เมื่อวันที่ ๑๙ ธ.ค. ๕๓ ผมไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพคุณอา ลมัย พยัคฆพันธ์ ผู้เป็นน้องสาวของพ่อผม (นายดำริ พานิช)   และสนิทกับพ่อผมมาก   เพราะเป็นพี่น้องถัดกัน พ่อผมเกิดปีมะโรง  อามัยเกิดปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐   พ่อผมเสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๘ ปี   อามัยอยู่มาจนอายุขาดอีก ๓ วันก็จะเต็ม ๙๓ ปี

          ในช่วงหลายปีหลังอามัยหลงๆ ลืมๆ ประสาคนแก่   แต่เมื่อน้องชายผมคนที่ชื่อวิเชียรไปเยี่ยมและซักเรื่องเก่าๆ สมัยท่านยังเด็กๆ ท่านจะจำได้แม่นยำ และคุยสนุก   อามัยไม่รู้ว่าพี่ชายและน้องชาย (อาอำนวย) ตายไปก่อนแล้ว จนท่านเสียชีวิต   เพราะลูกหลานหลีกเลี่ยงไม่บอกความจริง เกรงท่านจะเสียใจ

          น้องชาย (นพ. วิชัย) คอยโทรศัพท์มากำชับ ว่าน้องๆ ที่เป็นลูกอามัยต้องการให้ผมเป็นประธานในพิธี   ผมสังเกตว่าน่าจะเป็นเพราะลูกเขยคนหนึ่งของอามัยเป็นอดีตอธิการบดี   เป็นผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาของจังหวัดราชบุรี   จึงต้องการให้คนมีตำแหน่งในแวดวงการศึกษาเป็นประธาน

          เป็นครั้งแรกที่ผมทำหน้าที่จุดไฟหลวงในงานพระราชทานเพลิงศพ   และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นงานพระราชทานเพลิงศพมีการให้ลูกมาอ่านประวัติของผู้วายชนม์   ซึ่งก็ดีเพราะทำให้ผมได้ทราบเรื่องราวเก่าๆ   มีตอนหนึ่งบอกว่าท่านเรียนจบเพียง ป. ๓ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้น   และไม่ได้เรียนต่อเพราะเป็นผู้หญิง   แต่ท่านก็เรียนเอาเอง จนช่วยเตรียมสอบให้สามี (นายจุล พยัคฆพันธ์) ในการสอบเลื่อนตำแหน่งสรรพสามิตได้  ผู้อ่านประวัติคือน้องระนอง ผู้ที่เวลานี้เป็นลูกชายคนโต เพราะพี่ชาย ๒ คนเสียชีวิตไปก่อนแล้ว   ระนองเรียนหนังสือเก่ง สอบชิงทุน Monbusho ไปเรียนปริญญาตรีวิศวะ ที่ญี่ปุ่น  และเวลานี้ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นที่แคลิฟอร์เนีย 

          ลูกคนโตของอามัย ๒ คนสนิทกับผมมาก ถือเป็นครูก็ว่าได้ คือพี่วิชากับพี่วิรัช   เพราะเมื่อผมมาเรียนหนังสือชั้น ม. ๖ ที่กรุงเทพ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐  ได้มาพักอาศัยอยู่ที่ร้านแพทยาศรม ถนนพระราม ๑  เยื้องสนามกีฬาแห่งชาติ   ซึ่งพี่วิชา และพี่วิรัช มาอยู่ก่อนแล้ว   พี่วิชาเรียนวิศวะจุฬา   พี่วิรัชอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปี ๑  สองท่านนี้พาผมไปซื้อรองเท้าหนังคู่แรกของผม   แล้ววันรุ่งขึ้นพี่วิชาพาไปเที่ยวจุฬา พาเดินจนผมโดนรองเท้ากัดส้นเท้าพองทั้งสองข้าง   จำได้ไม่ลืม   การมีรุ่นพี่เรียนก่อนผมหลายคนทำให้ผมมีโอกาสหยิบสมุดจดเรียนและหนังสือเรียนมาอ่านๆ กระตุ้นแรงบันดาลใจในการเรียนให้ตัวเองได้อย่างชะงัดมาก

          ขอกลับมาเรื่องธรรมะในงานศพ  ของชำร่วยแจกในงานนี้แปลกจากงานอื่นๆ   และยังเป็นข้อเขียนธรรมะของท่านพุทธทาสที่ต้นฉบับอาจจะยังไม่มีอยู่ที่สวนโมกข์   คือข้อเขียนเป็นลายมือของท่านพุทธทาส ชื่อ อนุสสรณียานุโมทนา เขียนเมื่อวันที่ ๑๘ มิ.ย. ๓๒ สำหรับงานฌาปนกิจศพนางกิมซ้อย เหมะกุล (น้องสาวแท้ๆ ของท่านพุทธทาส) เมื่อวันที่ ๒๕ มิ.ย. ๒๕๓๒   มีข้อความดังต่อไปนี้

 

อนุสสรณียานุโมทนา
          การตาย เป็นหน้าที่ ของสังขาร อย่างไม่มีทางเปลี่ยนแปลง แก้ไข   นอกจากการต้อนรับกันให้ถูกวิธี  มีคติอุทาหรณ์ ที่ดี.

          การมีชีวิตอยู่ อย่างมีประโยชน์แก่ทุกฝ่าย เป็นหน้าที่ของผู้ที่ยังไม่ตาย และรู้หน้าที่ของตน,  การทำหน้าที่ให้ถูกต้อง นั้นคือการประพฤติธรรม.
          ขออนุโมทนา แก่บุตรหลาน มิตรสหาย ที่ทำหน้าที่ อย่างสมบูรณ์ แก่กันและกันในโอกาสเช่นนี้  ซึ่งก็เป็นการประพฤติธรรมเหมือนกัน.
          ขออนุโมทนา แก่การจัดงานศพ อย่างเหมาะสมแก่การเป็นพุทธบริษัท   ไม่มีการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ,  มีแต่เป็นการบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา   และอุทิศส่วนกุศลนั้นๆ ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว.
          ขออนุโมทนาแก่ทุกคน  ทั้งที่มีชีวิตอยู่ และล่วงลับไป   ที่ได้ตั้งตนไว้ชอบแล้ว โดยทุกประการ   ร่ำรวยกันด้วยบุญกุศล  ทั้งผู้ที่ยังอยู่ และล่วงลับไปแล้ว เทอญ.

 

 

พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ.
โมกข.  ๑๘ มิ.ย. ๓๒

 

 
วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๓

อ. วัลภา พวงสุวรรณ ลูกสาวคนเดียวอ่านคำแสดงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

 

 นายระนอง พยัคฆพันธ์ อ่านประวัติ

 

ส่วนหนึ่งของน้องๆ ผมที่ไปร่วมงาน จากซ้าย นพ. วิโรจน์ พานิช นพ. วิชัย พานิช อีก ๒ คนเป็นลูกเขยและลูกชายของ นพ. วิชัย

 

ข้อเขียนลายมือท่านพุทธทาส