(ต่อจากคราวก่อนค่ะ)
ออกมาเดินหน้าสอน. คิดหาวิธี รู้จักใครที่พอจะพึ่งพาได้บ้างรึเปล่าหนอ....น้องเตยไม่อยู่ น้องติ๊กไม่อยู่ ที่เรารู้จักก็จะมีพี่หน่อง นั่นแหละ...........ต้องเป็นพี่หน่องที่เราจะขอความช่วยเหลือได้ เดินกลับเข้ามาขอเบอร์พี่หน่องกับอ้อยใจ ปรากฏไม่มีเบอร์
สูดลมหายใจเข้าลึกอีก เราไม่มีเบอร์พี่หน่องก็จริงแต่มีเบอร์พี่มุ่ย (พี่สาวอีกคนที่ทำงานที่เดียวกับพี่หน่อง) โทรขอเบอร์พี่หน่องกับพี่มุ่ย คุยกันไปมาแจ้งวัตถุประสงค์ว่าจะขอยืมรถมอเตอร์ไซด์ไป บขส. พี่หน่องบอกว่าได้ แล้วถามกลับว่าใครจะไปส่ง เราเลยถามว่าพี่หน่องว่างรึเปล่า พี่หน่องบอกว่าเขายังไม่อาบน้ำ แต่จะให้ไฝ (ภรรยา ที่อายุเท่ากับเรา) ไปส่ง
สิบนาทีหลังจากนั้น ไฝขับรถยนต์ส่วนตัวออกมารับเราที่สอน. เราอึ้ง!!!! ……. นึกทีแรกคิดว่าพี่หน่องจะให้ไฝเอารถเครื่องมาส่งให้เราที่สอน.เฉยๆ น้ำตาพาลจะไหล ที่ได้ความกรุณาจากครอบครัวของพี่หน่องมากขนาดนี้ ขึ้นรถได้ปุ๊บ มองท้องของไฝก่อนเลย
ไฝเป็นว่าที่คุณแม่ครรภ์ที่สองแล้วค่ะ กำหนดคลอดวันที่ 14 ก.พ.เดือนนี้เอง เราเลยแอบแซว ไฝอย่าพึ่งเจ็บท้องกลางทางนะ ไฝยิ้มให้เราแล้วก็ไม่เอ่ยอะไรอีก
การได้ความกรุณาจากใครซักคนเป็นเรื่องดี แต่เรากลับนึกโมโหในความโลเลของตัวเองจนต้องทำให้เบียดเบียนผู้อื่น แค่จะเดินทางไป บขส.ก็ต้องเดือดร้อนวุ่นวายชาวบ้าน (เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกค่ะ ^_^ เคยเกิดกรณีแบบนี้มาแล้วเมื่อครั้งไปประชุมที่ตัวเมืองขอนแก่น ตอนนั้นก็ลำบากพี่หน่องเหมือนกันค่ะ)
ที่สุดเราก็นั่งรถออกจากตัวอำเภอภูเวียงได้สำเร็จ ไฝถามมาตอนนั่งในรถด้วยกันว่าเราจะไปต่อรถที่ไหน
มีสองที่ให้เลือกค่ะ คือตัวเมืองขอนแก่น แล้วก็อำเภอชุมแพ ภูเวียงเป็นเหมือนจุดกึ่งกลางระหว่างชุมแพกับขอนแก่น
ถ้าไปขึ้นรถที่ขอนแก่น ก็ต้องนั่งรถย้อนกลับมาผ่านทางแยกเข้าภูเวียง ผ่านชุมแพ ขึ้นเหนือ
ถ้าไปขึ้นรถที่ชุมแพ ก็จะต่อรถไปเหนือได้เลย
ใครๆก็ต้องไปต่อรถที่ขอนแก่นอยู่แล้วค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
แต่เรา...........ไปต่อรถที่ขอนแก่น (โง่ดีจริงๆค่ะ )
