บทความเรื่อง Improving Teachers : Lessons Learned  ในThe Economist ฉบับวันที่ ๖ ม.ค. ๕๔  ที่ผมเข้าไปค้นหลังจากอ่านจดหมายถึงเพื่อนสมาชิก ของ สสค. ฉบับวันที่ ๑๖ ม.ค. ๕๔   ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้

          ในช่วงเวลาประมาณ ๒ – ๓ สัปดาห์ที่ผ่านมา  ผมเกิดความเข้าใจว่า ความผิดพลาดในการจัดการระบบการศึกษาไทย ในช่วงกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ที่เรียกว่าการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษแรก   แล้วมีผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้อยลง   ทั้งๆ ที่เราลงทุนด้านการศึกษาสูงมาก คือประมาณร้อยละ ๕ ของ จีดีพี   สูงพอๆ กับประเทศกลุ่ม โออีซีดี หรือเราอาจลงทุนสูงกว่าด้วยซ้ำ  

          ใช้เงินมาก ได้ผลน้อย คิดแบบกำปั้นทุบดินได้ว่าต้องมีความผิดพลาดในระบบ   แล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่า เพราะเราออกแบบให้ทรัพยากรไปที่ “ตัวแทน” (proxy)   แทนที่จะไปที่เป้าหมายโดยตรง คือที่เด็กนักเรียน

          เป้าจริงคือนักเรียน ดูที่ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของเด็ก   เป้าตัวแทน (proxy) คือครู และผู้บริหารในกระทรวงศึกษาฯ   เวลานี้เงินหมดไปกับ proxy แทนที่จะไปที่เด็กหรือผลสัมฤทธิ์ของเด็ก  

          ข้อสรุปนี้สนับสนุนโดยบทความใน The Economist ข้างต้น  หลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาเข้าใจเส้นผมบังภูเขาข้อนี้ และปฏิรูประบบโดยเน้นให้รางวัลและผลประโยชน์ที่ “เป้าจริง” คือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของเด็กที่สูงตามเป้าหมายที่ต้องการ   ครูและโรงเรียนที่มีผลงานตามเป้าจริงเข้าขั้น จะได้รับการตอบแทนต่างๆ สูงมาก   ครูที่ผลงานไม่เข้าเป้า ต้องพัฒนาตัวเอง โดยทางการจะช่วยเหลือ   แต่ถ้าลงท้ายพัฒนาตนเองไม่สำเร็จ ผลงานที่ตัวเด็กยังต่ำ ก็จะถูกปลด

          รายงานของ McKinsey เรื่อง How the world's most improved school systems keep getting better ก็บอกชัดเจนว่า วิธีการที่สำคัญคือ ให้ผลประโยชน์แก่ผลสัมฤทธิ์ที่ตัวเด็ก   โดยต้องมีการตั้งเป้าหมายของผลสัมฤทธิ์ แล้วมีการช่วยกันทำงานเป็นทีม   มีการวัดผลเพื่อพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนที่ตั้งเป้าไว้  

          ผมเชื่อว่า หากระบบการศึกษาไทยไม่ดำเนินการแนวนี้   ยังให้ผลประโยชน์แก่ครูและผู้บริหารการศึกษาแบบไม่แยกแยะผลงาน   ไม่คำนึงถึงผลงานที่ตัวเด็ก   การศึกษาไทยในศตวรรษที่ ๒ ของการปฏิรูป จะยิ่งดิ่งตกเหวลงไปอีก

 

วิจารณ์ พานิช
๒๔ ม.ค. ๕๔