ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเรียนต่อด้าน MBA : “11 Cs to Consider in MBA Course”

กรธัช
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

การศึกษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้นนับเป็นคำกล่าวที่เป็นจริงครับ เห็นได้จากทุกวันนี้คนทุกอายุทุกระดับชั้น ยังต้องคอยศึกษาเรียนรู้หาความรู้ใส่ตัวกันตลอดเวลา ก็มีทั้งเรียนรู้จากคนรอบข้าง เรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจะเข้าไปเป็นนักเรียนเรียนรู้จากห้องเรียนอีกคนละรอบสองรอบทั้งในหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร สูงขึ้นไปจนถึงปริญญาโทและปริญญาเอก ใครอยากรู้เรื่องไหนเพิ่มเติมก็เลือกศึกษาเรียนรู้ตามเรื่องที่ตนเองสนใจ

เนื่องจากตัวผมเองทำงานที่เกี่ยวข้องทางด้านธุรกิจ ที่ผ่านมารู้สึกว่าหลักสูตรที่ผู้ที่ทำงานภาคเอกชนนิยมเรียนต่อกันในระดับที่สูงขึ้นหลังการทำงานคือหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการบริการธุรกิจโดยตรงไม่ว่าจะเป็น การจัดการ การตลาด การบัญชี การเงิน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น ส่วนใครจะเลือกเรียนหลักสูตรที่เน้นไปทางด้านไหนนั้นก้ขึ้นอยู่กับสายงานที่ทำว่าที่จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านไหนเป็นพิเศษ คำถามที่ผมมักได้ยินได้ฟังจากคนรอบข้างที่อยากเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ มักจะเป็นเรื่องเรียนที่ไหนดี เข้ายากมั๊ย เรียนช่วงไหน มีเกณฑ์การคัดเลือกผู้เรียนยังไงบ้าง ค่าเทอมแพงมั๊ย เรียนยากหรือเปล่า อาจารย์สอนดีมั๊ย เดินทางยังไง สะดวกหรือเปล่า เพื่อนๆที่เรียนเป็นยังไงและคำถามต่างๆอีกจิปาถะ ลองเข้าไปค้นหาการเลือกเรียนต่อทางด้าน MBA ในอินเตอร์เน็ตก็จะพบคำถามคล้ายๆกันโพสต์อยู่ตามเวบบอร์ดต่างๆเต็มไปหมด บางคนก็ถามทุกอย่างเกี่ยวกับว่าจะต้องพิจารณาอะไรบ้างในการเลือกเรียนต่อ บางคนก็ถามเฉพาะบางเรื่องอย่างเรื่องค่าเทอมหรือเวลาเรียน เป็นต้น

ผมเองค่อนข้างสนใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ควรนำเอามาพิจารณาในการเลือก จึงได้ลองสำรวจดูว่าปัจจัยที่ควรพิจารณาในการตัดสินใจว่าจะเรียนหลักสูตรทางด้านบริหารธุรกิจหรือ MBA ที่ไหนดี นั้นมีอะไรบ้าง โดยพบว่าคนที่เลือกเรียนต่อทางด้าน MBA นั้นมักพิจารณาดูปัจจัยในการเลือกเรียน โดยสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 11 ปัจจัย ซึ่งผมขอตั้งให้เป็น “11 Cs to Consider in MBA Course” ซึ่งทั้ง 11 ปัจัยดังกล่าวได้แก่

