษทางระบบประสาทอื่น เช่น อาการอ่อนเพลีย ปวดหัว มึนงง เป็นต้น

จากข่าวจะเห็นได้ว่า อันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ใกล้ตัวเราจริงๆ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญและหันมาใส่ใจสุขภาพให้มากขึ้น วันนี้ศูนย์รักษาพิษสารเคมีอันตรายภาคตะวันออก โรงพยาบาลระยอง จึงนำความรู้เกี่ยวกับสารกำจัดศัตรูพืช และวิธีการป้องกันมาฝาก ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ประเภทและอันตรายของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ขณะนี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสารพิษต่างๆที่จดทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรในรูปของชื่อสามัญมากกว่า 150 ชนิด โดยแต่ละชนิดมีชื่อการค้าเป็นจำนวนมากรวมกันแล้วหลายพันชื่อ มากที่สุดในเอเชีย และจำนวนชนิดของสารเคมีที่นำเข้าปี 2538 ที่ผ่านมานั้นสูงถึง 223 ชนิดโดยเฉพาะ เมธิลพาราไธออน ชนิดเดียวนั้น มีชื่อการค้าจดทะเบียนถึง 214 ชื่อ ทั้งๆที่สารเคมีชนิดดังกล่าวถูกห้ามผลิต จำหน่ายและนำเข้าในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เกาหลีและมาเลเซีย เป็นต้น (วิทูรย์ เลี่ยนจำรูญ,2545)
สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรนิยมใช้นั้น ได้แก่ สารเคมีกำจัดวัชพืช สารเคมีกำจัดแมลง สารเคมีกำจัดหอย ปู สารเคมีกำจัดเชื้อราและโรคพืช สารเคมีเร่งการเติบโตและฮอร์โมนต่างๆ

องค์การอนามัยโลกได้จัดกลุ่มของสารเคมีเกษตรตามลำดับความรุนแรงของพิษภัยที่เกิดขึ้น ดังนี้
1. กลุ่ม 1 เอ เป็นสารเคมี ที่กินเพียงน้อยกว่า 1 ช้อนชาเสียชีวิต
2. กลุ่ม 1 บี เป็นสารเคมี ที่กินเพียง 1 ช้อนชาเสียชีวิต
3. กลุ่ม 2 เป็นสารเคมี ที่กินปริมาณ 1 ช้อนชาถึง 2 ช้อนโต๊ะเสียชีวิต
4. กลุ่ม 3 เป็นสารเคมี ที่กินปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะถึง 1แก้วเสียชีวิต
5. กลุ่ม 4 เป็นสารเคมี ที่กินปริมาณ 2 แก้วถึง 1 ขวดเสียชีวิต

        การจัดกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรทราบถึงอันตรายของสารเคมีต่างๆ มีการออกกฎหมายให้ผู้ผลิตสารเคมีแสดงสีของฉลากข้างภาชนะบรรจุตามระดับของการเป็นอันตราย เช่น ฉลากสีแดง หมายถึงอันตรายมาก สีเหลือง หมายถึงอันตรายรองลงมา สีเขียวหมายถึงอันตรายน้อยเป็นต้น ความเป็นจริงก็คือสารเคมีเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็เป็นสารอันตรายทั้งสิ้น 

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ทางร่างกายได้อย่างไร
1. การเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง
2. การเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ
3. การเข้าสู่ร่างกายโดยการกลืนกิน

พิษจากการได้รับสารเคมี มี 2 แบบ ดังนี้
1. พิษเฉียบพลัน เกิดขึ้นเมื่อได้รับพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทันทีทันใด ตัวอย่างเช่น ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ เหงื่อออกมาก ท้องร่วง เป็นตะคริว หายใจติดขัด มองเห็นไม่ชัดเจน อาจทำให้เสียชีวิตได้
2. พิษเรื้อรัง เกิดขึ้นเมื่อได้รับพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชแล้วแสดงผลช้า ใช้เวลานาน ภายหลังจากการได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กว่าจะแสดงอาการ เช่น การเป็นหมัน การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การเป็นอัมพฤต อัมพาต และมะเร็ง

