ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี คนทั้งโลกจะก็จะสาละวนกับเรื่องรักๆใคร่ๆ และดอกกุหลาบ ที่ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความรักขายดี ส่วนความรักคืออะไร บางคนก็ยังงงๆจนถึงปานนี้ว่าความรักมันคืออะไรกันแน่ เจอความรักแล้วหรือยัง รักจริงๆหรือเปล่า

เท่าที่ติดตามข่าวทุกๆปีสื่อมักจะนำเสนอ เรื่องของวันแห่งรัก ที่มีส่วนผสมความใคร่ไปด้วย นานๆเข้ากลายเป็นเรื่องความใคร่ล้วนๆ จึงไม่แปลกหรอกที่ที่มีงานวิจัยออกมาว่า ค่ำคืนวันแห่งความรัก จะมีสาวๆยอมพลีกายให้ชายที่ตัวเองรัก ชายเองก็รอโอกาสนี้เช่นกัน ฉะนั้นรักจริงต้องเสียสละคงหาอยาก

ถ้าหากมนุษย์นำโอกาสวันวาเลนไทน์ มาใช้ในมิติที่ก่อให้เกิดความรัก ความเข้าใจ ความเมตตา การเอื้อเฟื้อต่อกัน ภาพลักษณ์ของเทศกาลนี้ จะสวยหรูกว่านี้มากนัก

เรามาทำความรู้จักกับ “วาเลนไทน์” กันเล็กน้อย วันนักบุญวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) หรือที่เป็นที่รู้จักว่า วันวาเลนไทน์(Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันประเพณีที่คู่รักจะบอกรักกันและกันเพื่อให้ทราบเกี่ยวกับความรักของพวกเขา โดยการส่งการ์ดวาเลนไทน์และขนม ทำให้วันวาเลนไทน์ขึ้นชื่อว่าเป็นวันแห่งความรัก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นวันแห่งความสุขวันวาเลนไทน์มีรากฐานมากจาก วันหยุดของคนนอกศาสนาโบราณที่เรียกว่า Lupercalia มีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อน Lupercalia เป็นประเพณีของชาวโรมันซึ่งจัดขึ้น เพื่อบูชาจูโน่เทพเจ้าแห่งความรัก ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่ม และเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยในวันก่อน มีเทศกาลหนึ่งวัน จะมีการจับฉลากของหนุ่มสาว ใครได้ชื่อใคร ก็จะได้คนคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมเที่ยว ตลอดช่วงเทศกาล ซึ่งเป็นที่มาของการพบปะของหนุ่มสาวและเกิดรักกันและแต่งงาน (และฟันกัน) ซึ่งปกติแล้วหนุ่มสาวสมัยนั้นแทบไม่เคยพบปะกัน เพราะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด

ผู้เสียสละคริสเตียนนาม เซนต์วาเลนไทน์ ถูกตัดหัวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ในข้อหาแอบดำเนินงานแต่งงานลับ สมัยนั้นกรุงโรมอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) เวลานั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง และประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม แต่ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัว และคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิก งานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม แต่นักบุญวาเลนไทน์ ได้แอบแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆ และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับ และถูกตัดสินประหารโดยการตัดศีรษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270)
บัตรวาเลนไทน์ใบแรกของโลกถูกส่งโดย ชาร์ลส์ ดยุคแห่งเมืองออเลียนส (Charles, Duke ofOrleans) ไปให้ภรรยาของเขา ในขณะที่เขาจำคุกในหอคอยลอนดอน ที่เขาเป็นเชลยศึกอยู่ และจำคุกนานถึง 24 ปี (เขียนถึงศรีภรรยาว่า Je suis desja d'amour tanné Ma tres doulceValentinée… —Charles d'Orléans, Rondeau VI, lines 1–2 [26])
ผมคงละที่จะพูดความรักแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่จะให้พวกเราถือโอกาสเทศกาลนี้ เติมเด็ม ให้ความรักของคู่รักจะดีกว่า ผมยังยืนยันว่า เรื่องของความรักไม่มีเทศกาล ความรักต้องเกิดขึ้นทุกๆวัน ....ท่านอาจจะบอกว่า เฮ้ย..ไอ้เบฯมันอยากนะโว้ย คุยนะได้ แต่ทำมันอยาก....

ผมเลยขอถือวันแห่งความรักนี้มายืนยันว่าทำนะไม่ยาก เว้นแต่ไม่ทำ....???? ผมมิบังอาจแนะนำผู้หญิงว่าจะทำอย่างไร แต่ในฐานะผู้ชาย และสามี พอจะมีประสบการณ์ตรงที่จะมาแลกเปลี่ยนกันได้บ้าง...การสร้างความรักมันต้องช่วยกันสร้างไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสร้าง แต่ข้อเท็จจริงคือไม่ช่วยกันสร้างต่างหาก
คนเรานี่ก็แปลกนะครับ อะไรนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ช่วงจีบกันช่างสรรค์หามาเหลือเกิน คำหวาน คำรัก เอาง่ายๆนำสิ่งที่เราปฏิบัติในช่วงที่จีบกันมาใช้นั้นแหละ ผมว่านะสิ่งที่คู่รัก สามี-ภรรยาควรให้แก่กัน น่าจะมีไม่มาก มีคำพูดไม่กี่ประโยคที่พวกเรา ใช้กันเสมอๆเมื่อจีบกันหรือรักกันใหม่ๆ พอแต่งงานกันไปแล้ว ไม่รู้เอาไปไว้ที่ไหนหมด พ่อจะแบ่งออก คือความห่วงใย กินข้าวหรือยัง สบายดีไหม? เหนื่อยหรือเปล่า พักบ้างนะ

การขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย ตอนจีบกันหยิบไม้จิ๋มฟันให้กันก็ขอบคุณแล้ว ...เดินเสียงดังนิดก็ขอโทษ แฟนมาช้าหน่อยก็รอได้ไม่เป็นไร พอเป็นสามี-ภรรยา ตักข้าวช้าก็บ่น ขอบคุณไม่มี ผิดเล็กน้อยเป็นเรื่องใหญ่เลยครับ
ผมเองมักจะบอกกับภรรยาเสมอๆว่าหากใครผิด คนนั้นก็ขอโทษ แต่ถ้าไม่รู้ว่าใครผิด ใครขอโทษก่อนชนะ ถ้าไม่ยอมขอโทษแพ้ทั้งคู่ คนเป็นสามี หรือภรรยา ขอโทษกัน มันจะตายหรือไง มันเสียศักดิ์ศรีมากไหม? หรือว่ากลัวเสียเหลี่ยม ในส่วนตัวผมมักจะขอโทษภรรยาก่อนเสมอ ผมว่าดีเสียอีกที่เราขอโทษแล้วทำให้เรารักกันมากขึ้น ดักว่ากลัวเสียเหลี่ยม แต่นั่งเครียดกันสามวัน ไม่พูดไม่จา หน้าเหี่ยวลงไปมากทีเดียว
การบอกรักกับภรรยาเสมอๆ คงไม่จำเป็นต้องทุกเวลาก่อนอาหารหรอกนะครับ เพียงหากมีโอกาส เราก็บอกว่า “ผมรักคุณนะครับ” เท่านี้ภรรยาก็ลดความอ้วนลงได้หลายกิโล เพราะปลื้มไม่กินข้าวไปหลายมื้อ อิอิ ประหยัดอีกต่างหาก ....หรือการกล่าวชม หรือชื่นชม ภรรยาบ่อยๆ แต่ต้องมีร่องรอยของจริงด้วย มันจะได้ไม่หวานจนเลี่ยนไป เช่น พอภรรยาเล่าว่าไปทำอะไรมา...เราพูดเลยว่า “ภรรยาผมเก่งเสมอ” หรือ “คุณเก่งที่สุดสำหรับผม” เท่านี้ หรือชมเรื่องความสวยงาม เช่น “ผมว่าคุณสวยที่สุดนะครับ” เท่านี้จริง เราก็สามารถปลูกต้นรักให้เติบโตได้แล้ว
ที่เล่ามานี้ผมใช้จริงกับภรรยานะครับ ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหนเลย ผมคิดเสมอว่า เราพูดดี ให้เกียรติ ยกย่องใครต่อใครได้ แต่คนที่อยู่ข้างเราทำไม เราเราพูดดี ให้เกียรติ ยกย่องไม่ได้ ...ผมถามทั้งสามี และภรรยานั้นแหละ
ท่านอาจจะมีคำถามอีกว่าแล้วเบดูอิน กลัวภรรยาไหม? ถามตรงนี้ก็ต้องบอกว่ากลัวซิ ...ถามได้ตรงนี้ อิอิ...จริงๆแล้วกลัวครับ บวกเกรงอีกต่างหาก ถ้าถามว่าแล้วเคยดุภรรยาไหม บอกได้เลยว่าดุบ่อย แต่เปลี่ยนจากคำว่าดุเป็นเตือนดีไหม?
มีคำเตือนที่น่าสนใจคือขณะกำลังมีอารมณ์ แม้ว่าเราถูกก็ต้องหยุดไปก่อน ที่จริงถ้าผู้ชายรู้จักนิสัยผู้หญิง และผู้หญิงรู้จักนิสัยผู้ชาย ทุกอย่างจบ...อย่างที่โบราณว่าไว้นั้นแหละ อีกฝ่ายตึง อีกฝ่ายหนึ่งก็หย่อนก็เท่านั้น
มีเรื่องขำๆจะเล่าให้ฟัง เพื่อนผมคนหนึ่ง ภรรยาไปเปิดร้านอาหาร แต่ตัวเองยังอยู่อีกที่หนึ่งด้วยความจำเป็น ทั้งสองคนนี่เขารักกันมาก ช่วงเสาร์-อาทิตย์สามีก็จะรีบนำลูกมาหา คุยไปคุยมาผมก็พูดว่าอยู่ห่างๆอย่างนี้คิดถึงกันแย่เลยนะ ภรรยาพูดขึ้นมาทันทีว่าห่วงซิ ให้ลูกโทรหาทุกวัน....สามีสวนทันทีว่า โอ้ย..ไม่ใช่หรอก ให้ลูกโทรมาเพื่ออยากรู้ว่าขายของดีหรือเปล่า ไม่ได้ห่วงหรอก..???? อย่างนี้เขาเรียกปากแข็ง กลัวเสียฟอร์ม แค่ยอมรับว่าคิดถึงก็ไม่ได้.....
จำไว้นะครับ เราอยากได้ยินคำว่ารัก จากคนที่เรารัก เขาก็อยากได้ยินคำว่ารักจากเราเช่นกัน ผมมีสูตรง่ายๆถ้าจะปลูกรักให้เจริญงอกงาม สามี-ภรรยา ให้นึกภาพอดีตอันหวานฉ่ำ ช่วงที่จีบกัน หรือช่วงที่แต่งงานกันใหม่ ที่มองทุกอย่างเป็นสีชมพู เราประพฤติปฏิบัติอย่างไร ก็นำอย่างนั้นมาใช้ แค่ครึ่งก็ยังดี

