3. การเสนอขายและการสนองรับ
ในการซื้อขายนั้น จะต้องมีถ้อยคำที่คู่ตกลงซื้อขายพูดออกมาด้วยความสมัครใจว่าต้องการทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกัน โดยครอบคลุมถึง คำเสนอขาย (إِيْجَابٌ) จากฝ่ายผู้ขาย เช่นกล่าวว่า : “ฉันขายเสื้อตัวนี้ให้กับท่านด้วยราคาสองร้อยบาท” และคำสนองรับ (قَبُوْلٌ) จากฝ่าย ผู้ซื้อ เช่นกล่าวว่า “ฉันรับซื้อมันหรือฉันซื้อมันด้วยราคาดังกล่าว” เป็นต้น
3.1 ถ้อยคำที่ใช้ตกลงซื้อขาย มี 2 ประเภท คือ
(ก) คำที่ชัดเจน (صَرِيْحَةٌ) คือคำที่มีความหมายชัดเจนว่าเป็นการซื้อขาย เช่น ผู้ขายกล่าวว่า “ฉันขายสิ่งนี้ให้ท่าน” หรือ “ฉันให้ท่านครอบครองสิ่งนี้” แล้วผู้ซื้อก็สนองรับว่า “ฉันซื้อหรือฉันเข้าครอบครองสิ่งนี้” เป็นต้น
(ข) คำที่คลุมเครือ (كِنَايَةٌ) คือคำที่อาจตีความได้ว่าเป็นการซื้อขายหรืออาจตีความเป็นอื่นได้ เช่น ผู้ขายกล่าวว่า “ฉันให้สิ่งนี้แก่ท่านด้วยราคาสองร้อยบาท หรือ ท่านจะรับสิ่งนี้ไปด้วยราคาสองร้อยบาท” แล้วผู้ซื้อก็สนองรับว่า “ฉันเอาสิ่งนี้หรือฉันรับมันไว้”
การใช้ถ้อยคำที่ชัดเจน (صَرِيْحَةٌ) ในการทำข้อตกลงซื้อขายเมื่อครบเงื่อนไข ก็ถือว่าเป็นข้อตกลงซื้อขายทันที เพียงแต่มีการกล่าวถ้อยคำเสนอขายและสนองรับ โดยไม่ต้องมีการตั้งเจตนา (اَلنِّيَةُ) แต่อย่างใด ส่วนการใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือ (كِنَايَةٌ) จะยังไม่ถือเป็นข้อตกลงซื้อขาย นอกจากต้องตั้งเจตนา (اَلنِّيَةُ) ว่าเป็นการซื้อขายไปพร้อมๆ กัน หรือมีกรณีแวดล้อมบ่งชี้ว่ามีเจตนาซื้อขาย
3.2 เกี่ยวกับเงื่อนไขว่าด้วยถ้อยคำที่ใช้ตกลงซื้อขายและการที่ถ้อยคำที่ใช้ตกลงซื้อขายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการซื้อขาย จึงเกิดคำถามว่า การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ ซึ่งเรียกในภาษาอาหรับว่า อัล-มุอาฏอฮฺ (اَلْمُعَاطَاةُ) นั้นใช้ได้หรือไม่ เพราะการซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ ผู้ขายจะมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อก็มอบราคาให้แก่ผู้ขาย โดยไม่มีถ้อยคำตกลงซื้อขายจากทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายหนึ่งกล่าวถ้อยคำแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่กล่าว
ตามแนวทางที่รู้กันอย่างแพร่หลาย ( ) ในมัซฮับอัช-ชาฟีอียฺคือ : ผู้ซื้อขาย ทั้งสองฝ่ายจะต้องกล่าวถ้อยคำเสนอขายและคำสนองรับ ดังนั้นการซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ จึงถือว่าใช้ไม่ได้ตามแนวทางดังกล่าว แต่นักวิชาการบางท่านในมัซฮับอัช-ชาฟีอียฺ ถือว่าการซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ มีผลใช้ได้กับสินค้าที่มีราคาเล็กน้อย เช่น ขนมปังหนึ่งปอนด์ หรือสบู่หนึ่งก้อน เป็นต้น ถ้าหากเป็นสินค้าที่มีราคาแพง เช่น ที่ดินหรือทองคำ เป็นต้น การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ท่านอัน-นะวะวียฺ นักวิชาการสังกัดมัซฮับ อัช-ชาฟีอียฺคนสำคัญมีความเห็นว่า การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ถือว่าใช้ได้ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ไม่ว่าสินค้านั้นจะมีราคาน้อยหรือมากก็ตาม เมื่อมีประเพณีนิยมกระทำกันเช่นนั้น ความเห็นของอัน-นะวะวียฺ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนได้รับความสะดวก เฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้เป็นที่นิยมแพร่หลายจนแทบจะไม่พบว่าผู้ซื้อผู้ขายกล่าวถ้อยคำตกลงซื้อขายระหว่างกัน
3.3 การเสนอขายหรือการสนองรับ จะต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) คำเสนอขาย (إِيْجَابٌ) และคำสนองรับ (قَبُوْلٌ) จะต้องไม่ทิ้งช่วงห่างกันนานตามประเพณีนิยม และจะต้องไม่พูดเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อขายคั้นระหว่างคำเสนอและคำสนอง แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ตาม