1. Curriculum หมายถึงตัวหลักสูตรที่ต้องการเรียนนั่นเองครับ ปัจจุบันแทบทุกสถาบันที่สอนระดับอุดมศึกษาพากันเปิดหลักสูตรทางด้านบริหารธุรกิจหรือ MBA เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ละที่ก็พยายามแยกย่อยให้มีแขนงหรือสาขาที่หลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้เรียนในการเลือกเรียนหลักสูตรในแขนงที่ตนเองต้องการมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแขนงเกี่ยวกับการเงิน การตลาด การเป็นผู้ประกอบการ การจัดการนวัตกรรม การจัดการเทคโนโลยี การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการธุรกิจการบิน การจัดการธุรกิจสุขภาพ การจัดการธุรกิจท่องเที่ยว ธรรมาภิบาล ฯ การจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรยังแบ่งตามผู้เรียนคือหลักสูตรที่เรียนในเวลาราชการ (Full Time) เรียนนอกเวลาราชการ (Part Time) เฉพาะเย็นวันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์อีกด้วย จากการสำรวจพบว่าเนื้อหาหลักในการเรียนการสอนของแต่ละหลัดสูตรนั้นแทบจะไม่มีความแตกต่างกัน แต่จะแตกต่างกันที่รายวิชาที่เพิ่มเติมเข้ามาตามแขนงที่หลักสูตรนั้นๆต้องการเน้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาที่ลึกซึ้งมากขึ้นเช่น MBA ด้านการเงิน ก็จะเรียนรายวิชาหลักคล้ายกับ MBA แขนงอื่นๆ แต่จะมีรายวิชาเกี่ยวกับการเงินมากกว่า ส่วนคนที่เรียน MBA ด้านการจัดการธุรกิจการบิน นอกจากรายวิชาหลักที่เรียนเหมือนกับ MBA สาขาอื่นๆแล้วก็จะเพิ่มเติมเนื้อหาที่เน้นไปทางธุรกิจการบินพาณิชย์เป็นต้น ดังนั้นตัวผู้เรียนเองควรพิจารณาดูให้ดีก่อนตัดสินใจว่าสนใจเรียน MBA ที่เน้นแขนงใดเป็นพิเศษ เพื่อจะได้เลือกหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการ ทั้งนี้อาจดูจากลักษณะงานของตนเองว่าเกี่ยวข้องกับอะไร หรือต้องใช้ความรู้ด้านใดเป็นพิเศษเพื่อที่จะสามารถนำเอาสิ่งที่เรียนนั้นมาปรับใช้ในการทำงานของตนได้

2. Course Instructors นอกจากเรื่องของเนื้อหาหลักสูตรแล้ว อาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เรียนควรพิจารณา เพราะเนื้อหาหลักสูตรแม้ดีเพียงใด แต่ถ้าอาจารย์ผู้สอนขาดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่สอนอย่างแท้จริงหรือถ่ายทอดได้ไม่ดีพอ ก็ไม่สามารถทำให้การเรียน MBA ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพได้ครับ ผู้ที่สอนในเนื้อหาใดๆควรเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการสอน การทำงานหรือทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหานั้นๆมาพอสมควร เช่นหากสอนเกี่ยวกับการสื่อสารการตลาด ก็ควรผ่านการทำงานด้านการตลาดไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรธุรกิจหรือการทำวิจัยด้านการสื่อสารการตลาดมา ทั้งนี้ผู้ที่กำลังตัดสินใจเรียนสามารถพิจารณาจากตัวของอาจารย์ผู้สอนในแต่ละหลักสูตรได้จากคุณวุฒิอีกทาง เช่น อาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรจบปริญญาเอกในด้านที่เกี่ยวข้องจากสถาบันที่น่าเชื่อถือหรือมีชื่อเสียง หรืออาจารย์ผู้สอนมีตำแหน่งวิชาการไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.), รองศาสตราจารย์ (รศ.) และศาตราจารย์ (ศ.) เพราะคุณวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าอาจารย์ผู้สอนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในรายวิชานั้นๆอย่างแท้จริง สิ่งหนึ่งที่ไม่มองข้ามในการพิจารณาอาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรคือควรมีอาจารย์ประจำหลักสูตรที่ทำการสอนเต็มเวลาในหลักสูตรของสถาบันนั้นพอสมควร เพราะบางมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน MBA บางที่พบว่ามีอาจารย์ประจำหลักสูตรเพียงแค่ 4 -5 คนเท่านั้น แต่อาจารย์ที่มาสอนในหลักสูตรส่วนใหญ่กลับเป็นอาจารย์พิเศษที่เชิญจากสถาบันอื่นๆมาสอน ที่ต้องพิจารณาข้อนี้ด้วยเพราะอาจารย์ประจำจะทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้เรียนด้วย แต่อาจารย์ที่ทางสถาบันเชิญมาสอนหรืออาจารย์พิเศษนั้นไม่ได้มาเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เรียนนะครับ ดังนั้นหากจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรน้อยก็อาจมีเวลาหรือการเอาใจใส่ดูแลให้คำปรึกษาผู้เรียนได้ไม่มีประสิทธิภาพพอ ก็อาจส่งผลต่อตัวผู้เรียนด้วยเช่นกัน เช่นอาจจบช้าเพราะขาดการให้คำปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์เป็นต้น

