เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลักสูตรปริญญาโทสาขาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว ได้ขอให้ผมไปสอนแก่นักศึกษาในเรื่อง แผนภาพการคิดสำหรับการพัฒนาการเชิงระบบและการคิดเชิงมโนทัศน์วิชา Instructional Design and Curriculum Development ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานวิชาหนึ่งของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในภาคทฤษฎีปีแรก เนื้อหาการเรียนรู้และกระบวนการพานักศึกษาเข้าถึงประสบการณ์และได้การเรียนรู้ดังกล่าวในรายละเอียดอยู่ในสื่อพาวเวอร์พ๊อยต์ที่ผมได้ออนไลน์ให้แก่นักศึกษาและเผยแพร่ให้ผู้สนใจด้วย

คุณลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบการคิดเชิงมโนทัศน์

การคิดเชิงมโนทัศน์เป็นการเรียนรู้เชิงนามธรรมและเป็นการให้บทสรุปแก่ตนเองและมีความจำเพาะตนแตกต่างหลากหลายไปตามพื้นประสบการณ์ของแต่ละคน จึงต้องเกิดจากความสามารถสังเคราะห์และให้บทสรุปในเรื่องเดียวกันจากการมีประสบการณ์หลายๆชุดและหลากหลายบริบทที่สุด อีกทั้งเป็นการเรียนรู้ที่ต้องเกิดขึ้นตลอดชีวิต ไม่สามารถสอนให้จำและให้คำตอบอย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้น การเรียนรู้การนำเอาแผนภาพการคิดมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาแบบการคิดเชิงระบบและการคิดเชิงมโนทัศน์ นอกจากโดยตัวของแผนภาพการคิดจะเป็นเครื่องมือและวิธีการอย่างง่ายในการทำงานความคิด ระดมสมอง วางแผน และเป็นวิธีบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของการทำงานเป็นกลุ่มแบบต่างๆแล้ว ก็สามารถนำมาทำให้เป็นกระบวนการเรียนรู้กระบวนการคิดเชิงมโนทัศน์และการคิดอย่างเป็นระบบได้อย่างสอดคล้องกับชนิดของการเรียนรู้

นอกจากนี้ ก็สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนและกลุ่มผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการทำงานใช้เป็นวิธีสร้างประสบการณ์ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สร้างปฏิสัมพันธ์แนวราบระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนและภายในหมู่ผู้เรียน รวมทั้งเป็นวิธีที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนการสอนอย่างยืดหยุ่น ผสมผสาน ให้ทักษะคนและกระบวนการเรียนรู้ โดดเด่นเป็นศูนย์กลาง

บทบาทและความสำคัญต่อการพัฒนาการเรียนรู้และการปฏิรูปการเรียนรู้ของสังคม

ผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ทางด้านเทคโนโลยีการศึกษา รวมทั้งในสาขาศึกษาศาสตร์และการพัฒนาการเรียนรู้ทุกแขนงย่อมทราบเป็นอย่างดีว่า การเรียนรู้และก่อเกิดมโนทัศน์ต่อสิ่งต่างๆนั้น เป็นคุณลักษณะและองค์ประกอบพื้นฐานของทักษะการเรียนรู้ในทุกด้านและในทุกลำดับขั้นของการเรียนรู้ นับแต่ความรู้ความจำ ความเข้าใจ ทักษะปัญญาและกระบวนการคิด การเรียนรู้ทักษะปฏิบัติและความซาบซึ้ง การเรียนรู้หลักการ การเรียนรู้กฏ การพัฒนาทัศนคติ เจตคติ การประเมินและให้คุณค่า ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ในวิธีคิดของวิถีแห่งมรรคแปดก็ถือเอาการทำความคิดและความเห็นให้เป็นสัมมา เป็นองค์ประกอบที่อยู่ในวิถีปฏิบัติของมรรคทั้งแปด กระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้เพื่อเกิดมโนทัศน์ในสิ่งต่างๆ จึงเป็นเหมือนซอล์ฟแวร์กำกับการทำงานและการดำเนินชีวิตให้บรรลุผลโดยเกิดความงอกงามทางสติปัญญาและจิตใจไปด้วย