อารมณ์อยากไปมีมากจนบดบังสติไปชั่วขณะ คิดแต่ว่าไปต่อรถที่ขอนแก่นดีกว่า ขึ้นต้นทางไม่ต้องยืน (ขึ้นที่ชุมแพยืนบ่อยค่ะ เทียวตอนสมัยเป็นนักศึกษา) มารู้ตัวก็เมื่อตอนมานั่งอยู่ในรถ ขอนแก่น - หล่มสัก นั่นแหละค่ะว่าพลาดไปอย่างใหญ่หลวง ถามว่าทำไมไม่ขึ้นขอนแก่น - เชียงใหม่ (รถนี้วิ่งยาวไม่ต้องแวะต่อรถที่หล่มสักค่ะ) อยากนั่งค่ะ แต่ว่า.........วันนี้เที่ยวล่าสุดมี 17.30 น. และขอนแก่นเชียงรายมีรอบล่าสุด 16.30 น. ตอนที่มาถึงบขส.นี่เวลาบ่ายโมงครึ่งค่ะ ....เอิบ -_-
พี่ที่ขายตั๋วบอก ไม่รู้วันนี้เป็นยังไง รถมากันน้อย
โลกมืดไปวูบหนึ่ง โห้.........ขึ้นตอนสี่โมงครึ่ง ไปถึงโน่นต้องดึกแน่ๆ จะหารถที่ไหนเข้าไปในมน.ได้หละเนียะ กำลังคิดๆ และหาห้องน้ำอยู่ก็เดินไปจ๊ะเอ๋...เอากับรถขอนแก่น - หล่มสัก เลยเห็นทางออกเดี๋ยวนั้น ต้องไปต่อรถ ที่หล่มสัก ถ้าโชคดี อาจจะทันรถเที่ยวสุดท้ายของ เพชรบูรณ์ – พิษณุโลก เลยรีบซื้อตั๋วหาที่นั่ง
ออกจากขอนแก่น บ่ายโมงห้าสิบนาที สติเริ่มมา ....หึหึ ...เห็นความโง่ของตัวเองปรากฏ เอิ่บ...... เพราะคันนี้ต้องวิ่งย้อนผ่านทางแยกที่ออกมาจากภูเวียง แล้วเธอจะนั่งย้อนไปย้อนมาทำไมหละเนตรพรหม ทำอะไรไม่ได้ก็เอาแต่นั่งหัวเราะตัวเอง ห้าๆๆๆ
บ่ายสามโมง สี่สิบห้านาที (ประมาณค่ะ)ในที่สุดรถก็วิ่งมาถึงท่ารถที่ชุมแพ คนที่นั่งมากันเต็มคันลงรถไปหมดเลย เหลือเรากับคนไม่รู้จักอยู่สาม สี่คน หิวข้าวแล้วด้วยค่ะ(ยังไม่กินมื้อเช้าเลยค่ะ) ที่ชุมแพนี่ก็ขายของสนุกกันมากจริงๆ พอคนสุดท้ายลงรถไป บรรดาพ่อค้าแม่ขายก็เอาของมาขายบนรถ เลยได้ไข่ปิ้ง ข้าวหลาม กับน้ำอีกหนึ่งขวด กินประทังชีวิต
หายหิวแล้วเริ่มแอะใจค่ะ เมื่อไหร่รถจะออก มีแม่ค้าคนหนึ่งเดินมาขายมะม่วง ทู่ซี้เราอยู่สามนาทีเศษๆ แต่เราก็ไม่ใจอ่อน (ฮา) แกบอกว่ากว่ารถจะออกก็อีกนาน เราดูเวลา โหย ........ จะสี่โมงครึ่งแล้ว....จะทันรถรึเปล่าหว่า....ทำไมเขาออกช้ากันจังเลย ดูเวลาในโทรศัพท์ค่ะ แบตก็เหลือขีดเดียว ต้องปิดเครื่องทิ้งไว้ อยากดูเวลาก็เปิดเครื่องดูเอาค่ะ
