QUALITATIVE RESEARCH I

ผมได้ว่างเว้นไปนานครับ  คงไม่จำเป็นที่จะต้องรายงานถึงเหตุผล  เพราะต้องมีเหตุผลแน่ เรามาว่าถึงเนื้อหากันดีกว่า

อันที่จริงผมได้กล่าวถึงคำๆนี้มาหลายครั้งในที่หลายแห่ง ในหัวข้อที่ชื่อ EMPIRICAL RESEARCH นี้  แต่ก็ยังมีผู้ถามหาความหมายที่ชัดเจนอยู่บ่อยๆ  ผู้ถามมีทั้งกลุ่มระดับปริญญาตรี  โท  และเอก เลยทีเดียว   ทั้งผู้ที่กำลังเรียนอยู่  และจบไปแล้ว  ผมจึงคิดว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้ให้ชัดเจนกว่าเดิมที่เคยกล่าวไว้แล้วอีกครั้งหนึ่ง  และคงจะไม่ลอกตำราหรือข้อเขียนของคนอื่นมากล่าวซ้ำนะครับ  ท่านอ่านไปก็จะรู้เอง  ยกเว้นเป็นพวกคำศัพท์ต่างๆ  ดังนั้นจึงไม่มีการอ้างอิงถึงแหล่งใดๆ (ส่วนใหญ่นะครับ)  หากต้องอ้างถึงแหล่งข้อมูลอื่น  ผมก็จะอ้างถึง  ตามเกณฑ์ที่  Gotoknow กำหนดไว้แล้วครับ

ผมจะเริ่มต้นจาก  เป้าหมายของการวิจัยนะครับ  เป้าหมายของการวิจัยนั้น  เพื่อ  ค้นหาความรู้หรือค้นหาองค์ความรู้ (Body of knowledge)   เพื่อ นำองค์ความรู้ไปใช้เพื่อช่วยให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น (Application, Technology, R&D)  และ เพื่อทดสอบวิกฤต(Crucial Test)

ข้อความข้างบนนี้มีคำยักษ์อยู่หลายคำ   แต่คำที่เกี่ยวข้องกับ  การวิจัยเชิงคุณภาพ มากที่สุดนั้นคือ  คำ  องค์ความรู้

คำว่า  องค์ความรู้  ถ้าพูดอย่างสรุปก็จะได้ว่า   หมายถึง  ความรู้บริสุทธิ์ที่ประกอบด้วย  ข้อเท็จจริง(Facts),  มโนทัศน์(Concepts),  หลัก(Principles),  กฎ(Laws : Descriptive laws, Prescriptive laws), ทฤษฎี(Theories),   คำแต่ละคำนี้ก็ยังเป็นคำยักษ์อยู่ดี   แต่อย่างไรก็ดี   ทุกคำเหล่านี้  ผมได้เขียนไว้แล้วใน  HUMAN MIND, EMPIRICAL THEORIES, EMPIRICAL RESEARCH.  ขอให้กลับไปอ่านดู  หลายเที่ยวจนกว่าจะเข้าใจ   อ่านคำถามของสมาชิกที่ถามมาด้วย   ถ้าไม่เข้าใจ  ก็ค่อยว่ากัน  นะครับ  ในที่นี้จะว่าสั้นๆนะครับ

ข้อเท็จจริง  ได้แก่  อะไรก็ตามที่เราสามารถสังเกตได้ในขณะนี้  จะโดยตรง  หรือโดยอ้อมที่อาศัยเครื่องมือช่วยใดๆ   หรือสามารถสังเกตได้โดยตรงในอนาคต   หรือมีความเป็นไปได้ที่จะสังเกตได้ในอนาคต   เช่น  นายแดง, เจ้าด่างของผม, นกตัวนั้น,ฯลฯ