ต้นทุนและข้อจำกัดกับการออกแบบดำเนินการให้เหมาะสม

แต่ผมก็มีเวลาเพื่อที่จะให้ประสบการณ์และทำให้นักศึกษาได้บทเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงสองชั่วโมงเศษ ซึ่งเป็นการยากที่จะทำให้ผู้เรียนก้าวเดินเข้าไปรู้จักและสามารถได้ทักษะปฏิบัติติดตัวไปได้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม จึงออกแบบและวางแผนแบบยืดหยุ่นหลากหลายเพื่อให้นักศึกษาได้ประสบการณ์ตรง พร้อมกับมีสภาพแวดล้อมเพื่อเสริมการเรียนรู้ให้ตามความต้องการและตามประสบการณ์ที่ตนเองได้รับ

กระบวนการและกิจกรรมการปฏิบัติเพื่อเรียนรู้

ผมได้ออกแบบและจัดกระบวนการเพื่อให้นักศึกษาได้ประสบการณ์และเกิดการเรียนรู้ระดับพอเข้าใจ ทำได้ และเห็นนัยสำคัญสำหรับนำไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองต่อไปในอนาคต โดยให้ได้ประสบการณ์และก่อเกิดพัฒนาการอย่างเป็นลำดับขั้นและมีความเชื่อมโยงกันเองอย่างเป็นระบบภายใน ๒-๓ ชั่วโมง ประกอบด้วย

  • บรรยาย นำเสนอพาวเวอร์พ๊อยต์ แนะนำเอกสารและสื่อออนไลน์ที่จัดเตรียมให้ : ให้การเตรียมวิธีคิดและสร้างพื้นฐานความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นกลุ่ม
  • กิจกรรมปฏิบัติรายบุคคลชิ้นงานที่ ๑ : การให้ประสบการณ์ตรงเพื่อสร้างบทเรียนและได้หยั่งจากประสบการณ์เพื่อตระหนักรู้ด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง
  • ศึกษาเรียนรู้ผู้เรียนและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสม : เนื้อหาการนำเสนอและข้อมูลที่ให้นักศึกษาทำกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับตนเองของนักศึกษา ดังนั้น นอกจากตัวกิจกรรมจะเป็นกระบวนการเรียนรู้อยู่ในตนเองแล้ว การนำเสนอผลงานของนักศึกษาก็จะเป็นช่วงที่ผู้สอนเพิ่มบทบาทเป็นผู้เรียนรู้ ทำให้สามารถประเมินพื้นฐานและได้รู้จักความเป็นตัวของตัวเองของผู้เรียน ได้สำรวจความพร้อม ความสนใจ สไตล์การทำงานและเรียนรู้ และตั้งสมมุติฐานในใจเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทั้งระดับกลุ่มและรายบุคคลให้แก่นักศึกษาได้ในระยะเวลาสั้นๆและมีความเป็นธรรมชาติ
  • กิจกรรมปฏิบัติรายบุคคลชิ้นงานที่ ๒ : การให้ประสบการณ์เพื่อสะท้อนผลการเรียนรู้ นำเอาบทเรียนจากการได้สัมผัสจากกิจกรรมการเรียนรู้ครั้งแรกผสมผสานกับทุกสิ่งที่มีติดตัวอยู่แต่เดิม มาปฏิบัติอีกครั้งเพื่อศึกษาการปรับปรุงและพัฒนาตนเองอย่างบูรณาการ
  • การนำเสนอ อภิปราย สังเคราะห์บทเรียน ๒ รอบ
  • การเสริมทฤษฎีและประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อสังคมแห่งการเรียนรู้

วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือและวิธีการเพื่อการเรียนรู้