มีแอบจดเบอร์เพื่อนใส่กระดาษไว้ด้วยค่ะ กลัวเครื่องจะดับ เพราะจำเบอร์ใครไม่ได้เลย ตั้งใจว่าถ้าเปิดเครื่องไม่ติด จะหยอดตู้โทรให้เพื่อนหาทางมารับ (บอกเพื่อนไปแล้วค่ะว่าเปลี่ยนใจจะมาค้างกับมัน ดีที่เพื่อนมันไม่โวยวายค่ะ) ....ที่สุดรถก็ออกตอนสี่โมงกับอีกสี่สิบนาที (ประมาณค่ะ)
มาถึง บขส.เอาเกือบจะหกโมงเย็นพอดี ปรี่ไปถามแม่ค้าก่อนเลยค่ะ ว่ารถเพชรบูรณ์ – หล่มสัก เที่ยวสุดท้ายหมดไปรึยัง แม่ค้าบอกว่าเที่ยวสุดท้ายพึ่งออกไปเมื่อซักสิบห้านาทีที่แล้วนี่เอง ห้าๆๆๆๆๆ อยากหัวเราะเป็นภาษาสเปนค่ะ ที่สุดก็คลาดกัน
นั่นหมายความว่า .....เราต้องรอต่อรถ ขอนแก่น – เชียงราย ที่จะออกเดินทางตอนสี่โมงครึ่งนั่นแหละค่ะ ซึ่งจะมาถึงตอนหนึ่งทุ่มสี่สิบนาที แล้วการเดินทางออกมาก่อนของเรานี่มันจะมีความหมายอะไร..... คร่ำคราญกับตัวเองอยู่ซักพัก สูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึก sms หาพี่สาวเพื่อร่วมแชร์ความรู้สึก แล้วปิดเครื่อง (กลัวแบตหมด)
ลมหนาวพัดมาต้องกายเป็นระยะค่ะ อากาศที่หล่มสักไม่หนาวนัก มีผู้คนนั่งรอรถกันบางตา เดินไปชงโอวัลตินที่ร้านค้ามาจิบให้ตัวอุ่นขึ้น สติอยู่กับตัวเต็มที่ เริ่มบันทึกการเดินทางครั้งนี้ลงในกระดาษ การที่เรามานั่งติดแหงกอยู่ที่หล่มสัก ก็เป็นเพราะความโลเล ตัดสินใจเอาแน่เอานอนไม่ได้แท้ๆ พลาดไปหลายอย่างในวันนี้ แต่ก็ให้อภัยตัวเอง ดีแล้วหละ....จะได้เป็นบทเรียนในครั้งหน้า
บอกตัวเอง ณ. ที่หล่มสัก ต่อไปจะไปไหน ทำอะไร ต้องรีบตัดสินใจ รีบวางแผน อย่าโลเล.......
เปิดโทรศัพท์ดูเวลา ทุ่มครึ่งแล้ว รถยังไร้วี่แวว เห็น sms จากพี่สาว
“ จงน้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสติ และใจผ่องใสแล้วเรียนรู้ “
หลับตาแล้วนึกถึงประโยคในโทรศัพท์ นั่นซินะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรอบวันนี้ มีเรื่องมากมายให้เราได้เรียนรู้เหลือเกิน เรียนรู้การขอความช่วยเหลือ เรียนรู้การแก้ปัญหา เรียนรู้คำว่าอดทน เรียนรู้คำว่าพลาดหวัง ถ้าเป็นแต่ก่อนเราคงโทษว่าเป็นความซวย....แต่ตอนนี้เรามองสิ่งต่างๆที่ได้สัมผัสเป็นบทเรียนที่เข้ามาสอนเพื่อให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น
อมยิ้มให้กับ sms นี่ซินะคำที่พี่สาวเคยบอก ใจถึงใจ ..... ^_^