เหมารวมด่วนสรุป ยาพิษแห่งการศึกษาใคร่ครวญ

อาทิตย์ที่แล้วได้รับเชิญเข้าไปร่วมสนทนาในการบรรยายเรื่อง Holistic Medicine ก็มีเรื่องราวคาบเกี่ยวระหว่าง "วิทยาศาสตร์" กับอื่นๆที่บางคนก็ว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์ บางคนก็ว่าไม่เกี่ยว ได้แก่ ความเป็นองค์รวม จิตวิญญาณ ความรู้สึก และสังคมศาสตร์ ในการสนทนาอย่างรวดเร็วนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมเองจะ "รู้สึก" อยู่ตลอดเวลา (และมากขึ้นเรื่อยๆในช่วงหลัง) ก็คือ ความถดถอยของความสามารถที่จะช้าลง

มันเหมือนกับเราต้องทำอะไรแบบสมการเชิงเดี่ยวตลอดเวลา ถ้าเอาสารตั้งต้นตัวนี้ มาใส่กับตัวนี้ เดี๋ยวมันจะต้องออกมาตัวนี้ ซึ่งในการเรียนวิทยาศาสตร์เบื้องต้นนี้ เป็นอะไรที่ชัดเจน น่าตื่นตาตื่นใจมากกับความชัดเจน เที่ยงตรง เห็นได้ สัมผัสได้ อธิบายได้ ก็ไม่แปลกอะไรที่ "ชาววิทย์" จะหลงไหลในคุณลักษณะข้อนี้ของอะไรๆที่เกิดจากวิทยาศาสตร์

แต่ใจผมคิดว่า product เหล่านี้ และลักษณะเหล่านี้ เป็นเพียงแค่ "ผลปลาย" เพียงส่วนเดียวของความเป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้ represent sciences จริงๆ และสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นรากเหง้าที่มาของวิทยาศาสตร์คือ "ปรัชญาการค้นหาคำตอบ (หรือตั้งคำถาม) และกลวิธีที่เราจะพยายามไล่หาหาคำอธิบายอย่างซื่อตรง"

ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะ "ฟันธง" ว่าใช่ จะเกิดปรากฏการณ์สิ่งหนึ่งคือความสามารถผลิตซ้ำในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เราจะพยากรณ์ได้ว่าทำอย่างนี้แล้วจะเกิดอะไร ทว่าปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เป็นแบบนี้ (พยากรณ์ไม่ได้ unpredictable ทำซ้ำไม่ได้ unrepeatability) ไม่ได้แปลทันทีว่าปรากฏการณ์นั้นไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หากแต่เกิดจากเรายังไม่ได้เข้าใจ "ปัจจัยทุกอย่าง"​ของปรากฏการณ์ต่างหาก คำว่า "เหตุปัจจัย" นี้มาพ้องกับหลักทางศาสนาพุทธ อย่างเช่น ปฏิจจสมุปบาท และอิทัปปัจจยตา ได้อย่างน่าสนใจ (อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมเอง)

ในการสนทนาแบบเร็วๆ ทั้งสองฝ่ายรับข้อมูลมาปุ๊บ ก็จะหาสมการใส่ (ในสมอง) และหาคำตอบที่จะเด้งออกมาอีกทางหนึ่ง ในข้อมูลบางประเภทที่ปัจจัยมีน้อย คำตอบที่เด้้งออกมาก็จะค่อนข้างชัดเจนและสม่ำเสมอคงที่ ไม่แปรเปลี่ยนมากนัก แต่โชคร้ายที่บางเรื่อง เช่น เรื่องชีวิต และเรื่องนามธรรมทั้งหลาย ความดี ความเลว ความถูกต้อง ความผิด ฯลฯ เมื่อไรก็ตามที่มี "ชีวิต" เข้ามาเกี่ยวพัน เมื่อนั้นโอกาสที่เรายังไม่ได้เข้าถึง มองเห็น และเข้าใจ "เหตุปัจจัยทั้งหมด" จะสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ในการโต้เถียงของนักวิชาการ ผมเปรียบเสมือน wording swordplay คือทั้งสองฝ่ายกำลังร่ายรำกระบวนท่าวาทกรรมต่างๆใส่กัน บางทีไม่ใช่เพื่อ "ค้นหาความจริง" แต่เป็นเพื่อ "ประกาศสัจธรรม" คือของฉันนี่แหละถูกต้อง เธอจงเชื่อฉันเถิด ซึ่งจะว่าไปผมว่าแบบหลังนี่ไม่ค่อยน่าจะนับเป็นการสนทนานักวิชาการเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายแล้ว values ของนักการศึกษาคือการแสวงหาความจริง ไม่ใช่แสวงหาความถูกต้องของตนเอง