  • กระดาษปรู๊ฟแผ่นใหญ่คนละ ๓ แผ่น และสำหรับผู้สอน ๓ แผ่น
  • ปากกาปากสักหลาดสีสันหลากหลายชุดละ ๒-๓ สีคนละ ๑ ชุด
  • เทปกาวสำหรับติดตั้งผลงานกับผนัง
  • เครื่องฉายภาพดิจิตัล LCD
  • คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค

เอกสารและสื่อประกอบการสอนและกระบวนการฝึกฝนเพื่อเรียนรู้

การประเมินและสะท้อนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความก้าวหน้าทางประสบการณ์

  • ประเมินผลรวมประสบการณ์ทั้งมวล : ประเมินผลแบบสังเคราะห์และสะท้อนบทเรียน Synthesis Evaluation Through Works and Presentation โดยดูจากผลงานรายบุคคลและการนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สองครั้ง ก่อนการเรียนรู้และได้แนวคิด และหลังจากถอดบทเรียนตนเองเพื่อปรับปรุงและพัฒนาบนฐานประสบการณ์ตนเอง
  • ประเมินทักษะปฏิบัติอย่างเป็นองค์รวมจากผลงาน : สังเกตดูการแสดงผลของชิ้นงานและพัฒนาการที่เกิดขึ้นทางด้านต่างๆของการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สองครั้งในระยะห่างกันประมาณ ๔๐ นาที ครอบคลุมองค์ประกอบด้านความครอบคลุมระบบวิธีคิด แบบแผนการคิด เนื้อหาการคิด ความสวยงามและสื่อสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ความง่าย ความสามารถช่วยการสื่อสารและเรียนรู้ การใช้ทรัพยากร กระดาษา และการบริหารจัดการตนเองในฐานะสื่อบุคคล
  • ประเมินความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และทักษะการแสดงผลการเรียนรู้ : สังเกตดูการพูดอธิบาย บุคลิกภาพการแสดงออก การถ่ายทอด การนำเสนอ ความเชื่อมั่น ความประสานกลมกลืน ความเป็นลำดับ ความเชื่อมโยง และความสามารถในการอธิบายแจกจงเพื่อสื่อสารเรียนรู้

กิจกรรมและการดำเนินการ

การให้ทำกิจกรรมเพื่อสร้างประสบการณ์พื้นฐานขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยใช้ความรู้ ความเข้าใจ และวิธีที่คุ้นเคยอย่างทั่วไปมาเป็นวิธีทำงาน โจทย์และกิจกรรมสำหรับสร้างประสบการณ์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดคือให้เขียนแผนภาพเพื่อแสดงตนเองโดยสรุปความเป็นตนเองออกมาเป็นแนวคิด การวาดรูป และการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ตามที่ต้องการ ที่คิดว่าจะสามารถสื่อแสดงตนเองและบอกเล่าเกี่ยวกับตนเอง ให้ผู้อื่นสามารถเดินเข้าไปรู้จักได้ดีที่สุด ให้เวลา ๑๕ นาทีและเขียนเป็นภาพบนกระดาษพับครึ่งแผ่นใหญ่ นักศึกษาทำกิจกรรมอย่างจริงจัง ตั้งอกตั้งใจ

การนำเสนอและอภิปรายรอบแรก

เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจัดให้นักศึกษาแต่ละคนยืนนำเสนอและพูดเกี่ยวกับตนเองโดยใช้แผนภาพที่วาดขึ้นอย่างพิถีพิถันและนำเสนอคนละ ๓-๕ นาที นับว่าใช้เวลากระชับแต่ก็ครอบคลุมประสบการณ์ที่ต้องการให้แก่นักศึกษาได้เป็นจำนวนมาก ทดแทนการบรรยายที่อาจจะต้องใช้เวลาต่อเนื่อง ๑-๒ วันได้ดีพอสมควร

