จดหมายถึงลูก "ภัคร" ฉบับที่ 2











จดหมายถึงลูก "ภัคร" ฉบับที่ 2
วันพุธที่ 26 มกราคม 2554 แม่ได้เข้ากรุงเทพฯ โดยวันที่ 27 มกราคม 2554 แม่ต้องเข้าประชุมเพื่อนำผลงานวิชาการของข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยเข้าประชุมให้คณะกรรมการพิจารณาผลงานทางวิชาการ โดยขอตำแหน่งทางวิชาการ ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ แม่ออกเดินทางไปรถยนต์ของมหาวิทยาลัยซึ่งมารับแม่ถึงที่บ้าน...รถมารับประมาณ เกือบ 9.00 น. แม่เดินทางไปกับน้าฉัน น้าริน...ตอนกลางวันพวกเราสี่คนทั้งคนขับรถยนต์ คือ น้าประสิทธิชัย แวะกันรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ ใกล้ ๆ กับร้านน้องเปิ้ลเพราะแม่ไม่ชอบรับประทานข้าว...
เมื่อรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางไปที่สำนักพระราชวัง เพื่อรับรูปของท่านรองศาสตราจารย์สุรชัย ขวัญเมือง ซึ่งท่านได้รับสายสะพายสายที่ 3 โดยให้พวกแม่และน้าฉัน น้าริน ไปรับรูปแทน...แต่เพราะแม่ถามน้าฉัน น้าริน แล้วว่าใส่ชุดอะไรไป เพราะการไปรับของในที่ทำงานคือสำนักพระราชวัง อย่างน้อยต้องแต่งกายที่เรียบร้อย เป็นผู้หญิง ก็ต้องสวมกระโปรง แต่!...แม่คิดว่า แม่คงไม่ใส่กระโปรงหรอกเพราะยังไม่ได้เข้าร่วมประชุม และแม่ก็คงไม่เข้าไปรับรูปหรอก จะให้น้าฉัน + น้าริน ขึ้นไปรับกันเอง แม่ก็เลยใส่กางเกงยีนส์ไป เพราะเวลานั่งรถยนต์จะสะดวกกว่า...พอไปถึงสำนักพระราชวัง แม่ก็คอยอยู่ในรถกับคนขับรถยนต์เพราะรู้ตัวเองว่าไม่สมควรขึ้นไป ถ้าแต่งกายแบบนี้ เนื่องจากไม่สุภาพ...เลยปล่อยให้น้าฉัน + น้าริน ขึ้นไปรับรูปแทน...
น้าฉัน + น้าริน ขึ้นไปสัก 15 นาที ก็ลงมา พร้อมกับบอกแม่ว่า "พี่บุษ หนูโดนเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็น ม.ร.ว. ว่าหนูว่า แต่งกายไม่เรียบร้อย (น้องฉันได้นุ่งกางเกงขาวยาว + เสื้อยืดสีเหลือง)" แล้วน้องริน ก็บอกว่า "หนูก็โดนว่าเหมือนกันว่า "แต่งกายไม่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะไม่ให้รูปหนู แต่เขาบอกว่า ครั้งนี้ให้นะ แต่ครั้งหน้าควรแต่งกายให้เรียบร้อย ถ้ามาอีกแล้วแต่งแบบนี้ จะไม่ให้นะ"...เพราะทั้งคู่แต่งกางเกงขายาวสีดำเข้าไป...แม่ก็ได้แต่ยิ้มพร้อมกับหัวเราะกัน...ก็บอกพวกเขาว่า คราวหน้าก็จำไว้...ยังทำให้เห็นว่าแม้แต่กางเกงขายาว ก็ไม่ควรแต่งเข้าไป ถ้าเป็นผู้หญิง ควรสวมกระโปรงให้เรียบร้อย...แต่สาเหตุที่พวกเราไม่ได้กระโปรงกัน เพราะเราคิดว่านั่งรถยนต์จะสะดวกมากกว่า...และนี่ก็คือ..."บทเรียน + กติกา + มารยาทในสังคม ที่ทุกคนควรทราบและรับรู้ร่วมกัน"...