มโนทัศน์  หมายถึง  กฎ(Rules) ที่ใช้แยกประเภทของวัตถุ  การกระทำ  หรือความคิด เช่น   ถ้า  นายแดง  แล้ว  คน,  ถ้า เจ้าด่างของผม  แล้ว  สุนัข  ฯลฯ

หลัก  หมายถึง  การรวมกันของมโนทัศน์ตามกฏเกณฑ์ของภาษา   เช่น  เพศหญิงให้กำเนิดทารก   สิ่งมีชีวิตต้องการอาหาร ฯลฯ  คำตัวเอน  เป็นมโนทัศน์

กฎบรรยาย(Descriptive laws)  หมายถึง  ข้อความหรือสัญญลักษณ์  ที่กล่าวถึง เหตุการณ์ธรรมชาติ  ที่มีความทั่วไป  และสามารถนำมากล่าวในรูปของ   ถ้า....แล้ว......  ได้  เช่น  ถ้า ต้มน้ำบริสุทธิ์ที่ระดับความดัน ๑ บรรยากาศ  แล้ว  น้ำจะเดือดที่  ๑๐๐  องศาเซลเซียส  ฯลฯ

กฎมนุษย์สร้าง(Prescriptive laws)  ได้แก่  กฎหมายต่างๆ   กฎไวยากรณ์(Gramatical rules)  เช่น  ประธานต้องอยู่หน้าประโยค ฯลฯ

ทฤษฎีเชิงประจักษ์(Empirical theories)  ได้แก่กลุ่มข้อความที่ประกอบด้วยมโนทัศน์ หรือสัญลักษณ์ ที่มีความทั่วไปสูง และมีทั้งโครงสร้างและเนื้อหา  ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่สังเกตได้ในธรรมชาติ  เช่นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทุกสาขา    และทฤษฎีเชิงแบบแผน(Formal theories) ที่ประกอบด้วยโครงสร้าง  แต่ไม่มีเนื้อหา  เช่น  ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์บริสุทธิ์   ทฤษฎีทางตรรกศาสตร์   เป็นต้น

แค่นี้ก็  ตาลาย  มึนตึบ  หูอื้อ  แล้วยังครับ 

มโนทัศน์เหล่านี้  ก่อนจบปริญญาโท  หรือเอก  แต่ละสาขา  จะต้องแตกฉาน  จึงจะปั้มปริญญาให้ไปนะครับ   เขาตรวจสอบยังไงหรือครับ   ก็ด้วยกลเม็ดมากมาย  เช่น  ใช้กลเม็ดสัมมนา   กลเม็ดสอบข้อเขียนแล้วสัมภาษณ์อีกรอบ   และรอบสุดท้ายก็คือ  สอบวิทยานิพนธ์ไงครับ   การสอบวิทยานิพนธ์ต้องถามให้เห็นกึ๋นเลยทีเดียวแหละ  นับเป็นด่านสุดท้ายก่อนจบ   ใครจบมาแบบนี้เขาก็ภาคพูมใจ  ออกไปโลดแล่นในยุทธจักรได้อย่างมั่นใจ   นั่งในที่ประชุมใดๆก้ไม่ต้องเที่ยวหลบๆซ่อนๆอยู่แถวหลังๆไงครับ   แต่ถ้ากรรมการสอบถามว่า   ไง  เรียนมากี่ปีแล้ว   ลูกเมียอยู่ยังไง  เออ  จบได้แล้วนะ ฯลฯ  แล้วให้ปริญญา  ก็แน่ละครับ   ไม่ต้องสงสัย    แต่คิดว่าไม่มีสถาบันใดเขาทำกันอย่างนั้นนะครับ   ผมพูดเล่นๆเท่านั้นเอง

วันนี้ก้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ  ยังมีอีกมากครับก่อนที่จะถึงเรื่องของ  การวิจัยเชิงคุณภาพครับ 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Empirical Research



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์

ตามมาเรียนรู้ด้วยคนครับผม