ใต้ฟ้าเมืองไทย

 

 

 

ในบันทึกก่อน ได้เกริ่นนำไว้ว่า บันทึกนี้จะพูดถึง "มะเขือขื่น"  มะเขือป่าที่พบเห็นกันตามหัวไร่ปลายนา หรือริมทางข้างถนนทั่วไปนี้  แม้ว่า มะเขือขื่นจะไม่มีอะไรน่าสนใจ  ไม่มีใครปลูกเป็นพืชสวนครัว หรือ ปลูกขายสร้างรายได้เหมือนมะเขืออื่น ๆ แต่ มะเขือขื่น ก็มีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า มะเขือบ้านอื่น ๆ ทั่วไปทีเดียว

 

 

     มะเขือขื่น เป็นมะเขือป่า ที่ขึ้นได้ในธรรมชาติ ในทุกภาคของไทย และแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านก็มีมะเขือเขื่น  ในเมืองไทยแต่ละภาคแต่ละท้องถิ่นจะเรียกชื่อมะเขือขื่นต่างกันไป  คือ  มะเขือขื่น (ภาคกลาง) มะเขือแจ้ (ภาคเหนือ) มะเขือคางกบ (เชียงใหม่) เขือหิน (ภาคใต้) เป็นต้น

    ด้วยรสชาติอัน "ขมขื่น" อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมะเขือขื่น จึงทำให้หลาย ๆ คนไม่ชอบกิน  แต่ด้วยภูมิปัญญาไทย สามารถสรรหาเครื่องปรุง และสูตรอาหารเด็ด ๆ ที่ทำให้ความขื่นของมะเขือขื่นกลายเป็นกลมกล่อมเอร็ดอร่อยไปได้

 

    

 

ชาวบ้านมักนำมะเขือขื่นไปทำเป็นผัก ซึ่งจะใช้ผลที่แก่จัด (แต่ยังไม่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ) มาเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก เช่น น้ำพริกกะปิ  น้ำพริกมะขามเปียก  น้ำพริกโกกเกก  หรือปลาร้า ฯลฯ บางครั้งใช้เนื้อมะเขือขื่นในการปรุงเครื่องจิ้ม เช่น   เยื่อเคยทรงเครื่องก็ได้ใช้ปรุงรสอาหารบางชนิด เช่น ส้มตำอีสาน  ใช้ยำกับสาหร่าย (เทา) ในภาคอีสาน (เรียกว่าลาบเทา) ใช้ตำกับผลตะโกและมะขามเรียกว่าเมี่ยง (เพชรบูรณ์) มี 3 รส คือขื่น ฝาด และเปรี้ยว ในภาคกลางใช้เป็นผักแกง เช่น แกงส้มมะเขือขื่นกับเห็ดรวก  และแกงป่าต่างๆ เช่น แกงป่าเนื้อ แกงป่านก แกงป่าปลา ฯลฯ  หรือ นำไปผัดกับน้ำปลา น้ำตาล ทำเป็นเครื่องจิ้ม เครื่องเคียงได้

   

  

    

เป็นธรรมดาที่ว่า ไม่มีต้นไม้ หรือพืชชนิดใดในโลก ที่ไม่มีสรรพคุณทางยา  มะเขือขื่นก็มีสรรพคุณในการเป็นสมุนไพร เช่นกัน ผล รสขื่น เป็นยากัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอ แก้ไข้ สันนิบาต  ราก รสขื่นเอียน เป็นยากระทุ้งพิษ ล้างเสมหะในลำคอ ทำให้น้ำลายน้อยลง แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาตในชนบทภาคกลาง ใช้ใบปรุงยาบางตำรับร่วมกับใบสมุนไพรชนิดอื่นๆ รากใช้ฝนเป็นกระสายยาแก้เด็กเป็นโรคทรางชัก เนื้อมะเขือขื่นสีเขียวคั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาไก่ แก้พยาธิในตา ฯลฯ
  

 

  ในตลาดสดจะมีมะเขือขื่นขายปะปนกับผักต่าง ๆ ซึ่งราคาพอซื้อหาได้ แต่ในหน้าแล้ง มะเขือขืนอาจจะยืนต้นตาย เพราะขาดน้ำ  ราคาของมะเขือขื่นอาจสูงถึงกิโลกรัมละ 30 -40 บาท ทีเดียว 

   หน้าแล้ง นอกจากมะเขือขื่นจะขาดน้ำแล้ว  ยังมีศัตรูตัวฉกาจของมะเขือ อีกอย่างก็คือ ตัวเพลี้ย โดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง ที่ดูดกินน้ำเลี้ยงของมะเขือจนตายทั้งต้น  จึงทำให้มะเขือขื่นหายากในหน้าแล้ง

  ในภาพที่นำมาลงไว้ในบ้นทึกนี้ เป็นมะเขือขื่นที่ขึ้นอยู่ข้างครัว มีหลายต้น แต่ตายไปหมด เหลือต้นนี้ รดน้ำเอาไว้ จึงออกผลดกมาก  เก็บขายไปหลายบาทแล้ว เพราะหน้านี้ไม่ค่อยมีมะเขือขื่นในธรรมชาติให้ได้เก็บมากนัก

 น่าจะลองเอาเมล็ดมะเขือขื่นเพาะในถุงแล้วเอาไปปลูกดูนะ  เลียนแบบธรรมชาติ อาจจะได้ผล ..... ต้องลอง ......  ต้องลอง

 

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

http://www.doctor.or.th/node/2555