แม่ไปถึงโรงแรมของ มรภ.สวนดุสิต ประมาณ เกือบ 14.30 น. ได้เข้าพักที่นั่น...แม่โทรหาหนู "ภัคร" หนูก็บอกแม่ว่า จะกลับมาถึง หอพักประมาณเกือบ 18.00 น. เพราะช่วงเลิกงานรถจะติดมาก...แม่ก็เลยนอนรอหนูอยู่ที่ห้องพัก...พอใกล้เวลานัด หนูก็โทรศัพท์มาหาแม่ บอกแม่ว่า ให้แม่ลงมาที่ล็อบบี้ด้านล่างของโรงแรม...หนูได้นำกล่องหนังสือที่ทางกรมศิลปากรให้หนูมาศึกษาประมาณ 60 เล่ม เนื่องจากพวกพี่ ๆ รู้ว่าหนูชอบอ่านและศึกษาเรื่องวรรณคดี ฯลฯ ต่าง ๆ ...และนิสัยของหนูก็คือชอบอ่านหนังสือเหมือนแม่ ยิ่งเป็นหนังสือวิชาการทำให้เราทราบ เรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้...กล่องที่หนูนำมาใหญ่มาก...แม่จึงถามหนูว่า "เอามาได้อย่างไร" หนูก็บอกแม่ว่า "จ้างวินมอเตอร์ไซต์มา 10 บาท เองแม่ แบกมาไม่ไหว มันหนัก"...(เนื่องจาก "ภัคร" ต้องนำหนังสือให้แม่มาเก็บไว้ที่บ้านที่พิษณุโลก จะได้ไม่ลำบากในการขนย้ายหอพักใหม่...ก็เลยต้องฝากแม่กับบ้านก่อน ถ้าจะอ่าน ค่อย ๆ เอาไปทีละเล่ม)...แม่ก็เลยบอกว่า ฝากไว้ที่ล็อบบี้ด้านล่างนี้ก่อน แล้วพรุ่งนี้คนขับรถยนต์เขาจะมานำไปขึ้นรถ ฯ เอง...
แล้วเราสองแม่ลูกก็พากันไปรับประทานอาหารเย็นที่หน้าหอพักที่ "ภัคร" ไปเช่าเพื่อฝึกงานที่กรมศิลปากร...มื้อเย็นนั้น เราได้รับประทานส้มตำ + เนื้อย่าง + ลาบหมู + ข้าวเหนียว อิ่มกันไป 1 มื้อ...บางครั้ง...คนเราชีวิตก็มีความสุขกันเพียงแค่นี้ เพียงแค่ว่า เราสองคนแม่ลูก ได้กินอาหารร่วมกัน อยู่ใกล้ชิดกัน เพราะตั้งแต่หนูโตขึ้น เรียนสูงขึ้น ความผูกพันของเราแม้จะเหมือนเดิม...แต่ความใกล้ชิดกัน เราก็จะนาน ๆ ครั้ง...ซึ่งครอบครัวของเราจะใช้การติดต่อกันทางโทรศัพท์เสียส่วนใหญ่ ถ้าเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน...แม้แต่ความฝัน ความหวังของแม่ ต้องการให้หนูอยู่ใกล้ชิดกับแม่ทุก ๆ วัน พร้อมหน้า พ่อ - แม่ - ลูก (พี่ - น้อง)...แต่มันก็เป็นไปไม่ได้...แต่สำหรับเย็นวันนี้ เราได้กินข้าวเย็นด้วยกัน ก็ถือว่า...เกิดความสุขอย่างมากแล้ว ที่เราได้กินข้าวพร้อมหน้า พร้อมตากันสองแม่ลูก แม้ว่าจะขาด "พ่อเร + น้องเพรียง" ที่ไม่ได้ไปร่วมวงด้วยก็ตาม...