คำแนะนำในการปฏิบัติ
1. สวมถุงมือป้องกันทุกครั้ง เมื่อสัมผัสสารเคมี
2. ควรสวมถุงมือยางก่อนทำความสะอาดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
3. สวมรองเท้าบู๊ท หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อ ฉีดพ่นสารเคมี
4. ควรอยู่ให้ห่างสถานที่ ที่มีการฉีดพ่นสารเคมี
5. เก็บสารเคมีให้ห่าง จากมือเด็ก  สัตว์เลี้ยง และเขียนป้ายกำกับชัดเจน “ วัตถุอันตราย หรือ สารเคมีอันตราย”
6. ควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีชีวภาพ หรือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
7. ไม่ส่งเสริม การเพาะปลูกพืชบางชนิดที่ในขบวนการผลิต ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากเกินความจำเป็น
8. ส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรแบบไร้สารพิษ เกษตรอินทรีย์ หรือการผลิตทางการเกษตรที่มีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นที่ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค

  1. ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เพื่อชะล้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่บนผิวของผักและผลไม้ให้หมดไป 
  2. แช่ผักและผลไม้ในน้ำยาล้างผัก แล้วล้างน้ำยาให้หมดด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง
  3. ผักและผลไม้ที่ปอกเปลือกได้ ควรล้างด้วยน้ำให้สะอาดก่อนปอกเปลือก
  4. การต้มผักแล้วเทน้ำทิ้งไปจะช่วยลดปริมาณยาฆ่าแมลงในผักลงได้บ้าง
  5. ถั่วแห้งทุกชนิด ก่อนนำมาใช้ปรุงอาหารควรล้างด้วยน้ำให้สะอาด ถ้าเป็นอาหารที่ต้องต้ม ควรทิ้งน้ำต้มครั้งแรก เพื่อให้ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่บนผิวนอกของเมล็ดถั่วหลุดไปได้มากที่สุด
  6. ก่อนฉีดหรือพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ควรถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ดังนี้
  • ใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น
  • การฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงหรือมดในห้องอาหาร ควรกระทำในขณะที่ไม่มีอาหารอยู่ในห้องนั้น
  • ถ้าต้องการกำจัดแมลงในครัว ควรดูแลปิดอาหารให้มิดชิด อย่าให้ละอองของสารเคมีเข้าไปปะปนในอาหารได้
  • ภาชนะบรรจุน้ำบริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิดเช่นกัน

 7. ห้ามนำภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มาใช้บรรจุอาหาร เครื่องดื่มหรือน้ำเป็นอันขาด

 8. สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดควรบรรจุในภาชนะที่บรรจุมาแต่เดิม ถ้าจะถ่ายใส่ภาชนะใหม่ต้องปิดป้ายบอกชัดเจนว่าเป็นสารเคมีอะไร ป้องกันการหยิบผิดและต้องแน่ใจว่าปิดฝาสนิทไม่มีการรั่วซึมออกภายนอก 

 9. ควรระลึกอยู่เสมอว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นวัตถุมีพิษ ต้องเก็บแยกไว้ในที่ปลอดภัย อย่าเก็บใกล้กับอาหารและเก็บในที่เฉพาะซึ่งเด็กหยิบไม่ถึง

ที่มา

ศักดา ศรีนิเวศน์, นันทนา ทราบรัมย์.พิษภัยของสารกำจัดศัตรูพืช ผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยวันนี้.

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554

http://www.ryt9.com/s/tpd/1086032

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักสดปลอดสารเคมี (พ.ศ. 2537 – 2542 ) กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี 2542

สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/BQSF/File/VARITY/CHEMICAL.HTM

เอกสารประกอบการปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ

สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.ทำอย่างไรห่างไกลจากพิษภัยยาฆ่าแมลง.