ประเด็นอยู่ที่ว่าใครจะเริ่มก่อนเท่านั้น ข้อควรระวัง พออีกฝ่ายหนึ่งเริ่ม ไม่ใช่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า “นี่เธอกินยาผิดมาหรือเปล่า” หรือ “วันนี้เธอเพี้ยนอะไรขึ้นมานี่” ถ้าลองเป็นแบบนี้ต้องบอกว่าเวรกรรม...??? ตบมือข้างเดียวไม่ได้ครับ แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยว่า หากเราหวานไป จะได้เค็มกลับมา..
โอ้ย...มีอีกมากเก็บเอาไว้วาเลนไทน์ปีหน้าบ้างดีกว่า เดียวแฟนานุแฟน อ่านไม่ไหว
จำไว้นะครับ “อยากให้เขารักเรา เราก็ต้องรักเขาด้วย” งอนกันบ่อยๆแก่เร็ว อิอิ

สวัสดีค่ะ
ของmeepole อาจไม่เสมอภาคไปหน่อยแต่เป็นข้อควรปฏิบัติในบ้านเรา คือไม่ว่าใคร(อาจ)ไม่ถูก ให้สามีขอโทษก่อนเสมอ แล้วถ้าภรรยารู้ตัวว่าไม่ถูกจะขอโทษตามหลังค่ะ หุ หุ
สามีเลยทำถูกเสมอ แล้วเราก็เลยต้องขอโทษตามหลังทุกทีซีนะ (กำลังพิจารณาว่าคงต้องจะเปลี่ยนกลับ ข้อควรปฏิบัติใหม่ :)
และไม่มีงอนกันแล้วค่ะ เพราะกลัวไม่มีใครง้อ (เอ! หรือเพราะกลัวจะแก่เร็ว)
สวัสดีครับ ช่วยกันง้อนะดีแล้ว
ป๊ะจะรอข่าวดี ว่าลูกเขยจะเป็นใคร อิอิ
สวัสดีค่ะ พี่เบดูอิน
มาชวนร่วมกิจกรรมถ่ายทอดประสบการณ์ความรักในรูปแบบต่างๆค่ะ :)
มาเจอกูรูศาสตร์แห่งความรักเข้าให้แล้ว....
มิน่า...คุณเบฯถึงไม่ยอมแก่เพราะ"ปลูกรัก" ทุกวันนี่เอง
บางครั้งคนเราไม่ต้องใช้วิธีพูดก็ได้แต่.....ใช้ภาษากายสื่อความหมาย
รวมทั้งใช้การมองด้วยตาให้ซึ้งเข้าไปถึงจิตใจ...ว้าว
แค่นี้ก็ลดอายุได้ตั้งหลายปีแล้วค่ะ
ยินดีครับ
บางครั้งคนเราไม่ต้องใช้วิธีพูดก็ได้แต่.....ใช้ภาษากายสื่อความหมาย
รวมทั้งใช้การมองด้วยตาให้ซึ้งเข้าไปถึงจิตใจ...ว้าว
ล้อมรักให้มั่นคงเพื่อครอบครัวกันค่ะ..
รีบๆปลูกเถอะครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ..พี่ใหญ่เขียนเรื่อง ชัยชนะแห่งความรัก ว่างๆโปรดคลิ๊กค่ะ :
http://gotoknow.org/blog/nongnarts2/236747
ปลูกเงาะก็ได้ทานเงาะ
ปลูกคะน้าก็ได้ทานคะน้า
ปลูกรักก็ได้ทานรัก....จริงๆค่ะ
โห...สวนรัก ในอาณาจักรของพี่ชาย ช่างสวยงาม อบอุ่น น่าดู..ต้องกลับไปปรับปรุงของสวนรักของตัวเองแล้ว..ปลูกต้นรักเพิ่มอีก 999 ต้น..ปีหน้าจะมารายงานผล นะ พี่ชาย ^__^
คิม นพวรรณ
สำหรับครูคิมไม่ต้องแอบก็ได้
นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
noktalay
นัฐพร จันทร์ส่งสิงห์