นักศึกษาให้ข้อสรุปและอธิบายประสบการณ์ที่ได้รับครอบคลุมหลายแง่มุม จัดว่าเป็นการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นได้ภายในตนเองของแต่ละคน ขณะเดียวกัน ก็เป็นประสบการณ์ตรงที่เหนือความสามารถอธิบายให้เบ็ดเสร็จได้ แต่ก็เป็นชุดบทเรียนที่นักศึกษาสามารถสัมผัส สอนตนเองและเกิดความตระหนักรู้ได้ด้วยตนเองว่าธรรมชาติของสิ่งที่เป็นการเรียนรู้และก่อเกิดมโนทัศน์นั้น มีกระบวนการและคุณลักษณะจำเพาะอย่างไร ซึ่งทำให้การนำเสนอบทเรียนของนักศึกษามีพลังต่อการได้เรียนรู้ไปด้วยกัน อีกทั้งเห็นหัวข้อเพื่อใช้เปิดประเด็นการอภิปรายร่วมกันในภายหลังต่อไปได้ดีขึ้น นักศึกษาได้เห็นบทบาทตนเองที่มากกว่าการเป็นผู้นั่งรับการถ่ายทอดจากผู้อื่นฝ่ายเดียว

นอกจากนี้ ก็สามารถเห็นได้จากผลงาน รวมทั้งได้ใช้ประสบการณ์ตรงและผลงานที่มองเห็นได้ มาเป็นเครื่องมืออภิปรายสร้างกระบวนการคิด สร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนค้นพบคำตอบและให้ความกระจ่างแก่ตนเองว่าแผนภาพการคิดจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้อย่างไร เช่น ข้อดีคือสามารถคิดให้ชัดแจ้งและลำดับความสำคัญของตนเองได้อย่างเป็นระบบ ส่วนข้อจำกัดคือ ใช้พื้นที่กระดาษทำงานความคิดได้ไม่เพียงพอกับที่ต้องการ และไม่สามารถสื่อสะท้อนให้เห็นระบบวิธีคิดได้บนภาพความคิดที่วาดลงไปบนกระดาษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผุดประเด็นและเกิดข้อสรุปขึ้นจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ของกลุ่มนักศึกษาเอง

ระหว่างที่นักศึกษานำเสนอและอภิปราย ผมได้บันทึกและสรุปเป็นภาพวาดลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ได้ ๑ แผ่นเพื่อทำเป็นสื่อการเรียนการสอนจากสถานการณ์จริงของเราและจะใช้ประกอบการอภิปรายกันในภายหลัง หลังการทำงานและนำเสนอในรอบที่สองของนักศึกษา

จากนั้น จึงใช้บทเรียนและความมีประสบการณ์ในรอบแรกนี้ อภิปรายและเรียนรู้ในเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับประเด็นแนวคิด ความรู้ความเข้าใจ และวิธีทำงานต่างๆ อธิบายให้รู้จักการเรียนรู้แบบมโนทัศน์ การสร้างความคิดรวบยอด ทฤษฎีการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้ในแนวทางที่แตกต่างหลากหลาย สาระสำคัญภายใต้การออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้ แล้วจึงให้ทำงานในรอบที่สองโดยใช้เวลามากกว่าเดิมเป็นคนละ ๒๐ นาที

การทำงานเพื่อพัฒนาปรับปรุงและนำเสนอรอบที่สอง

ผู้สอนให้นักศึกษาเลือกเอาบางประเด็นจากรอบแรกมาคิดวิเคราะห์และนำเสนออย่างเป็นระบบ ให้เห็นวิธีคิด มโนทัศน์ และความเชื่อมโยงกันในมิติต่างๆ โดยเลือกทำเชิงลึกในบางหัวข้อ และขอเจาะจงให้นักศึกษา ๑ คนวิเคราะห์ความคิดและการวางแผนเพื่อไปศึกษาหรือหาประสบการณ์ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นความสนใจที่ผุดขึ้นจากการทำงานในรอบแรกและทำได้ดีแล้วมาทำกิจกรรมต่อไปอีก เพื่อเป็นตัวอย่างสาธิตให้เห็นความหลากหลายไปในตัวของการใช้กระบวนการคิดทำงานวางแผนเพื่อจุดหมายต่างๆที่ต้องการ

