บันทึกที่ผ่านมาตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับ บทสวดภาวนา เรื่อง ดื่มน้ำชา แต่โม้ไปโม้มาเนื้อหาล้นบันทึกยังไม่ได้เขียนเกี่ยวกับบทสวดดังกล่าวเลย ก็เลยยกยอดมาเขียนในบันทึกนี้แทนครับ โดยคัดลอกมาจากต้นฉบับหนังสือ ปัจจุบันเป็นเวลาประเสริฐสุด บทสวดภาวนา สำหรับพุทธศาสนิกชนร่วมสมัย เขียนโดยท่านติช นัท ฮันห์ แปลโดยท่าน ส. ศิวรักษ์

 

   ดื่มน้ำชา

  • ถ้วยนี้อยู่ในอุ้งหัตถ์ทั้งสองของข้าฯ
  • ซึ่งถือไว้อย่างมีสติฯ
  • กายและจิตของข้าฯ
  • ตั้งไว้ ณ ที่นี่ในเวลานี้ฯ

        ไม่ว่าจะได้เข้าพิธีชงชาอย่างเป็นทางการ หรือว่าดื่มน้ำชาในบ้าน ในร้านกาแฟ เราควรมีเวลาให้ได้รับรสชา ถ้ายามหนาว ก็จะได้ไออุ่นจากถ้วยชา แม้ในร้านกาแฟบางแห่งจะหนวกหู มีทั้งเสียงดนตรี เสียงคุยกันจอกแจกจอแจ แม้จนความคิดของเราก็มักสับสน ถ้าเช่นนั้น การดื่มน้ำชาย่อมเป็นไปอย่างไร้ผล

        การเข้าพิธีชงชานั้นเป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เกิดสติได้ แล้วนำมาประยุกต์ใช้เวลาถือถ้วยไว้ในมือทั้งสอง พร้อม ๆ กับหายใจเข้าออกอย่างมีสติ พร้อมกับสวดบทข้างบนนี้

        หายใจเข้าขณะสวดบทแรกและบทที่สาม หายใจออกขณะสวดบทที่สองและบทที่สี่

        หายใจอย่างมีสติเช่นนี้ ช่วยให้เรามีพลัง และถ้วยชาจะสำคัญสุดในเวลานั้น

        ถ้าขาดสติ สิ่งซึ่งเราดื่ม จะไม่ใช่น้ำชา หากกลายเป็นอวิชชาและอุปาทาน

        บ่อยครั้งในวันหนึ่ง ๆ ที่กายกับจิตของเราแยกออกจากกัน บางทีกายอยู่นี่ แต่ใจไปโน่น ตกอยู่ในห้วงของอดีตหรือคิดฟุ้งไปทางอนาคต หาไม่เราก็ถูกความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉาริษยา ความทุรนทุรายใจ ครอบงำ

        ถ้าเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้รู้จักเจริญสติตามลมหายใจเข้าออก เราจะนำกายและใจมาอยู่ด้วยกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สมดังคำที่ว่ากระแสจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

        เมื่อกระแสจิตเป็นหนึ่งเดียวกัน เราย่อมตื่นขึ้นเป็นตัวของเราเอง เราก็จะเข้าถึงรสชา ชาก็กลายเป็นจริง เราก็เป็นจริง เราก็จะพบกับชาอย่างจริง ๆ ในชั่วขณะนั้น นี้แลคือชีวิต

        ขณะดื่มน้ำชา ก็เท่ากับว่าเราดื่มน้ำชา การดื่มน้ำชาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับชีวิตในขณะนั้น

        นี้แลคือธรรมปฏิบัติด้วยสติปัฏฐาน

 

 

 

        บทสวดได้อธิบายสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว ถ้าดูรวม ๆ ทั้งเล่มจะเห็นว่า บทสวดนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติดำเนินมรรคในชีวิตประจำวันนั่นเองครับ