3. Cost ค่าใช้จ่ายเป็นอีกปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้ บางคนอาจพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายเป็นอันดับแรกในการเลือกว่าจะเรียน MBA ที่ใด แต่ละที่ก็มีค่าใช้จ่ายใน MBA แต่ละหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เท่ากันนะครับ นอกจากนี้หลักสูตร MBA ของมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เรียนเต็มเวลากับเรียนนอกเวลา เรียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ก็จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันอีกด้วย ดังนั้นผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกหลักสูตร MBA ควรพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายที่ตนเองคิกว่าพอจะรับไหวในการเรียนตลอกหลักสูตรอยู่ที่ประมาณเท่าไร เพราะปัจจุบันค่าใช้จ่าย MBA ก็อยู่ที่ตั้งแต่ 80,000 ถึงหนึ่งล้านกว่าบาทขึ้นอยู่กับหลักสูตรและสถาบัน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจเพิ่มเติมขึ้นมาอีกซึ่งก็ต้องนำมาพิจาณาร่วมด้วยเช่นกัน ได้แก่ ค่าหนังสือ ค่าเดินทาง ค่าดูงานซึ่งก็มีทั้งแบบที่จัดให้นักศึกษาไปดูงานในประเทศหรือต่างประเทศแล้วแต่หลักสูตร ค่ากิจกรรมนอกสถานที่ ทั้งหมดต้องนำมาพิจารณารวมในค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ เพราะบางทีบางหลักสูตรอาจระบุเฉพาะค่าธรรมเนียมและค่าเทอม แต่ไม่ได้ระบุค่าอะไรต่อมิอะไรต่างๆเหล่านี้ไว้ทำให้ผู้เรียนเห็นว่าค่าเล่าเรียนไม่แพง แต่พอไปเรียนจริงๆแล้วมีค่าโน่นค่านี่เพิ่มเข้ามาจนรับไม่ไหวก็ได้นะครับ นอกจากค่าเรียนแล้วดูหน่อยก็ดีครับว่าหลักสูตรที่จะเรียนมีทุนให้ด้วยหรือเปล่า อาจจะเป็นทุนบางส่วนหรือทุนที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดไปได้เยอะนะครับ

4. Core Facilities สิ่งอำนวยความสะดวกที่หลักสูตรหรือมหาวิทยาลัยมีให้บริการสำหรับนิสิตนักศึกษาก็มีความสำคัญไม่แพ้ปัจจัยอื่นๆเช่นกันครับ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนการสอน ระบบสารสนเทศที่จำเป็น ระบบอินเตอร์เน็ตให้นักศึกษา แหล่งค้นคว้าข้อมูลอย่างห้องสมุดคณะหรือมหาวิทยาลัยนั้นนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียนการสอน เพราะการเรียน MBA นั้นจำเป็นต้องมีการค้นคว้าข้อมูลค่อนข้างมาก ดังนั้นหากหลักสูตรหรือมหาวิทยาลัยมีแหล่งในการค้นคว้าข้อมูลให้ก็จะเป็นการสะดวกต่อตัวผู้เรียนที่ไม่ต้องออกไปหาหยิบยืมจากแหล่งอื่น หรือหากมีการจัดห้องพักสำหรับนักศึกษาให้เข้ามาพักผ่อน หรือใช้เป็นสถานที่ในการช่วยกันทำรายงานก็ดีกว่าไม่มีอะไรคอยอำนวยความสะดวกให้เลย

5. Class size จำนวนผู้เรียนในชั้นเรียนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา เพราะอย่าลืมว่าการเรียนการสอน MBA นั้นควรจะต้องมีการถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาหรือกรณีศึกษาต่างๆ หากจำนวนผู้เรียนในชั้นเรียนมากเกินไปย่อมไม่ดีต่อการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวเพราะไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง ตัวผู้เรียนก็อาจจะได้รับผลจากการเรียนรูปแบบดังกล่าวได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งหากมีผู้เรียนมากเกินไปจะทำให้ภาระการเป็นที่ปรึกษาของอาจารย์ประจำหลักสูตรมากเกินไป จนไม่มีเวลาเพียงพอในการคอยให้คำปรึกษาหรือไม่สามารถดูแลเรื่องการทำวิทยานิพนธ์ได้ครับ