ระหว่างการทำงานในรอบที่สองนี้ ผมใช้วิธีแบบ Coaching และ Mentorship คอยกำกับจังหวะและเป็นพี่เลี้ยง พาทำและชี้ให้เห็นข้อปรับปรุงไปตามเงื่อนและข้อเด่นของตนเองเป็นรายบุคคล บรรยากาศเป็นการทำงานด้วยกัน แลกเปลี่ยนความคิดและวัสดุเครื่องใช้เพื่อให้ได้งานอย่างที่ต้องการเต็มที่

ภาพบนเป็นผลงานที่หาประสบการณ์จากการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในรอบแรก และล่างผลงานของนักศึกษาจากการทำงานความคิดและนำเสนอในรอบที่สอง จะเห็นได้ว่าสามารถเห็นผังการคิด แบบแผนการคิด รวมทั้งความสามารถทำมโนภาพให้ปรากฏเป็นภาพวาดที่เป็นระบบ มีภาษาของการเห็นและความเชื่อมโยงมิติต่างๆอย่างเป็นระบบดีกว่าวิธีคิดและการทำงานความคิดที่เคยทำมาแต่เดิมจากการทำงานในรอบแรกได้อย่างชัดเจน

เมื่อนำเอาผลงานของนักศึกษา ติดผนังและเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของผลการทำงานในรอบแรกกับผลการทำงานที่หลังจากถอดบทเรียนตนเองในรอบแรกแล้วทดลองทำอีกครั้ง พร้อมทั้งอภิปรายและเรียนรู้อย่างกว้างขวางแล้ว ก็เห็นถึงความแตกต่างของทักษะและพัฒนาการในทุกด้านของนักศึกษา ทั้งการพูด แสดงความคิด การอธิบายผ่านการนำเสนอผลงาน ตอลดจนการมีความเชื่อมั่น และมีความสามารถในการคิดอย่างเชื่อมโยง

นักศึกษาใช้เวลาพูดและนำเสนอคนละไม่ถึง ๕ นาทีแต่ต่างก็สะท้อนการเรียนรู้ของตนเองว่าทำได้ดีกว่าในรอบแรก การวาดระบบวิธีคิดออกมาเป็นรูปและสามารถอธิบายแจกแจงได้ด้วยตนเอง เป็นเครื่องบ่งชี้การเรียนรู้แบบการคิดเชิงมโนทัศน์ของตนเองได้เป็นอย่างดี 

จากนั้น จึงจัดโอกาสให้ร่วมกันสรุปและอภิปรายเพื่อทำการเรียนรู้ให้มีความรอบด้าน แล้วถ่ายภาพกับผลงานตนเอง ผลงานที่ทำได้อย่างดี และการนำเสนอความคิดต่อประเด็นที่นำมาวิเคราะห์เป็นกรณีศึกษาได้อย่างเป็นระบบ แสดงให้เห็นผลการเรียนรู้อย่างบูรณาการที่เกิดขึ้นของนักศึกษาและได้ข้อสรุปด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงของทุกคน

สรุปบทเรียนและการเรียนรู้

พิจารณาจากการสะท้อนระบบวิธีคิด นักศึกษาทั้ง ๔ คนต่างมีแบบแผนการคิดและมโนทัศน์ต่อสถานการณ์ที่หยิบยกให้เป็นกรณีศึกษาเพื่อการเรียนรู้ ในทิศทางที่แตกต่างกัน กล่าวคือ มุ่งบรรลุจุดหมายในการยกระดับการพัฒนาด้านในของตนเอง ๑ คน มุ่งการเรียนรู้และแสวงหาความเป็นตัวของตัวเอง ๑ คน มุ่งการทำงานและดำเนินชีวิตในแนวทางการอุทิศตนต่อสังคม ๑ คน มุ่งทำงานสร้างสรรค์และได้ใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่น ๑ คน ซึ่งกล่าวได้ว่า กระบวนการเรียนรู้แบบการคิดเชิงมโนทัศน์นั้น มีความเชื่อมโยงกับความแตกต่างระหว่างบุคคลและสะท้อนภาวะปัจเจกภาพได้อย่างใกล้ชิด

