เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง และร่วมเรียนรู้การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (KM) ของทีมงานสาธารณสุข มีคนทำงานในร.พ.แห่งนั้นและคนทำงานในสถานีอนามัยของอำเภอแห่งนั้นมาร่วมด้วย วงสนทนาที่เขาจัดขึ้นมีคนไม่ถึง ๑๐ คน ไปฟังเขากลับมาแล้วก็ปิ๊งขึ้นมาได้ว่า ตัวเราก็วิ่งรอกไปโน่นนี่เพื่อฝึกตัวเองและเรียนรู้เรื่อง KM มาจากหลายเวที สมควรแก่เวลาแล้วนะที่จะหันมาทบทวนตัวเองอีกสักครั้ง จึงเป็นเหตุให้เปิดเรื่องราวที่เคยทำ KM เบาหวานขึ้นมาอ่านทบทวน ก็ได้เห็นภาพความคิดของตัวเองในอดีตกับปัจจุบันชัดขึ้น
ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมดาๆที่บันทึกไว้ในบล็อก G2K เป็นประวัติคนไข้เบาหวานที่พยาบาลเขาประทับใจและนำมาเล่าให้ฟัง ตอนฝึกทำ KM ด้วยกัน
เอามาอ่านใหม่ก็เห็นเหตุที่ทำให้คนเป็นเบาหวานคุมเบาหวานไม่อยู่ ต้องมานอนร.พ. และบางคนบานปลายถึงกับต้องตัดนิ้ว ตัดเท้า ตัดขา ไปโน่นเลย เห็นประโยชน์ก็เลยคัดมาบอกกัน
ถ้าเป็นเบาหวานอยู่แล้วไม่อยากเจอชะตาเดียวกับคนไข้เจ้าของเรื่อง อย่าลืมสังเกตว่าเหมือนคนไข้หรือเปล่า ถ้าคนข้างตัวเป็นอยู่ก็นำไปช่วยปรับวิถีหรือช่วยสังเกต ช่วยเตือนเขา จะเป็นกุศลยิ่งขึ้นด้วยนะคะ
๑. ใจสั่น เวียนหัว ตาลาย แล้วอมน้ำตาลทุกครั้งไป
๒. หิวบ่อย กินเยอะ กินบ่อย
๓. มื้อเย็นกินเยอะ
๔. รักษาด้วยยาฉีด แล้วกินน้อย
๕. ฉีดยาเองที่บ้าน และตาคนดูดยาให้เห็นไม่ชัด
๖. ในหนึ่งวันเคลื่อนไหวร่างกายส่วนล่างน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีแผลที่เท้า
๗. เคลื่อนไหวน้อย ไม่ออกกำลังกาย จึงลดยาไม่ได้
๘. พอรู้ว่าเป็นเบาหวาน ก็ซึม เศร้า แยกตัวอยู่คนเดียว บางคนถึงขั้นอยากตาย
๙. รายได้ไม่พอ ประหยัดยา ไม่ไปรักษาต่อเนื่อง
๑๐. ไม่ใคร่มีเงิน ไม่เคยรักษาร.พ. ไม่รู้ว่าคลินิกกับร.พ.รักษาต่างกันตรงไหน
๑๑. ฟังแล้วคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน คิดว่าเข้าใจตรงกัน ก็เลยไม่ถามยืนยันความเข้าใจ แต่แล้วก็กลายเป็นคนละเรื่อง
๑๒. เข้าใกล้ของร้อน แล้วไม่มีเครื่องป้องกันมือ เท้า ปล่อยให้เนื้อสัมผัสพื้นผิวต่างตรงๆ
๑๓. ไม่รู้ และไม่ถามว่า เครื่องดื่มที่เลือกบริโภคมีน้ำตาลเติมลงไปละลายปนอยู่แค่ไหน
๑๔. ไม่รู้ว่าอาการเพลียและปากแห้ง เป็นประจำ อาจเป็นอาการแสดงของโรคเบาหวาน ก็เลยไม่ได้ไปตรวจ
๑๕. ไม่รู้ว่่าถ้ามีแผลที่เก่าอยู่นั่นแล้วเป็นเดือนๆก็ไม่เคยหาย อาจเป็นอาการแสดงของโรคเบาหวาน ก็เลยไม่ได้ไปตรวจ
๑๖. ไม่รู้ว่าอาการไอที่เป็นบ่อยๆ และนานกว่าสัปดาห์ มาจากการกินยาบางตัวที่หมอให้คุมระดับความดันเลือด เข้าใจว่าเป็นการไอจากเป็นหวัด ทั้งๆที่ไม่มีไข้ ไม่มีน้ำมูก ก็ไปซื้อยามากินแก้ไอเอาเองโน่นเลย
๑๗. กลัวเป็นโรคไต ก็เลยประหยัดยาหรือไม่กิน
การปฏิบัติเพื่อให้คืนมาสู่ความปลอดภัยมากขึ้น ก็ทำง่ายๆแค่ เปลี่ยนพฤติกรรมที่เน้นด้วยสีแดง ให้เป็นตรงข้าม ทำไปได้เลยถึงจะรู้ไม่ลึก ถ้าไม่แน่ใจก่อนทำให้เปลี่ยน “ความกลัว” เป็น “ความกล้าถาม” ถามผู้รู้ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก่อนลงมือเท่านั้นเอง
ลองใช้ และลองทำดูนะคะ
I see from the list (above) -- there are more points than fingers on a hand and they are not easy to remember.
An approach for 'control' of diabetic 'conditions' is
to eat like a monk:
good energy breakfast (carbohydrates), good meaty (proteins) lunch, but little or just vegetables and fruits for dinner; fresh fruits like oranges, pawpaws, apples, and 'carrots' [not really a fruit ;-) but just as nice] for snacks.
to work like a farmer:
good hard work in the morning; light (office, reading, writing, indoors) work in the afternoon; 30 minutes walking, light exercises (warm-up or warm-down, stretch-out) after 7PM (before bath time)
to sleep like a baby:
early to bed; meditate (or follow the breathing in-out) in bed; and early to rise.
I have good result from following this approach.
แม่ก็เป็นเบาหวาน...เข้าข่ายหลายข้อค่ะ
ขาชามาก นิ้วเริ่มเป็นแผล หมอให้กินยา
ได้ความรู้เพิ่ม จ้า อ๋อยมีสิ่งดีๆ มาแบ่งปันเสมอนะ
ขอบคุณพี่หมอเจ้สำหรับบันทึกเบาหวานค่ะ
และชอบ comment ของคุณ sr ค่ะ เป็นบทสรุปที่น่าสนใจมากค่ะ