Cut-Off
<p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">เป็นธรรมดาที่คนมักจะไม่ค่อยอยากมีการแสดงออกว่า ขัดแย้ง/ไม่เห็นด้วยกับการกระทำบางอย่างของคนที่เรารัก</p>
เช่นจริงๆแล้ว แม่อาจจะโกรธที่ลูกสาวชอบบ่น/ล้อเลียนเรื่องรสชาติของอาหารที่แม่ทำและไม่ช่วยทำงานบ้าน
แต่แทนที่จะพูด หรือ บอกออกมาให้ลูกรับรู้-พูดคุยกันตรงๆ แม่กลับเลือกวิธีไม่พูดกับลูกคนที่แม่โกรธอยู่ และ แอบปิดประตูคุยซุบซิบ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่แม่ไม่ชอบใจของลูกสาวที่แม่ไม่ชอบใจ กับพ่อ หรือ ลูกอีกคนหนึ่งแทน
ซึ่งแม่อาจจะคิดว่ามันดูนิ่มนวลและไม่แสดงถึงความขัดแย้ง/การก่อให้เกิดเสียงดังภายในบ้าน
แต่ปัญหาหลายเรื่องถึงไม่พูดออกมาแต่ท่าทีที่แสดงออกก็สะท้อนคำพูดออกมาได้นับพัน!!
การหมักหมมปัญหา-ไม่ตัดสินใจที่จะคิดหาวิธียุติความขัดแย้ง ปล่อยให้มีCut-off และการแบ่งกลุ่มจับขั้วความสัมพันธ์จนเป็นอาการเรื้อรัง อยู่ในวงจรความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อถึงจุดหนึ่งสมาชิกที่อ่อนแอ หรือ ทนทานต่อภาวะกดดันเช่นนี้ไม่ได้ ก็อาจเลือกCut-offที่สมบูรณ์แบบจริงๆ เช่น การฆ่าตัวตาย ,การหนีออกจากบ้าน, การยุติสถานภาพสมรส เป็นต้น
วิกฤติการณ์ความขัดแย้งเปรียบเสมือนโอกาสที่สมาชิกแต่ละคนจะได้เรียนรู้จักถึงตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าการบอกเล่าสู่กันฟังในยามที่มีอารมณ์ดี การผ่านความขัดแย้งได้ในแต่ละครั้ง เหมือนกับการสอบผ่านบททดสอบถึงพลังของความรักและความผูกพันที่มีต่อกันของสมาชิกภายในครอบครัวนั้นๆ
โดย : Seangja</font></font></font></span>
"แทนที่จะพูด หรือ บอกออกมาให้ลูกรับรู้-พูดคุยกันตรงๆ แม่กลับเลือกวิธีไม่พูดกับลูกคนที่แม่โกรธอยู่ และ แอบปิดประตูคุยซุบซิบ เกี่ยวกับพฤติกรรมที่แม่ไม่ชอบใจของลูกสาวที่แม่ไม่ชอบใจ กับพ่อ หรือ ลูกอีกคนหนึ่งแทน"
anti วิธีที่แม่เลือกปฏิบัติกับลูกแบบนี้มากๆ ช่องว่างของปัญหาจะไม่มีวันถูกปิด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากแม่ยังใช้วิธีปิดประตูซุปซิบกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกคนที่แม่รู้สึกว่าเป็นตัวปัญหา แทนที่จะพูดคุยหาเหตุผลปรับเปลี่ยนสัมพันธภาพกับลูกคนที่เป็นตัวปัญหา แต่หารู้ไม่ว่า...วิธีที่แม่เลือกวิธีนี้เองแหละยิ่งจะเป็นแรงผลัดดันให้เกิดการจับกลุ่มแบ่งขั้วกันในครอบครัวอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะอาจมีใครบางคนในครอบครัวที่แอบไม่พอใจลูกสาวคนนี้อยู่เงียบๆมาก่อนแล้วก็ได้....