6. Credibility ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของทั้งสถาบัน คณะ คณาจารย์ หลักสูตร และการได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพของบัณฑิตที่จบจากหลักสูตร รวมไปถึงความสำเร็จของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน นับเป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรที่เราจะเลือกเรียนนั้นมีคุณภาพสูงเพียงใด การที่หลักสูตรได้รับการยอมรับจากองค์กรต่างๆว่าผู้ที่เรียนจบจากที่นี่มีความสามารถในการทำงาน ย่อมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้เรียนได้และย่อมเพิ่มโอกาสในการได้รับข้อเสนอที่ดีในเส้นทางอาชีพของผู้เรียนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ความสำเร็จของผู้ที่จบจากหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ที่จบจากหลักสูตรของสถาบันนั้นๆได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า หรือมีจำนวนของศิษย์เก่าจากหลักสูตรของสถาบันนั้นๆก้าวเข้าสู่ระดับบริหารขององค์กรต่างๆมากกว่าก็ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบ่มเพาะผู้เรียนในการก้าวเข้าสู่อาชีพได้ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีนะครับ ดังนั้นเวลาจะเลือกหลักสูตรอย่าลืมดูเรื่อง Credit ของหลักสูตรด้วยนะครับ

7. Connection สิ่งหนึ่งที่คนเรียน MBA ต้องการหลังจากเข้าไปเรียนในหลักสูตรของสถาบันใดๆนั่นคือการมี connection ที่ดีนั่นเองครับ บางคนถึงขนาดขวนขวายให้ได้เรียนหลักสูตรเดียวกันในคลาสที่มีผู้เรียนเป็นนักธุรกิจ หรือทายาทนักธุรกิจ นักการเมืองชื่อดัง เพื่อต้องการเข้าไปสานสัมพันธ์เพื่อต่อยอดธุรกิจหรือความก้าวหน้าของอาชีพการงานของตัวเองด้วยซ้ำ อีกทั้งในปัจจุบัน connection นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นในการทำธุรกิจหรือความก้าวหน้าในอาชีพ เพราะหากตัวผู้เรียนมีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมชั้นที่เก่ง มีความสามารถในการทำธุรกิจหรือสมารถให้คำแนะนำปรึกษาที่ได้ ก็ย่อมส่งผลให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในอนาคตได้เช่นกัน นี่ไม่นับรวม connection แบบเส้นใหญ่เส้นก๋วยจั๋บนะครับ อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าเดี๋ยวนี้ connection มีความสำคัญขึ้นทุกวันๆในการทำงานหรือธุรกิจ ได้connection ดีๆจากเพื่อนๆในหลักสูตรที่เรียน ก็ช่วยให้ไปโลดได้ไม่ยากนะครับ

8. Convenience อีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกเรียน MBA คือความสะดวกสบายของตัวผู้เรียนครับ เพราะถ้าเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่หรือการเดินทางก็ไม่ควรจะลำบากเกินไป บางคนอาจเลือกเรียนหลักสูตรของสถาบันที่ใกล้ๆกับที่ทำงานหรือที่บ้านของตัวเอง จะได้เดินทางสะดวก เพราะหากต้องมาหงุดหงิดเสียเวลากับการเดินทางแล้ว เดี๋ยวเรียนไม่รู้เรื่องกันพอดี ใครขับรถไปเรียนต้องดูด้วยนะครับว่ามีที่จอดรถให้เพียงพอหรือเปล่า เดี๋ยวขับไปเรียนแล้วหาที่จอดไม่ได้หรือที่จอดรถอยู่ไกลจากตึกเรียนต้องเดินไกลทำให้ไม่สะดวกแล้วยังทำให้เหนื่อยด้วยนะครับ ช่วงหลังๆถึงได้มีมหาวิทยาลัยบางแห่งไปเปิดหลักสูตรตามใจกลางเมืองที่ผู้เรียนสามารถเดินทางไปเรียนได้อย่างสะดวกสบายยังไงล่ะครับ ในต่างจังหวัดเองก็มีผู้สนใจอยากเรียนหลักสูตร MBA มากนะครับแต่บางแห่งไม่มีหลักสูตรให้เรียนจะให้เดินทางเข้ามาเรียนที่กรุงเทพก็ลำบากไม่สะดวก ก็เลยมีบางมหาวิทยาลัยเข้าไปตั้งศูนย์หรือวิทยาเขตในพื้นที่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนครับ

9. Case Studies ตัวอย่างหรือกรณีศึกษาที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น มีความสำคัญที่สามารถทำให้ผู้เรียน MBA ได้เข้าใจและมองเห็นภาพจริงได้มากกว่าที่จะเน้นเรียนจากเนื้อหาอย่างเดียวครับ ซึ่งตัวอย่างหรือกรณีศึกษานั้นอาจมาจากผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจต่างๆมาเป็นคนบรรยายให้นักศึกษาเรียนรู้และสามารถถามคำถามกับผู้มีประสบการณ์ได้โดยตรง นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมากในการเรียน MBA เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครนำมาเปิดเผยกันง่ายๆนะครับ นอกจากนี้ตังอย่างของกรณีศึกษาอาจมาจากตัวของผู้เรียนร่วมคลาสเดียวกันที่ต้องการนำเอาปัญหาหรือวิธีการจัดการจากประสบการณ์ตรงของตนเองมาร่วมแบ่งปันเพื่อให้ทุกคนได้ช่วยกันขบคิด อภิปรายหรือช่วยกันหาทางออกหรือวิธีการจัดการแบบอื่นที่บางครั้งอาจนึกไม่ถึงก็ได้ หรืออาจมาจากงานศึกษาวิจัยของอาจารย์ผู้สอนเองที่ได้ทำการศึกษาวิจัยแล้วนำเอามาเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้เรียนในชั้นก็ได้ครับ หลักสูตร MBA ที่ดีควรมีตัวอย่างหรือกรณีศึกษาที่น่าสนใจและหลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษาตัวอย่างได้จากกรณีศึกษาได้อย่างเต็มที่ครับ

10. Community เรื่องของชุมชนการเรียน MBA ของผู้เรียนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะครับ ผู้เรียนบางคนมักสอบถามว่า เพื่อร่วมชั้นส่วนใหญ่เป็นยังไง ไฮโซรึเปล่า หรือแข่งขันกันสูงหรือไม่ ดังนั้นหากใครที่ยังคงหวั่นเกรงว่าจะเจอกับบรรยากาศการเรียนที่แข่งขันกันมากเกินไปหรือไม่ชอบบรรยากาศที่ต้องเรียนรวมกับคนไฮโซ แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งกลุ่มกันมากไปก็อย่าลืมพิจารณาเรื่องนี้ก่อนเลือกด้วยนะครับ

11. Culture วัฒนธรรมของแต่ละสถาบันที่เปิดสอน MBA นั้นแต่ละที่ย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอนครับ บางที่อาจมีความเป็นนานาชาติค่อนข้างสูง บางที่ยังคงมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง ระบบอาวุโส หรือบางมหาวิทยาลัยค่อนข้างจะมีความเป็น traditional มาก ผู้เรียนควรพิจารณาสักนิดว่าวัฒนธรรมของสถาบันสำหรับหลักสูตรที่จะเรียนเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า เพราะหากเป็นคนที่ค่อนข้างชอบวัฒนธรรมแบบตะวันตก มีความเป็นนานาชาติมาก หากไปเจอหลักสูตรที่วัฒนธรรมที่มีการเรียนการสอนอีกอย่างที่ไม่ตรงกับที่ตัวเองต้องการก็อาจไม่มีความสุขในการเรียนได้ครับ

หลักในการพิจารณาสำหับผู้ที่ต้องการเลือกหลักสูตรศึกษาต่อนอกจากจะใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียน MBA แล้ว ผมคิดว่ายังสามารถนำไปปรับใช้สำหรับผู้ที่ต้องการเลือกเรียนต่อในสาขาอื่นๆได้นะครับ

อย่างไรก็ตามการเรียน MBA เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพให้ประสบความสำเร็จนั้นย่อมขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเป็นหลักครับ เพราะฉะนั้นนอกจากปัจจัย 11Cs ข้างต้นที่ควรพิจารณาแล้ว ผู้เรียนเองควรพิจารณาตัวเองด้วยว่าตนเองมีศักยภาพแค่ไหนในการเรียนรู้ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การศึกษา การจัดการความรู้



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

422667

เขียน

26 Jan 2011 @ 17:31
()

แก้ไข

05 Dec 2014 @ 17:20
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
อ่าน: คลิก