การสะท้อนบทเรียนของนักศึกษา พบว่ากระบวนการเรียนรู้แบบการคิดเชิงโนทัศน์โดยใช้แผนภาพการคิดและกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนจัดให้ ก่อให้เกิดประสบการณ์และการพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆแก่กลุ่มนักศึกษาหลายประการด้วยกัน ที่สำคัญคือ

  • เข้าใจทักษะการเรียนรู้เชิงมโนทัศน์ได้ดีขึ้น
  • ทำให้คิดใคร่ครวญอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม เชื่อมโยง และรอบด้าน
  • สามารถลำดับความสำคัญได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
  • ช่วยการนำเสนอ ถ่ายทอด และอธิบายแจกแจงสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์ได้อย่างเป็นระบบ ซับซ้อน ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมบทบาทความเป็นนักวิชาการด้านการศึกษาและนักเทคโนโลยีการศึกษาได้ดีขึ้น
  • ในด้านผู้เรียน ก็ช่วยให้สามรถเห็นภาพระบบคิดและช่วยในการจำได้ดีขึ้น

ปัจจัยและองค์ประกอบที่ส่งเสริมการเรียนรู้ให้นักศึกษาสามารถบรรลุผลการเรียนรู้ตามที่ต้องการได้ดีพอสมควรโดยพิจารณาจากผลการปฏิบัติและนำเสนออธิบายแจกแจงด้วยความเข้าใจ ที่สำคัญคือ

  • กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์และกิจกรรมการปฏิบัติเป็นรายบุคคล
  • การถอดบทเรียนและให้ประสบการณ์ตรงเป็นครูแก่ตนเองไปด้วย
  • การทบทวนและปฏิบัติการซ้ำเพื่อใช้ความรู้ซึ่งทำให้เกิดความชำนาญและสามารถปรับปรุงตนเองได้อย่างมีหลักเกณฑ์
  • การใช้สื่อและเทคโนโลยีการศึกษาผสมผสานและมีความยืดหยุ่นหลากหลายโดยเน้นความโดดเด่นของสื่อบุคคลกับความเป็นศูนย์กลางของผู้เรียน
  • การจัดสภาพแวดล้อมและทรัพยากรสนับสนุนที่เอื้อต่อการคิดและแสดงออกทางการปฏิบัติอย่างเหมาะสม

นักศึกษามีข้อจำกัดเกี่ยวกับทฤษฎีและความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกระบวนการทางการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้และจิตวิทยาการเรียนการสอน โดยเฉพาะพื้นฐานที่เกี่ยวกับชนิดการเรียนรู้แบบการคิดเชิงมโนทัศน์ อันได้แก่ทฤษฎีเกี่ยวกับชนิดและลำดับขั้นของการเรียนรู้ตามแนวทรรศนะต่างๆ ทำให้มีข้อจำกัดในการสร้างความรู้ด้วยการถกอภิปรายกันเชิงวิชาการ ซึ่งอาจจะเกิดจากพื้นฐานการศึกษาในขั้นปริญญาตรีที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดเวลาให้พื้นฐานความเข้าใจอย่างเหมาะสม ความหลากหลายทางประสบการณ์และพื้นฐานทางการศึกษาดังกล่าวก็กลายเป็นจุดแข็งอยู่ในตัว โดยมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้ทรรศนะของนักศึกษามีความหลากหลาย รวมทั้งขยายกรอบและพรมแดนทางความรู้ในการเห็นความเป็นจริงที่กว้างขวางมาก

ดังนั้น การให้ประสบการณ์ชุดหนึ่งร่วมกันก่อนเพื่อเป็นพื้นฐานการเข้าสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ไปด้วยกัน จึงย่อมมีความสำคัญต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับกลุ่มผู้เรียนในยุคปัจจุบันที่มักจะมีคุณลักษณะที่หลากหลายดังกลุ่มนักศึกษาในครั้งนี้.