ในช่วงชีวิตของ "นักศึกษา" คือผู้ฝักใฝ่เรียน ช่วงที่มีชีวิตชีวาที่สุดน่าจะเป็นตอน "แสวงหา" ไม่ใช่อยู่ที่การปกป้องสถานะความเข้าใจเดิมๆของเราเองตลอดไป และเมื่อไรที่จะมีทางได้ข้อมูลที่อาจจะเป็นเหตุปัจจัยมาเสริมเติมให้ครบ เมื่อนั้นจะเป็นโอกาสทองที่เราจะ construct สมการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป แต่บรรยากาศในห้องเรียนทั่วๆไป แทบจะทุกชั้นปี (จากการสอบถามลูกสาวชั้นมัธยม ประถม อนุบาล) สิ่งที่ครูสอนไม่ใช่การแสวงหา แต่เป็นการ "ประกาศความจริง" ตลอดเวลา ซึ่งความจริงเหล่านี้ใช้เวลาไม่นานเลย ก็จะพบ "ข้อยกเว้น" จำนวนมากในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันที่สื่อสารกัน ไม่ว่าจะแบบ face to face หรือแบบ virtual เต็มไปด้วยการ "เหมารวมด่วนสรุป (stereotyping, generalization และ judgmental)" ไม่บอกเหตุผล บอกแต่ปัจจัยหลวมๆของตนเอง ซึ่งบางครั้งแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อสรุป แต่เมื่อมาถึงบทสรุป ก็เต็มไปด้วยความเห็น อารมณ์ และ (โชคร้ายอย่างยิ่ง) ที่บางทีก็ hatred language ภาษาแห่งความเกลียดชัง

เดี๋ยวนี้ผมแทบจะอ่านหนังสือพิมพ์ online เพื่อฝึกสภาวะจิตตนเอง ดูว่านิ่งไหม ที่ว่านิ่งๆน่ะ อ่านแล้วเป็นเช่นไร หนังสือพิมพ์บางฉบับใช้ภาษาแห่งการโกรธเกลียดทุกวันๆละหลายๆรอบ ติดต่อกันหลายปี ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกเป็นห่วงสุขภาวะของผู้ที่ผลิตงานเหล่านี้มา เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีช่องว่างให้อารมณ์บวกนั้นเติบโตมาได้เลย เมื่อใดที่มีคนแตะต้อท้วงติง ก็จะเกิดการรวมตัวกันต่อต้าน ใช้ภาษากเฬวรากขับไล่จนคนเตือนต้องเบื่อหน่าย ท้อถอย ออกไปจากวงแห่ง one us นี้ไปในที่สุด

ในฐานะที่อยู่ในวงการการศึกษา ปรากฏการณ์เหล่านี้น่าตระหนกและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ทักษะในการช้าลง ในการฟัง ในการมองหาปัจจัยเรื่องราวต่างๆนั้น สำคัญสำหรับงานทุกอย่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านบริการสุขภาพ เพราะสุขภาวะนั้นเป็นคำใหญ่ ลึก ที่ถ้าเรามาทำให้เป็นเฟืองเล็กๆ สมการเชิงเดี่ยว สามารถเหมารวมด่วนตัดสินไปหมดแล้ว ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ใคร่ครวญและไตร่ตรองจะหายสาบสูญไปหมด คนจะตกเป็นทาสอารมณ์ สังคมตกเป็นทาสอารมณ์ ถ้าเราไม่ยอมดูแลใจ ดูแลจิต ดูแลความรู้สึกของเราและคนรอบๆข้างให้ดี