(2) คำสนองรับ จะต้องสอดคล้องกับคำเสนอขายในทุกด้าน
(3) จะต้องไม่นำไปผูกพันกับเงื่อนไขใดๆ หรือตั้งกำหนดเวลา โดยคำที่ใช้ตกลงซื้อขายนั้นจะต้องบ่งบอกว่าเป็นการซื้อขายที่บรรลุผลในทันทีและเป็นการให้เข้าครอบครองตลอดไปในตัวสินค้าที่ตกลงซื้อขายกัน ส่วนการตั้งเงื่อนไขและตั้งกำหนดเวลาในราคาสินค้าว่าจะชำระราคาตอนต้นเดือนหรืออีกสองเดือน เป็นต้น กรณีเช่นนี้ถือว่ากระทำได้ เพราะราคาเป็นหนี้สินที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ซื้อ ส่วนกรณีถ้าหากการซื้อขายนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนกัน คือแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า เช่น แลกเปลี่ยนรถยนต์กับรถยนต์ เป็นต้น ก็ตั้งเงื่อนไขผูกพันไม่ได้ในกรณีนี้
3.4 การเสนอขายและการสนองรับด้วยลายลักษณ์อักษร ถือเป็นสิ่งอนุมัติให้กระทำได้ ดังเช่นในกรณีที่ผู้ขายกับผู้ซื้ออยู่ไกลกันไม่สามารถพูดกันได้โดยตรง
ประเภทการซื้อขาย
การซื้อขายแบ่งประเภทได้ดังนี้
(1) การซื้อขายด้วยระบบเงินสด คือ การซื้อขายที่มีการชำระเงิน และรับสินค้าไปทันที การซื้อขายประเภทนี้เป็นที่อนุมัติในอิสลาม
(2) การซื้อขายด้วยการวางมัดจำและระบบเงินเชื่อ คือ การซื้อขายที่วางเงินล่วงหน้าแล้วรับสินค้าภายหลัง หรือรับสินค้าก่อนแล้วจ่ายเงินภายหลัง ทั้งสองกรณีจำต้องระบุราคา ชนิด และปริมาณของสินค้าอย่างชัดเจน การซื้อขายประเภทนี้เป็นที่อนุมัติในอิสลาม ดังปรากฏหลักฐานจากอัล-หะดีษว่า :
“ถ้าหากผู้ใดซื้อขายสิ่งของโดยวางเงินก่อน ก็จงขายในจำนวนที่แน่นอน ปริมาณที่แน่นอน และภายในกำหนดที่แน่นอน”
(รายงานโดย อัล-บุคอรียฺและมุสลิม)
ในการซื้อขายด้วยระบบเงินเชื่อ มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ต้องชี้แจงลักษณะของสินค้าอย่างชัดเจน หรือมีตัวอย่างสินค้าให้ดู
(2) ต้องกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน
(3) ต้องกำหนดราคา ชนิด ขนาด จำนวน ปริมาณ น้ำหนัก และคุณภาพของสินค้าที่แน่นอน
(4) ต้องมีการจดบันทึกการซื้อขายหรือทำสัญญากันระหว่างสองฝ่าย
(5) ต้องมีพยานรู้เห็น 2 คนที่เป็นชาย หรือ ชายหนึ่งคนและหญิงสองคน
การซื้อขายที่ศาสนาอนุมัติ
การซื้อขายที่มีบางสิ่งบางอย่างแตกต่างไปจากรูปแบบการซื้อขายทั่วไป แต่เป็นการซื้อขายที่ศาสนาอนุมัติ ได้แก่
(1) การซื้อขายแบบอัต-เตาลียะฮฺ (اَلتَّوْلِيَةُ) คือการขายสิ่งที่ซื้อมาและครอบครองไว้แล้ว ด้วยราคาเท่ากับที่ซื้อมานั้น โดยไม่ได้ระบุราคาดังกล่าว
(2) การซื้อขายแบบอัล-อิชรอก(اَلإِشْرَاكُ) เหมือนกับรูปแบบที่ (1) แต่เป็นการขายสินค้าเพียงบางส่วนมิใช่ทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ขายจะต้องอธิบายคำว่า “บางส่วน” ที่ให้ผู้ซื้อเข้ามามีส่วนร่วมให้ชัดเจน เช่น ผู้ขายกล่าวแก่ผู้ซื้อว่า : “ฉันให้ท่านมีส่วนร่วมในข้อตกลงนี้ครึ่งหนึ่ง ด้วยราคาครึ่งหนึ่งของมัน” เป็นต้น
(3) การซื้อขายแบบอัล-มุรอบะหะฮฺ (اَلْمُرَابَحَةُ) คือการขายสิ่งที่ตนซื้อและรับมาแล้วด้วยราคาเท่ากับที่ซื้อมาพร้อมบวกกำไรที่กำหนดขึ้นแน่นอน และเป็นที่รู้กันทั้งสองฝ่าย เช่น ผู้ขายกล่าวว่า : ฉันขายบ้านหลังนี้ให้แก่ท่านด้วยราคาที่ฉันซื้อมาและบวกกำไรอีกสิบเปอร์เซ็นต์” เป็นต้น โดยกำไร ที่บวกเข้าไปนั้นจะเป็นชนิดเดียวกันกับราคาหรือไม่ก็ตาม
(4) การซื้อขายแบบอัล-มุหาเฏาะเฏาะฮฺ (اَلْمُحَاطَطَةُ) คือการขายสิ่งที่ตนซื้อและรับมาแล้วด้วยราคาเท่ากับที่ซื้อมา พร้อมลดราคาลง หรือยอมขาดทุนเป็นจำนวนที่ระบุแน่นอน เช่น ลดให้สิบเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น เรียกการซื้อขายในรูปแบบนี้อีกชื่อหนึ่งว่า อัล-วะฎีอะฮฺ (اَلْوَضِيْعَةُ)