โดนจริงๆ
"เหมือนเข้ามายืนอยู่ในหัวใจ"
ขอบคุณนะ Seangja
เห็นด้วยกับคุณนอกคอก แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การที่แม่เลือกปฏิบัติเช่นนี้อาจเป็นความเคยชินของแม่เองที่มักจะใช้วิธีการแก้ปัญหาเดิมที่เคยใช้มา (coping) แหม!ก็การแก้ปัญหาแบบนี้น่ะ ใช้มาตั้งหลายปีแล้วนี่นา (อย่างน้อยก็เท่าอายุของแม่นั่นแหละ) แล้วอีกอย่างก็ไม่เห็นมีใครบอกว่า การที่แม่ปฏิบัติอย่างนี้นะ ไม่มีลูก(กล้า)บอกว่ามันไม่เหมาะสม
อย่างแรกที่ต้องเข้าใจกันก่อนก็คือว่า ปัญหาในครอบครัวทั้งหมดนั้นไม่ได้เกิดมาจากแม่เพียงฝ่ายเดียว
หากแต่เรายกตัวอย่างเพราะความเคยชินและความใกล้ชิดกับแม่มากกว่า…เราไม่อยากให้แม่ต้องรู้สึกไม่ดี….แต่ถ้าคุณจะสังเกตุว่าส่วนใหญ่แล้วแม่คือ ผอ.บอ.ทอ.บอ.(ผู้เป็นใหญ่ในบ้าน) การที่ในครอบครัวเกิดปัญหาความขัดแย้งใดๆก็ตามแม่มักจะเป็นเหมือนผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นเหมือนกำลังหลัก ..เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำเหล่าสมาชิกฝ่าวิกฤติต่างๆในบ้าน…ไม่อยากให้แม่อ่านแล้วท้อแท้ หากแต่อยากให้กำลังใจสำหรับแม่ที่กำลังลังเล หรือหมกมุ่นอยู่กับปัญหาในบ้าน ได้ตระหนักถึงพลังในการเสียสละกำลังกาย-ใจและความคิดสติปัญญาของท่านลุกขึ้นมากล้าเผชิญกับปัญหา…แก้ไขจนผ่านพ้นค่ะ! By..Seangja
แม่คือพระในบ้าน ถ้าคิดว่าการกระทำของท่านล้วนเป็นการฝึกเราในเรื่องความอดทน อดกลั้น รวมทั้งฝึกสติเราด้วย จะช่วยลดความน้อยเนื้อต่ำใจต่างๆ ได้มากทีเดียวค่ะ อานิสงค์ก็จะช่วยให้เราปรับตัวอยู่ในสังคมนอกบ้านได้มากค่ะ
ขอโทษนะคะหากความคิดเห็นทำให้แม่มีความรู้สึกไม่ดีหรือท้อแท้ แต่นี่คือมุมมองของแกะดำที่มีต่อตัวอย่างที่ seangja ยกขึ้นมา
จริงๆแล้ว การเผชิญปัญหาของแต่ละคน ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามความคุ้นเคยของตนเอง เช่น เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา บางคนอาจจะใช้การต่อว่า/โทษผู้อื่น ในขณะที่บางคนอาจจะใช้วิธีการบิดเบือนไปเรื่องอื่น นอกจากนี้ คนส่วนมากก็มักเลือกความคุ้นเคยแทนที่จะเลือกการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจโดยเฉพาะในช่วงที่มีความเครียด อย่างเช่น พ่อแม่มักจะทำตามแบบแผนที่คุ้นเคยตามแบบสมัยที่ตนเองกำลังเติบโตขึ้นแม้ว่าเป็นแบบแผนที่ผิดปกติก็ตาม แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักคิดว่าเป็นสิ่งที่เขาทำดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้ในเวลานั้น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไป ดังนั้นอย่าไปกังวลให้มากนัก เป็นสัจธรรมที่ทุกคนเคยได้ยิน แต่จะนำมาเป็นข้อคิดเพื่อทำให้จิตใจหายความทุกข์ได้หรือไม่ขึ้นอยู่แต่ละคน แต่อย่างไงมันก็เป็นสัจธรรมอยู่ตลอดไป ที่นำคำกล่าวมากล่าวในที่นี้ก็เพื่อเป็นเครื่งเตือนใจเท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริงในทางปฏิบัติในการคลายความกังวลของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน เหมือนคุณแกะดำกล่าวไว้ก็เป็นปัญหาด้านหนึ่ง โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวที่ทุกคนไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนก็หนี้ปัญหาครอบครัวไม่พ้น และก็ไม่มีใครสักคนที่ไม่เคยประสบปัญหาครอบครัว จะมีมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่การปรับตัวของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อก่อนเป็นครอบครัวขยายมีญาติพี่น้องมากมายสมาชิกในครอบครัวก็สามารถผ่านพ้นปัญหามาได้บ้างไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางด้านจิตใจเดิมที่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก ทุก่านคงเคยได้ยินว่า เป็นลูกคนเดี่ยวเมื่อมีครอบครัวแล้วมักจะมีปัญหาครอบครัวแต่ก็ไม่จริงเสมอไปใช่ไหม บางคนอาจจะพูดว่าเป็นเรื่องของกรรม แต่กรรมก็คือพฤติกรรมที่แสดงออกดังนั้นเมื่ออยู่ร่วมกันจะต้องศึกษาพฤติกรรมของแต่ละคนให้เข้าใจ พฤติกรรมบางอย่างต้องยอมรับว่าบางครั้งไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เราก็ควรหลีกหลีกหรืไม่ให้มันเกิด มีวิธีการอยู่กันในชีวิตสมรสมากมายที่ทุกคนเคยอ่าน แต่ในทางปฎิบัติมันยากว่าอ่านตั้ง10 ครั้ง ก็มีข้อเสนอแนะเล็กๆน้อยที่มีผู้รู้เคยเสนอกันอยู่เสมอ เช่น เรื่องใจเขาใจเรา เรื่องการแก้ที่ตัวเราดีกว่าไปแก้ไขคนอื่น เรื่อรู้จักให้ทีีี่ทำได้ง่ายกว่าการที่จะรับ ปัญหาความแตกต่างระหว่างวัย ช่องว่าระหว่างวัย สิ่งเหล่านี้ควรที่จะนำมาคิดบ้าง สิ่งใดที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกในครอบครัวก็ควรพยามยายามเลิกให้ได้ และสุดท้ายปัญหาที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นบทเรียนของชีวิตที่จะต้องช่วยกันแก้ไขหรือจะพยามแก้ไขคนเดียวก่อนก็ไม่เสียหน้าเพื่อครอบครัว ชิวิตครอบครัวมีทั้งขาวและดำสลับกันไปมันเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าผ่านไปด้วยดีก็จะเป็นบทเรียนที่จะนำไปสอนลูกหลานต่อไป ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยไปตามกาลเวลา แต่ขอให้มีสติเท่านั้นกาลเวลาจะเป็นเครื่องสอนเราได้อย่างดี