เมื่อกินเสร็จแล้ว แม่กับหนูก็ขึ้นไปบนหอพักที่หนูเช่าอยู่...พอเห็นเท่านั้นเอง...แม่ก็คิดในใจว่า "อื้อฮือ 4,700 บาท ที่เช่าอยู่นี่ มีแอร์ก็จริง แต่ห้องนั้นแคบมาก ๆ" เรียกว่า "แค่ซุกหัวนอนเท่านั้นจริง ๆ"...ได้แต่คิด แล้วก็สงสารลูกที่มาอยู่แบบนี้...แต่ "ภัคร" ก็บอกว่า "ต้องอดทนแม่ ไม่เป็นไรหรอก เรามาหาความรู้นะ ไม่ได้มาหาความสุข เดี๋ยวก็ฝึกงานเสร็จแล้ว"...เท่านั้นเอง ก็สลัดความคิดที่แม่คิดไปเรื่อยเปื่อยออกไปจากหัวคิดได้บ้าง...เสร็จแล้ว เราสองคน แม่ - ลูก ก็เดินลงมาจากหอพัก กลับไปยังโรงแรม มรภ.สวนดุสิตที่แม่พักอยู่...แม่ก็เลยชวนหนูไปนอนกับแม่ เพราะแม่พักคนเดียว น้าฉัน + น้าริน นอนด้วยกัน...ครั้งแรกหนูจะไม่ไปนอนกับแม่ แต่ไม่รู้คิดอย่างไร แล้วก็ตอบแม่ว่า "ได้ครับ"...ตกลงว่า คืนนั้น เราสองคน แม่ - ลูก ได้นอนคุยกัน คุยกันได้ไม่เท่าไร ความที่แม่เหนื่อยกับการนั่งรถยนต์ แม่ก็เผลอหลับไป...ส่วนหนูก็ยังดูหนังฝรั่งต่อ (ภัครจะชอบดูหนังฝรั่งที่พูดภาษาอังกฤษ หนูบอกแม่ว่าชอบดูเพราะทำให้เราทราบว่าเขาพูดภาษาอังกฤษ ทำให้เราทราบความหมายของพวกเขาและทราบถึงการติดต่อสื่อสารของภาษาต่างประเทศ)... มารู้สึกตัวอีกที ก็หนูปิดโทรทัศน์ แล้วก็หลับไปแล้ว...
ตอนเช้า แม่ตื่นประมาณ 6 โมงเช้า ปลุกให้หนูตื่นขึ้นได้แล้ว...แม่ถามหนูว่าจะไปที่ฝึกงานกี่โมง หนูก็งัวเงียตอบว่า ใกล้ 7 โมง สักประมาณเกือบ 7 โมงเช้า หนูก็ตื่นขึ้น...เข้าห้องน้ำเสร็จ ก็มาขอกอดแม่อีกครั้ง บอกแม่ว่า "ภัครจะไปแล้วนะแม่"...แม่ก็ตอบรับ..."อืม...ดูแลตัวเองด้วยนะ"...ก่อนไปหนูยังบอกแม่อีกว่า "วันเสาร์-อาทิตย์ นี้ "ภัคร"...ต้องไปสอบเรียนต่อป.โท ของ ม.ศิลปากร ที่นครปฐม" แม่ก็เลยให้เงินหนูไว้อีก เพราะเพื่อไปพักกับเพื่อนที่พักใกล้ ๆ กับ ม.ศิลปากร...
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของความผูกพันที่ แม่มีต่อลูก เพราะความห่วงใย เป็นห่วง รัก ต้องการอยู่ใกล้ชิดกัน เพราะครอบครัวเรารักกัน "ครอบครัว"...เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นฐานล่างให้กับสังคม สังคมจะเข้มแข็งได้ ก็เพราะมีครอบครัวและหลาย ๆ ครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น จึงทำให้สังคมเป็นสังคมที่น่าอยู่ อบอุ่น และแข็งแรง...
อ่านจดหมายถึงลูกทุกฉบับ ได้จากที่นี่...
"จดหมายถึงลูก"











สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นความรักความผูกพันในครอบครัวที่น่าประทับใจค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
สวัสดีค่ะ...คุณถาวร...
สวัสดีค่ะคุณบุษ
สุขสันต์วันครอบครัวค่ะ
สวัสดีค่ะ...คุณยาย...
...
สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณบุษ
สวัสดีค่ะ...คุณยาย...
...
พี่ใหญ่มาส่งความสุขในช่วง เทศกาลตรุษจีน..ขอให้สมปรารถนาทุกประการค่ะ..
...ประทับใจความรักของแม่ที่มีต่อลูก.."ตัวไกล..ใจชิดใกล้..จิตผูกพัน..ไม่เคยจืดจาง"
สวัสดีค่ะ...พี่นงนาท...
...